ใบไม้เปลื่ยนสีที่ลักเซมเบิร์ก

 

วันที่สามของทริป ตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟไปลักเซมเบิร์ก จริง ๆ จากโคโลจญ์ไปลักเซมเบิร์ก น่าจะเลือกเดินลงไปทางใต้ก่อน คือ นั่งรถไฟไปยังแคว้น Thuringia เข้าเมือง Koblenz และ Trier แลัวตัดตรงเข้า Luxembourg แต่เพราะว่าเรามีซื้อตั๋ว Benelux Tourrail (ตั๋วที่ให้ขึ้นรถไฟไม่จำกัดในกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ - เบลเยี่ยม เนเธอแลนด์ ลักเซมเบิร์ก ภายในระยะหกวัน) เราจึงเลือกเส้นทางรถไฟในเยอรมัน ให้สั้นสุด โดยการจาก Cologne ไป Aachen เมืองที่ติดกับพรมแดนประเทศเบลเยี่ยม แล้วตัดเข้าประเทศเบลเยี่ยมโดยไปลงที่เมือง Liège แล้วใช้ตั๋วBenelux Tourrail นั่งรถไฟจากเบลเยี่ยมไปลักเซมเบิร์ก

จับรถไฟรอบแต่เจ็ดโมงเช้า แต่ขนาดต้องขึ้นรถไฟเช้าขนาดนั้น เราก็อดไม่ได้ที่จะไม่แวะซื้อไส้กรอกเยอรมันปิดท้าย ที่ร้านคุณลุงเจ้าเดิมในสถานีรถไฟ ปรากฏว่าวันนี้คุณลุงคนไม่อยู่แหะ เปลื่ยนเป็นหนุ่มน้อยหน้ามนมาขายแทน

รถไฟที่เรานั่งเป็นรถด่วนสีแดงชื่อ Thalys เป็นรถไฟที่เชื่อมกรุงปารีสกับเมืองใหญ่ ๆ ในเบลเยี่ยม เยอรมัน เนเธอแลนด์  อย่างเมือง Brussels Antwerp The Hague Rotterdam Amsterdam Liège Aachen และ Cologne เป็นรถไฟตระกูลเดียวกัน TGV และออกแบบโดยบริษัท Alstom ในฝรั่งเศสที่ออกแบบรถไฟ TGV และ Eurostar

จาก Cologne ไป Liège ได้นั่งรถด่วน Thalys แต่จาก Liège ไป Luxembourg นี่สิ ได้รถหวานเย็นฉิ่งฉับ กว่าจะไปถึง หลับแล้วหลับอีก ถึง Luxembourg เกือบเที่ยง

ช่วงแรกของการไปถึง ก็วุ่นวายกับการหาที่ซื้อแสตมป์ เพราะว่า เราตั้งใจอย่างมากว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมาทำที่นี่ คือ การส่งโปสการ์ดถึงญาติสนิทมิตรสหาย เพราะว่า พวกเขาเหล่านั้นคงไม่ค่อยได้รับโปสการ์ดที่มาจากดินแดนแห่งนี้มากนัก

ด้วยความช่วยเหลืออย่างดีม๊ากมาก ของตาหนุ่มอินตะระเดีย เจ้าหน้าที่ใน Tourist Office ในสถานีรถไฟ ที่ถามคำตอบคำ แถมยังทำให้เราหลงผิดคิดไปว่า วันเสาร์ ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์ที่ไหนในนี้เปิด เราเลยต้องไปตามหาเอาแถวร้านขายของชำรายทาง ที่แถมจะหวังดีกับเรา ด้วยการไม่ยอมขายแสตมป์ให้เปล่า ๆ ต้องซื้อพร้อมโปสการ์ดรูปเห่ย ๆ ที่ขายในร้าน แถมเป็นชุดแสตมป์ที่เกินราคากว่าค่าแสตมป์ที่ใช้ส่งจริง

แต่ในที่สุด เราก็ได้ไปพบคุณป้าหน้าบึ้งในร้ายขายโปสการ์ดอีกที่ ซึ่งไขช่องทางสว่างให้เรารู้ว่า แม้ที่ทำการไปรษณีย์อื่นจะปิด แต่ที่ทำการไปรษณีย์หลักที่อยู่แถวร้านคุณป้าเปิด ทันทีที่ได้ฟังแล้วได้เห็นจริงว่ามีไปรษณีย์มันเปิด อยากจะเดินกลับไปที่สถานี ฉะกับตาหนุ่มอินตะระเดีย ให้หน้าหงายไปเลย ถ้าไม่ติดว่า เดินกลับไปมันไกลมาก

นั่นแหละ วุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เป็นชั่วโมง หมดพลังไส้กรอกตอนเช้า หาของกลางวันกินดีกว่า เดินวนไปวนมาหลายรอบ ในที่สุดก็ไปต่อคิว รถเข็นขายแซนวิชไส้ต่าง ๆ ซึ่งป้ายเป็นภาษาที่เราอ่านแล้วบื้อใบ้เหลือเกิน

เลือกเอาอันที่อ่านแล้วรู้เรื่องมากที่สุดละกัน คือ Poulet tikka ศัพท์เนื้ออันเดียวที่รู้จักก็คือ Poulet - ไก่นี่แหละ แล้ว chicken tikka เป็นไส้ที่คุ้นเคยสุดว่ามันเป็นไง เพราะกินแซนด์วิชไส้นี่เป็นเมื้อกลางวันบ่อยมาก ยามที่ไม่มีอะไรกินดีไปกว่าแซนด์วิชเย็น ๆ :P

ไปนั่งกินอยู่หน้าตึกอะไรไม่รู้ คนเดินเข้าเดินออกเยอะมาก แต่ที่เด็ดสุด คือ ผู้หญิงคนหนึ่ง ออกมา พร้อมกระดาษแผนที่ในมือ แล้วก็ร้องดังลั่นด้วยความดีใจกับกลุ่มที่รออยู่ข้างหน้าว่า "Yes, I got it!!!" พร้อมชูมือขวา ราวกับเธอเพิ่งไปรบชนะมา

เราถึงหันไปดูว่านั่งอยู่ไหนกันแน่ ที่แท้ ตึกที่เรานั่งเป็น Tourist Office อีกแห่งหนึ่ง

อืม เป็นเช่นนี้เอง นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ก็มาอาการเดียวกับเราคือ ไม่รู้จะไปไหน ไปเดินดูอะไร เพราะเมืองมันดูไม่ได้มีอะไรให้ตระกาลตา ตระกาลใจมาก ออกจะเงียบ ๆ แถมบรรยากาศยังซึม ชวนง่วงนอน เดินแล้วจะหลับ ไม่มุขนะ จริง ๆ เลย เดิน ๆ อยู่ แล้วเกือบล้ม ต้องแวะหากาแฟแก่จัด ๆ ดื่ม ก่อนเดินต่อ เจี๊ยบสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะเมืองตั้งอยู่บนที่สูง ออกซิเจนน้อย อาจเป็นได้ เพราะระหว่างที่เราเดิน จะเห็นม้านั่งมากมาย แล้วแต่ละม้านั่ง ก็มักมีคนนอนหรือนั่งหลับอยู่

หม่ำเสร็จ ก็เดินเข้าไป Tourist Office ซื้อหนังสือคู่มือเที่ยวเมืองเขามาเล่ม จะได้รู้ว่าควรเดินดูอะไรบ้าง แต่สุดท้าย พวกเราก็เดินตามใจฉัน เดินชมบรรยากาศ ความเงียบสงบและความสวยงามของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้

Luxembourg เป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรป ที่ปกครองด้วยระบบรัฐธรรมนูญและมีประมุขของประเทศครองตำแหน่ง Grank Duke โดยมีเมืองหลวงคือกรุง Luxembourg

กรุง Luxembourg ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่เกิดจากการตัดกันของแม่น้ำ Petrusse และ Alzette รายล้อมด้วยหุบเขา ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ จึงทำให้กรุง Luxembourg เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางทหารในอดีต และในขณะเดียวกัน ก็ให้ทัศนียภาพที่งดงาม ชวนฝัน โดยเฉพาะบริเวณเขตเก่าของเมือง ที่ได้รับการประกาศจากองค์กร UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี  1994

เรามาในช่วงเดือนที่ปลายฤดูร้อนแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูใบไม้ร่วง คิดว่าตอนนั้น บรรยากาศของเมืองนี้คงงามงามน่าดู ขณะตอนที่เราไป ใบไม้ก็พอมีเปลื่ยนสีให้เห็นหน่อย ๆ ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติก จนทำให้คุณเจี๊ยบที่ไปด้วยรำพึงรำพันว่า ถ้าเธอแต่งงาน จะมาฮันนีมูนที่นี่ ...


พระราชวังของ Grand Duke แห่งลักเซมเบริ์ก (Palais Grand Ducal)

 

Cathédrale Notre Dame (Cathedral of Our Lady) มหาวิหารประจำกรุงลักเซมเบริ์ก  

สะพาน Adolphe (Pont Adolphe)


 

 

วิวของย่านเมืองเก่าในแขวง Grund จะเห็นใบไม้เปลื่ยนสี และอาคารสี pastel เป็นภาพที่สวยมาก

 


อาหารที่มียอดแหลมสูง คือ โบสถ์ St Jean Baptiste (St John The Baptist) ส่วนอาหารที่อยู่ถัดมาทางขวาของภาพคือ Musée National d'Histoire Naturelle (National Museum Of Natural History)

 


กำแพงหินที่ทำล้อมป้องกันเมือง

 


ที่ราบ Plateau Du Rham แม่น้ำที่เห็นคือ แม่น้ำ Atzette

 


บรรยากาศสวยของถนนลาดลงเขา ใบไม้ร่วง และบ้านสี pastel

 

 

เกี่ยวกับเพลง

บรรยากาศเย็นปนเศร้าของฤดูใบไม้ร่วง แวดล้อมด้วยใบไม้เปลื่ยนสีและถนนที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้งสีน้ำตาล .... อืม แล้วจะมีเพลงใดและเสียงร้องใดเหมาะสมไปกว่า Les Feuilles Mortes ในเสียงของ Yves Montand

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic