Mehrangarh

 

ครั้ง หนึ่งเมื่อรัดยาร์ด คิปลิง ได้เดินทางมาถึงเมืองจ๊อดห์ปูร์ และได้ประจักษ์ความอลังการของป้อมประจำเมืองนี้ จนถึงกับกล่าวว่า ป้อมแห่งนี้ผลงานการรังสรรค์ควาามเหล่าทวยเทพและยักษา (the creation of angels, fairies and giants)

ป้อม แห่งนี้ ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าบนภูผา ที่ระดับความสูง 122 เมตร มีชื่อเรียกว่า ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) ซึ่งมีความหมายว่า ป้อมแห่งดวงอาทิตย์ อันเกี่ยวเนื่องกับผู้สร้างคือ ราว จ๊อดธะ (Rao Jodha) ซึ่งเป็นราชปุตจากสายราธอร์ (Rathore) ซึ่งเป็นสุริยวงศ์ โดยมหาราชจ๊อดธะได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรมาร์วาร์จากมันดอร์ (Mandore) มาตั้งเมืองจ๊อดปูร์ขึ้นในศตวรรษที่ 15 และสร้างป้อมปราการแห่งนี้ขึ้น


.: Mehrangarh Fort :.

 

การเดินด้วยสองเท้าขึ้นไปยังป้อมเมห์รานการห์เป็นกิจกรรมสำหรับคนที่แข้งขายังดีเท่านั้น เพราะทางเดินค่อนข้างที่จะชันมาก และกว่าจะถึงป้อมได้ เล่นเอาหอบเหมือนกัน แต่การเดินก็จะทำให้เราได้พบผ่านผู้คนท้องถิ่นที่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้น ซึ่งพวกเขาค่อนข้างยินดีที่ได้เห็นนักท่องเที่ยว ตะโกนทักทาย ไต่ถามชวนคุย อาจมีเชื้อชวนให้แวะไปทานร้านอาหารของเขาบ้าง แต่โดยรวมไม่ได้มะรุมมะตุ้มอะไรมาก และค่อนข้างปลอดภัย แม้จะเดินในช่วงที่ค่อนข้างปลอดนักท่องเที่ยวอย่างที่รี่เดินในเที่ยวขากลับ ซึ่งตอนนั้นฟ้ามืดค่ำหมดแล้ว

เมื่อเดินถึงตัวป้อม ก็จะพบประตูด่านแรกที่เรียกว่า ประตู Jai Pol ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค. ศ. 1806 โดยมหาราชมัน ซิงห์ สำหรับการยืนหยัดรักษาฐานที่มั่น รอดพ้นจากการรุกรานของจัยปูร์ เนื่องจากกรณีพิพาทการแย่งเจ้าหญิงแห่งเมวาร์มาแต่งงาน

 


.: Jai Pol :.


เมื่อผ่านประตูนี้ไป จะเป็นจุดขายตั๋วและจุดเช่า audio guide จะผ่านประตูต่าง ๆ เพื่อผ่านเข้าไปส่วนชั้นในของป้อม

 .: ทัศนียภาพระหว่างเดินผ่านประตูชั้นต่าง ๆ :.



.: ทัศนียภาพระหว่างเดินผ่านประตูชั้นต่าง ๆ :.

 

ส่วน ในของป้อม จะพบบริเวณลานที่เรียกว่า Shringar Chowk หรือลานที่ใช้ประกอบพิธีราชภิเษก โดยที่บัลลังก์หินอ่อนที่ใช้ในงานราชพิธีก็จัดแสดงที่บริเวณลานแห่งนี้ด้วย 


.: Shringar Chowk :.


 .: Shringar Chowk :.

 


.: Marble Throne :.

ถ้า แหงนมองขึ้นไปที่ตัวอาคารที่ล้อมรอบลานแห่งนี้ จะเห็นลักษณะของ facade ภายนอกเป็นงานตกแต่งที่เรียกว่า jali หรือการแกะสลักหินให้เป็นช่องเล็ก ๆ ต่าง ๆ เพื่อให้เหล่าสตรีในราชสำนักสามารถมองสังเกตเห็นความเป็นไปของโลกภายนอก โดยที่ไม่เป็นเป้าสายตาของผู้ที่อยู่ด้านนอก


.: Jali :.

 


.: Jali :.

 


 


.: Jali :.

 


.: Jali :.

 


.: Jali :.

อาคาร ส่วนล่างเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสัปคับ (ที่นั่งผูกติดบนหลังช้าง) และเสลี่ยงของพวกเจ้าราชปุตแห่งมาร์วาร์ ลักษณะของสัปคับโดยทั่วไปจะเป็นสองที่นั่ง ด้านหน้าคือสำหรับเจ้านาย ส่วนด้านหลังจะเป็นสำหรับองค์รักษ์คนสนิท ทำจากแผ่นทองหรือเงินพิมพ์ลายและทุกอันจะต้องมีรูปของสิงห์ประกอบอยู่ด้าน ข้าง

 


.: สัปคับ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ :.



.: รายละเอียดรูปสิงห์ที่อยู่บนสัปคับของมหาราช ที่เป็นของกำนัลจากจักรพรรดิ์ชาร์ จาร์อัน  :.

 

ส่วน ห้องที่จัดแสดงเสลี่ยงจะมีเสลี่ยงที่มีความโดดเด่นมากที่สุด คือเสลี่ยงขนาดใหญ่ขนาด 12 คนหาม มีหลังคาคุ้ม เป็นกระจกรอบด้านและประดับทอง เป็นเสลี่ยงที่ยืดมาจากฝ่ายศัตรูในการรบชนะพวกโมกุลที่กุจราช

 

 

นอก จากนี้ยังมีห้องอื่น ๆ ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในราชสำนักและศาสตรวุธต่าง ๆ อย่างอันนี้เป็นกล่องใส่เครื่องแต่งตัวของสตรีในราชสำนัก ทำจากงาช้างที่มีการแกะสลักลวดลายอย่างงดงาม ด้านข้างเป็นลวดลายของการบูชาพระวิษณุ



.:กล่องใส่เครื่องแต่งตัวของสตรี :.

.: รายละเอียดงานแกะสลักบนงาช้าง :.


ส่วน อาคารด้านบนจะเป็นส่วนของพระตำหนักต่าง ๆ ที่สร้างในยุคมหาราชองค์ต่าง ๆ อาทิ พระตำหนักพูลมาฮาลหรือพระตำหนักดอกไม้ สร้างในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 โดดเด่นด้วยการะประดับกระจกสี และสีทองอร่ามที่ตกแต่งอยู่บนเพดานและกรอบโค้งเหนือเสา กรอบข้างของเพดานทั้งสี่ด้าน เป็นภาพวาดในสไตล์รากามาลา (Ragamala) แสดงสุนทรีย์ของท่วงทำนองดนตรีและบทกวี ซึ่งสะท้อนการใช้ห้องดังกล่าวเป็นห้องแสดงดนตรีและการร่ายรำในราชสำนัก

 


.: Phul Mahal :.

 

หอซีซมาฮาลหรือหอกระจก ตั้งชื่อการตกแต่งห้องด้วยแผ่นกระจกมากมาย ซึ่งเป็นหอที่ใช้สวดบูชาพระเจ้า


.: Sheesh Mahal :.


 

พระตำหนักตากัต เป็นพระตำหนักที่ต้้งชื่อตามมหาราชตากัต ซิงห์ มหาราชองค์สุดท้ายที่ใช้ป้อมเมห์ รานการห์เป็นที่ประทับ พระตำหนักนี้ตกแต่งแบบผสมสไตล์ตะวันตกอาทิ ประทับเพดานด้วยลูกบอลคริสมาสหลากสี หรือภาพวาดตาามผนังห้องเป็นรูปหญิงสาวตะวันตกปะปนไปกับรูปวาดเทพเจ้าฮินดู

 


.: Takhat Villa :.

 

พระตำหนักโม ติมาฮาลหรือพระตำหนักมุก ตั้งชื่อตามปูนที่ผสมกับเปลือกหอยที่ฉาบบนผนัง โดยพระตำหนักนี้จะถูกใช้เป็นห้องปรึกษางานราชการบ้านเมืองในหมู่พระญาติและ ขุนนางชั้นสูง และเหนือช่องประตู จะมีการเจาะเป็นช่องตาข่ายเพื่อให้มหารานีต่าง ๆ สามารถร่วมเข้าฟังราชการบ้านเมืองได้ด้วย 


.: Moti Mahal :.

ส่วน ลานด้านล่างของพระตำหนักโมติมาฮาล เป็นส่วนของป้อมแห่งนี้ ที่รี่ชอบมากที่สุด เป็นที่ที่สามารถหาที่นั่งอย่างสงบ เพื่อชื่นชมการแกะสลักช่องกรอบประตูหน้าต่างหินอ่อน ที่เป็นริ้วลายที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล จนบางครั้งดูแล้วแทบจะนึกว่าเป็นผ้าลูกไม้กันเลยทีเดียว 

 


.: กรอบโค้งละช่องหน้าต่างที่เจาะเป็นช่องตาข่ายและลวดลายพรรณไม้ :.

 


.: กรอบโค้งละช่องหน้าต่างที่เจาะเป็นช่องตาข่ายและลวดลายพรรณไม้ :.

 

 

.: กรอบโค้งละช่องหน้าต่างที่เจาะเป็นช่องตาข่ายและลวดลายพรรณไม้ :.

 

 

.: กรอบโค้งละช่องหน้าต่างที่เจาะเป็นช่องตาข่ายและลวดลายพรรณไม้ :.

และ ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของป้อมแห่งนี้ คือส่วนที่เป็นที่พำนักของฝ่ายในของราชสำนัก หรือที่เรียกว่า ซีนานา ดีโอดี (Zenana Deodi) และอีกเช่นกัน ลานกว้างบริเวณส่วนนี้ ซึ่งในอดีตเป็นที่ตั้งของตลาดที่จะมีการนำข้าวของจากข้างนอกนำมาขายให้กับ เหล่าสาว ๆ ในป้อม เป็นจุดที่เหมาะกับการหาที่นั่งอย่างสงบและชื่นชมงานศิลปะของม่านตาข่ายบน หินทรายที่ประดับอยู่ภายนอกอาคาร


.: ลักษณะของ façade ของตำหนักฝ่ายใน  :.


.: ลักษณะของ façade ของตำหนักฝ่ายใน  :.


.: ลักษณะของ façade ของตำหนักฝ่ายใน  :.

 


.: ลักษณะของ façade ของตำหนักฝ่ายใน  :.

ความ ประทับใจส่วนตัวที่มีต่อการเที่ยวป้อมเมห์รานการห์ นอกจากความตระการตาของสถานที่แล้ว รี่ยังชอบการบริหารจัดการให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยว อาทิ การจัดให้เจ้าหน้าที่ทีอยู่ภายในป้อมทุกคน แต่งตัวเหมือนข้าราชบริพารในราชสำนักราชปุตในอดีต มีการสาธิตการสูบฝิ่นหรือมีการเล่นดนตรีขับกล่อม เพื่อสร้างบรรยากาศยุคเก่าก่อนให้แก่นักท่องเที่ยว 

 

.: การใช้ฮุกก้าสูบฝิ่น  :.

 


.: บรรเลงเพลงคุยที่ลานบริเวณตำหนักฝ่ายใน  :.

 

 


.: ชุมนุมผู้ชายหนวดงามกำลังถกกันเรื่องผ้าโพกศีรษะ  :.

 

และปิดท้ายเอนทรีนี้ด้วยภาพประทับใจจากยอดสูงสุดของป้อมเมห์รานการห์นั่นคือ ภาพ "นครสีฟ้า" ที่เป็นสมัญญาของเมืองจ็อดปูร์นี้




.: นครสีฟ้า  :.

 

 

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic