ใต้ท้องฟ้าแห่งบรัสเซลส์

 

วันที่สี่ของการเดินทาง ต้องรีบออกแต่แปดโมงเช้านั่งรถไฟไปกรุง Brussels  ตื่นแต่เช้า ไปนั่งจิบกาแฟกับเค้กอร่อย ๆ ที่ร้านกาแฟหน้าตรงข้ามสถานนีรถไฟ ทั้งกาแฟและเค้กน่ากินมาก แต่ใครได้อ่านถึงบรรทัดนี้ กรุณาอย่านึกภาพเห็นข้าพเจ้านั่งไขว้ห้าง กรีดกรายจิบกาแฟ ละเลียดขนมเค้ก สายตาก็ชมวิวทิวทัศน์ยามเช้าที่ลักเซมเบิร์ก

เพราะแท้จริงแล้ว ทั้งกาแฟ ทั้งเค้ก วางนิ่งอยู่บนโต๊ะ ส่วนข้าพเจ้า ปากเลียแสตมป์แพล็๋บ ๆ ละเลียดกาวเป็นอาหารเช้าแทน -_-"

คือว่า โปสการ์ที่ต้องส่งที่ Luxembourg ก่อนที่เราจะออกจากที่นี่ไป ยังไม่เสร็จอะ เมื่อคืน ง่วงมาก เลยต้องเอาทั้งหมด มาทำตอนเช้า มันก็เลยกลายเป็นภาพ คุณรี่ตะลุยแปะแสตมป์ เขียนที่อยู่ เขียนเนื้อความ คุณเจี๊ยบนั่งจับเวลา ควบคุมไม่ให้ใช้เวลาแผ่นไหนนานเกิน หือ หือ ปั่นจนมือไม้สั่น เขียนแทบไม่ออก คิดดูละกัน สิบหน้าทีสุดท้ายก่อนถึงเวลารถออก  ยังนั่งเขียนยิก ๆ อยู่ในร้านกาแฟ!!!

ส่วนเค้กกับกาแฟนั่นนะหรอ หลังจากปั่นโปสการ์ดทั้งหมดเสร็จ ยัดเค้กเข้าปากทั้งก้อน ตามด้วยกรอกกาแฟลงคอทั้งถ้วย หลังจากนั้น ก็วิ่งโกยอ้าวข้ามถนน วิ่งไปตู้ไปรษรีย์ แล้วก็วิ่งมาที่สถานีทันรถไฟในที่สุด

เฮอ ... อารมณ์ประมาณกำลังแข่งเกมส์โชว์อะไรอยู่สักรายการ  โปรดจงเห็นใจและขออภัยล่วงหน้า หากลืมส่งโปสการ์ดให้ญาติสนิทมิตรสหายท่านใดนะเจ้าค่ะ ยังไงทริปหน้า จะขอชดเฉยให้เป็นสองเท่าเลย

มาถึง Brussels ประมาณเที่ยง แล้วก็เริ่มเดินออกมาเที่ยวชมเมือง จุดแรกเลยที่เราอยากไปที่สุดคือ จตุรัส Grand-Place จตุรัสหัวใจของ Brussels และเป็นจตุรัสที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป แต่ว่าเราไปในวันอาทิตย์ และเป็นวันที่มีจัดแข่งมาราธอน ทำให้ผู้คนมาชุมนุมกันหนาแน่นมาก เราเลยได้ได้ เดินดูโดยรอบ กะไว้ พรุ่งนี้ ก่อนนั่งรถไฟไป Bruges จะมาแวะถ่ายรูปที่นี่ก่อน

 


จตุรัส Grand Place ในวันที่มีวิ่งแข่งมาราธอน

 

ไฮไลท์ต่อไปของเมือง คือ รูปปั้นเด็กฉี่ หรือ Manneken Pis ถ้านิวยอร์ค มีเทพีสันตภาพ บรัสเซลส์ก็คงมีเจ้าหนู Manneken Pis นี้แหละ ดังนั้นใครมาถึงบรัสเซลส์ก็คงอดไม่ได้ที่จะมาถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นนี้ และคนส่วนใหญ่เมื่อมาถึง ก็มักอุท่านเหมือนกันว่า "อ้าว ทำไมตัวเล็กแบบนี้ละ!?!" เพราะส่วนใหญ่ภาพถ่ายที่เคยเห็นกัน เป็นภาพซูปของรูปปั้นนี้ ทุกคนเลยคิดว่า มันคงตัวใหญ่มาก แต่จริง ๆ เจ้าหนูน้อย Manneken (= Little Man) ตัวเล็กนิดเดียว น่าจะสูงประมาณสักสองฟุตได้

 

Manneken Pis แลนด์มาร์คของบรัสเซลส์

มีตำนานเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับรูปปั้นหนูน้อยนี่ ตำนานหนึ่งก็ว่า เด็กคนหนึ่งหายตัวไป สุดท้าย พ่อมาตามเจอ เห็นกำลังยืนฉี่อยู่ เลยสร้างรูปปั้นที่ระลึกไว้ตำแหน่งนั้น แต่สำหรับเรา ตำนานที่ฟังมาตั้งแต่เด็ก และเชื่อมาตลอดก็คือตำนานที่มาจากม่าม๊าข้าพเจ้าเอง เธอเล่าว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้น มีเด็กคนหนึ่งไปยืนฉี่ช่วยดับไฟ ด้วยการประกอบวีรกรรมน่ายกย่องเช่นนี้ เขาเลยสร้างรูปปั้นที่ระลึกให้เจ้าหนูพลังฉี่ต้านอัคคี .... เป็นไงละ เวอร์ชั่นของม๊าข้าพเจ้า ดูเข้าท่าที่สุด ใช่ไหม?

และเชื่อหรือไม่ครับท่านผู้ชม เจ้าหนูน้อย Manneken Pis แกมีเสื้อผ้ากว่า 600 ชุดเชียว ทุกวันนี้เสื้อผ้าทั้งหมดของแก ถูกจัดโชว์อยู่ที่ City Museum ใน King House ที่จตุรัส Grand-Place ดังนั้น บางครั้ง ถ้าใครไปแวะเยี่ยม Brussels ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ก็อาจได้มีโอกาสเห็นหนูน้อยใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่ล่อนจ้อนแบบที่เห็น

จากนั้นเราก็เดินไปย่าน Sablon (Quartier du Sablon) เป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านขายของเก่าและพวกงานศิลป์ทั้งหลาย แล้วก็เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านกาแฟ ที่เรามาย่านนี้เพราะต้องการมาชมโบสถ์ Église Notre-Dame-du-Sablon (The Our-Lady-Of-The-Sablon Church)

 Église Notre-Dame-du-Sablon

 

โบสถ์นี้ตั้งอยู่ระหว่างจตุรัส Sablon ใหญ่และจตุรัส Sablon เล็ก (Place du Grand Sablon และ Place du Petit Sablon) สร้างขึ้นในปี 1304 เพื่ออุทิศแก่พระแม่มารี โดยสมาคมนักยิงธนู เดิมเป็นโบสถ์ขนาดเล็ก จนกระทั่งในปี 1348  มีหญิงคนหนึ่งชื่อ Beatrice  Sodkens เกิดมีนิมิตร เห็นพระแม่มารีมาปรากฏตัว บอกให้เธอไปขโมยรูปปั้นพระแม่มารีจากที่โบสถ์แห่งหนึ่งใน Antwerp (อีกเมืองในเบลเยี่ยมที่เราจะเดินทางไปพรุ่งนี้) มาไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ รูปปั้นนี้เชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และนับตั้งแต่นั้นมา จึงมีเหล่านักแสงบุญจำนวนมากเดินทางมาที่นี่ เพื่อเคารพสักการะรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงทำให้โบสถ์มีการขยายขนาดเพื่อรองรับผู้คนที่หลั่งไหลมา น่าเสียดายที่รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์นี้ในปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะโดนทำลายโดยพวกโปรแตสแตนท์ในปี 1565 แต่ว่าทุกปีในวันอังคารและพฤหัสแรกของเดือนกรกฏาคม จะมีงาน Ommegang ซึ่งมีขบวนแห่จากจตุรัส Sablon ใหญ่ ไปยังจตุรัส Grand-Place เพื่อรำลึกถึงการเดินทางมาทางเรือของ Beatrice และ รูปปั้นพระแม่มารีอันศักสิทธิ์

ที่ Transept ทิศเหนือ ใต้ rose window มีรูปสลักแสดงการนำรูปปั้นพระแม่มารีจาก Antwerp ทางเรือโดย Beatrice Sodkens

 

ข้ามฝากไปอีกฝั่งหนึ่งจากทางออกของโบสถ์จะเป็นจตุรัส Sablon เล็ก เราแวะไปนั่งพักเหนื่อย พักขา และพักร้อนที่นั่น จตุรัสนี้แม้จะเล็กมากก็จริง ๆ แต่เขาจัดแต่งได้ร่มรื่นและน่านั่งมาก ภายในมีน้ำพุ ที่มีอนุสาวรีย์ของเคาท์แห่ง Egmont และเคาท์แห่ง Hoorn ยืนกอดคอกัน ทั้งสองต่อต้านการจัดตั้งศาลศาสนาเพื่อจับพวกนอกรีต (Inquisition) ของกษัตริย์ Philip ที่ 2 แห่งสเปนในดินแดน Flanders เมื่อพระเจ้า Philip ที่ 2 ส่งคนมาจัดการพวกต่อต้าน เขาทั้งสองก็ไม่ได้หนีไปเหมือนคนอื่น กับกล้าที่จะรับหน้าพวกศัตรู ทั้งสองถูกจับและถูกประหารชีวิตโดยการตัดหัวที่จตุรัส Grand Place ในปี 1568

ชีวิตของ Egmont นี้แหละ ที่เกอเธ่ใช้มาทำเป็นบทละคอนเรื่อง Egmont และเป็นแรงบันดาลใจในงานดนตรี Egmont Overture ของ Beethoven

จากนั้น ก็แวะกลับไปแถว Grand-Place เข้าพวกร้านสะดวกซื้อ หาซื้อของจุกจิก ขนม ผลไม้ กับไปเก็บที่โรงแรมก่อนที่มันจะปิด แล้วหาซื้อไม่ได้ หลังจากเสร็จภาระกิจ ก็เดินไปมหาวิหาร Cathédrale des Saints-Michel-et-Gudule (Cathedral of St Michael and St Gudule)

ด้านนอกของ Cathédrale des Saints-Michel-et-Gudule  ซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมสไตล์กอธิค

 

ภายในมหาวิหาร เสาประดับด้วยรูปปั้นของเหล่า Apostle ทั้งสิบสอง

 

pulpit ที่งดงามตระการตาภายในโบสถ์ สร้างขึ้นในปี 1699 เป็นผลชิ้นเอกของ Henri-François Verbruggen ช่างจากเมือง Antwerp โดยที่ฐานของ pulpit แสดง Adam และ Eve ถูกขับไล่จากสวน Eden ส่วนด้านบนแสดงพระแม่มารีเหยียบอยู่บนอสรพิษร้าย

 


Capital ของเสาในโบสถ์ ทำเป็นลายแปลกดี เป็นลายคล้ายใบผักกาด

 

ต่อจากนั้น ก็เดินไปดู Royal Palace (Palais Royal ) ซึ่งเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในปี 1815 สมัยกษัตริย์ William ที่ 1 แห่งเนเธอร์แลนด์ โดยดัดแปลงมาจากบ้านของผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดินี Maria-Theresa เมื่อครั้งยังอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย ต่อมาเมื่อเบลเยี่ยมแยกตัวออกเป็นอิสระจากอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ กษัตริย์องค์ใหม่ของเบลเยี่ยม Leopold ที่ 1 ก็ยังคงใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่พำนัก รวมทั้งกษัตริย์องค์อื่น ๆ ที่ตามมา จนกระทั่งสมัยกษัตริย์ Leopold ที่ 2 ที่ย้ายที่พำนักไปยังพระราชวังแห่งใหม่ที่ Laken ซึ่งเป็นที่พำนักของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน

 


Palais Royal 

 

ปิดท้ายวันที่สี่ของการเดินทาง ด้วยการกลับมาที่ Grand-Place หาของกินแถวนั้น ทั้งของคาว และของหวานคือ ไอศกรีม เฝ้ารอให้มืดค่ำ เพื่อจะได้เห็นตึกสวยงามที่รายล้อมจตุรัสยามค่ำคืน


Town Hall (Hôtel de Ville) เมื่อถูกแสงไฟสาดส่องในยามราตรี

 

 Cerisier rose et pommier blanc!
ดนตรี Pérez "Prez" Prado
เนื้อเพลง Jacques Larue
ขับร้อง Tino Rossi

Quand nous jouions à la marelle
Cerisier rose et pommier blanc
J'ai cru mourir d'amour pour elle
En l'embrassant

Avec ses airs de demoiselle
Cerisier rose et pommier blanc
Elle avait attiré vers elle
Mon coeur d'enfant

La branche d'un cerisier
De son jardin caressait
La branche d'un vieux pommier
Qui dans le mien fleurissait

De voir leurs noeuds enlacés
Comme un bouquet de printemps
Nous vint alors la pensée
D'en faire autant

Et c'est ainsi qu'aux fleurs nouvelles
Cerisier rose et pommier blanc
On fait un soir la courte échelle
À nos quinze ans

Non, non ne dites pas qu'à son âge
Vous n'étiez pas si volage
Non, non quand deux lèvres vous attirent
J'en sais peu qui peuvent dire non

Quand nous jouions à la marelle
Cerisier rose et pommier blanc
J'ai cru mourir d'amour pour elle
En l'embrassant

Mais un beau jour les demoiselles
Frimousse rose et voile blanc
Se font conduire à la chapelle
Par leur galant

Ah quel bonheur pour chacun
Le cerisier tout fleuri
Et le pommier n'en font qu'un
Nous sommes femme et mari

De voir les fruits de l'été
Naître des fleurs du printemps
L'amour nous a chuchoté
D'en faire autant

Si cette histoire est éternelle
Pour en savoir le dénouement
Apprenez-en la ritournelle
Tout simplement

Et dans deux ans
Deux bébés roses faisant la ronde gentiment
Vous chanteront
Cerisier rose et pommier blanc

 

เกี่ยวกับเพลง

ทำนองดนตรีคุ้นมากเลยใช่ไหมเอ่ย? ใช่แล้วค่ะ นี่คือทำนองดนตรีของเพลง Cherry Pink หรือชื่อเต็ม Cherry Pink and Apple Blossom White นั่นเอง เพียงแต่อันนี้มีเนื้อร้อง และเป็นเนื้อร้องในภาษาฝรั่งเศส

สำหรับเนื้อร้องในภาษาอังกฤษ เขียนโดย Mack David เขาว่าไว้แบบนี้

It's cherry pink and apple blossom white
When your true lover comes your way
It's cherry pink and apple blossom white
The poets say

The story goes that once a cherry tree
Beside an apple tree did grow
And there a boy once met his bride to be
Long long ago

The boy looked into her eyes, it was a sight to enthrall
The breezes joined in their sighs, the blossoms started to fall
And as they gently carressed, the lovers looked up to find
The branches of the two trees were intertwined

And that is why the poets always write
If there's a new moon bright above
It's cherry pink and apple blossom white
When you're in love

 

ใครที่ยังไม่พบเนื้อคู่ ลองออกไปเดินตามหาต้นเชอรี่กับต้นแอปเปิ้ลที่ปลูกคู่กันดูนะค่ะ เผื่อจะได้พบเจอเนื้อคู่ที่ใต้ต้นไม้นั่น แล้วลองดูสิว่า Cherry จะ Pink และ Apple Blossom จะ White ไหม :)

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic