ตระลอนทัวร์ใน Flanders

 

วันที่ห้าของการเดินทาง ตอนเช้าก่อนไปสถานีรถไฟไปเที่ยวยังเมืองอื่น ๆ เราแวะไปที่จตุรัส Grand-Place (หรือ Grote-Markt ในภาษาดัชท์ ซึ่งหมายถึง Market Square) เพื่อที่จะถ่ายภาพจตุรัสตอนเช้า ยามที่ไม่วุ่นวายด้วยฝูงชนเหมือนกับที่มีเราเจอเมื่อวาน

จตุรัสนี้งดงามมาก ถึงขนาดครั้งหนึ่งอาร์คดัชเชส Isabella พระราชธิดาในกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนเคยเอ่ยถึงจตุรัสแห่งนี้เมื่อครั้งพระนางเสด็จเยือนบรัสเซลส์ว่า

" Never have I seen something so beautiful and exquisite as the town square of the city where the town hall rises up into the sky. This decoration of the houses is most remarkable."

 

ยามเช้า ณ จตุรัส Grand Place 

 

จตุรัสนี้รายล้อมด้วยตึกที่มีความงดงามทางสถาปัตยกรรม แต่ตึกที่สวยงามโดดเด่นที่สุด คงหนีไม่พ้น Town hall (Hôtel de Ville) เป็นตึกที่ที่ออกแบบอย่างวิจิตรตระการตา และมีหอคอยที่มียอดแหลมสูงถึง 96 เมตร ตระหง่านตระการตา สูงเสียดฟ้าทีเดียวละ เรียกได้ว่า ยากที่จะทำให้ใครเดินหา Grand Place ไม่เจอ เพราะไม่ว่าจะเดินไปมุมไหน แหงนมองขึ้นไปภายใต้ท้องฟ้าแห่งบรัสเซสส์ ก็จะหายอดแหลมสูงขาวเด่นของ Town Hall

 


Hôtel de Ville

 

ขณะที่ฝั่งตรงข้าม คือตึกที่เรียกว่า Maison du Roi แต่ในภาษาดัชท์ จะเรียกว่า Broodhuis (= Bread House) ซึ่งเกี่ยวพันกับการใช้งานตึกนี้ในอดีต ที่ในศตวรรษที่ 13 ยังคงเป็นอาคารไม้ และใช้เป็นที่เหล่าคนทำขนมปัง นำขนมปังมาขาย จนกระทั่งในปี 1405 อาคารที่ทำจากหินจึงถูกสร้างขึ้นแทน และในช่วงต้นศตรวรรษที่ 15 อาคารแห่งนี้ถูกเปลื่ยนมาใช้เกี่ยวกับงานบริหารจัดการเมือง โดยดยุคแห่ง Brabant ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อ Maison du Roi ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึง King's House ในปี 1515  จักรพรรดิ์ชาร์ลที่ 5 แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ดำริให้ทำการสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ในสไตล์กอธิค และถึงแม้จะชื่อ King's House แต่อาคารนี้ไม่เคยถูกใช้เป็นที่พำนักของกษัตริย์องค์ใดเลย มีแต่ใช้เป็นที่ของพวกพนักงานเก็บภาษี หรือเป็นศาล และที่นี่เอง ที่เคาท์แห่ง Egmont และ เคาท์แห่ง Hoorn ที่เล่าไปในบันทึกหน้าก่อน ถูกคุมขัง ก่อนที่จะนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดหัวที่จตุรัส Grand-Place ปัจจุบันอาคารถูกใช้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของเมือง

 

Maison du Roi 

ส่วนตึกอื่น ๆ จะเป็นตึกของเหล่าสมาคมพ่อค้าและช่างฝีมือในอดีต ซึ่งจะออกแบบให้มีลักษณะสัญลักษณ์แสดงถึงกลุ่มผู้ครอบครองอาคารนั้น ๆ

 

อีกมุมหนึ่งของ Grand Place ตึกที่เห็นด้านหลังคือ Maison des Ducs de Brabant หรือ The House Of The Dukes Of Brabant

 

ต่อจากนั้น เรานั่งรถไฟเดินทางไปแถบ  Flanders ของเบลเยี่ยม ซึ่งอยู่บริเวณด้านตะวันตกของประเทศ แถบนี้ รวมทั้งพื้นที่บางส่วนแถบตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และบางส่วนของแถบตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน เคยเป็นอาณาจักร Flanders ที่รุ่งเรืองในอดีต โดยเฉพาะในช่วงศตรวรรษที่ 13 ถึง 15 อาณาจักรนี้รุ่งเรืองมาก ทางด้านการค้าขาย

แถบนี้ของเบลเยี่ยมจะพูดภาษา Flemish ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาดัชท์ซึ่งเป็นหนึ่งในภาษาทางการของเบลเยี่ยม ขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งของประเทศ รวมทั้งในกรุงบรัสเซลล์จะพูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นในประเทศนี่ ชื่อเมือง ถนน หนทาง จะระบุเป็นสองภาษาควบคู่กันไป อย่างกรุงบรัสเซลส์ก็จะเรียกทั้ง Bruxelles (ฝรั่งเศส) และ Brussel (ดัชท์) หรือแม้แต่ชื่อประเทศที่ระบุบนแสตมป์ก็มีทั้งสองภาษา Belgique (ฝรั่งเศส)/ België (ดัชท์)

เมืองแรกที่เราไป คือ Bruges (ฝรั่งเศส) หรือ Brugge (ดัชท์) เมืองที่ได้รับฉายาว่า "เวนิสแห่งทางเหนือ" เพราะว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยลำคลอง ตัวเมืองเล็ก ๆ น่ารักดี ยังคงอนุรักษ์อาคารบ้างเรือนเป็นแบบยุคกลาง ที่แรกที่เราไปดู คือ Sint Janshospitaal (St. John's Hospital) สถานพยาบาลที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ดูแลโดยคณะบาทหลวงและแม่ชี  และใช้เป็นโรงพยาบาลมาจนถึงศตวรรษที่ 19

 


Sint Janshospitaal

 

ตรงข้าม Sint Janshospitaal จะเห็นโบสถ์ Onze Lieve Vrouwekerk (Church Of Our Lady) 

 


ยอดแหลมสูงอิฐแดงของ Onze Lieve Vrouwekerk

 

โบสถ์แห่งนี้แม้ไม่ใช่เป็นโบสถ์หลักของเมือง (St Salvatorskathedraal คือ มหาวิหารประจำเมือง Bruges) แต่กลับดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายให้มาแวะเข้าชม เหตุผลหลักคงเป็นรูปปั้น Madonna รูปนี้กระมัง

 

รูปปั้น 'Madonna And Child' ผลงานของ Michelangelo ลองดูใบหน้าอันอ่อนวัยของ Madonna แล้วทำให้นึกถึงอะไร? .... ใช่ Pieta ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรมหรือเปล่า ?

 

 แท่นบูชาที่เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้น 'Madonna and Child' โดยภาพวาดสีน้ำมันด้านบนของแท่นบูชาเป็นรูป 'พระกระยาหารมื้อสุดท้าย' (The Last Supper) ในขณะเดียวกันงานสลักของรั้วที่กั้นแท่นบูชา (ตรงที่สาวเสื้อเหลืองเธอยืนอยู่) ก็แสดง 'พระกระยาหารมื้อสุดท้าย' เช่นกัน

 

ผลงานของ Michelangelo ที่ทำขึ้นสำหรับมหาวิหารแห่งเมือง Sienna ในอิตาลี ถูกนำมาที่ Bruges โดยพ่อค้า Jan Mouscro

ก่อนออกจากโบสถ์ มีสมุดเยี่ยมให้เขียน แปลกแหะ ปกติเห็นพวกสมุด ไม่ค่อยเซ็นเท่าไรหรอก ไม่รู้ครั้งนี้ นึกยังไง อยากเซ็นขึ้นมา เขียนเป็นภาษาไทยซะด้วย โดยเด่นดี ๆ อิ อิ เขียนเสร็จให้เจี๊ยบ เขียนมั้ง เจี๊ยบบอกไม่เขียน ไม่รู้จะเขียนอะไร แต่แล้วก็ยอมเขียนในที่สุด เราก็บอก เขียนเสร็จแล้วออกไปเจอเราด้านนอก เราจะไปเดินดูโปสการ์ด เดินดูจนหมดแผงโปสการ์ดแล้ว คุณเธอก็ไม่ออกมาสักกะที ปรากฏเจี๊ยบที่ไม่รู้จะเขียนอะไร เขียนสมุดเยี่ยมปาเข้าไปเกือบครึ่งหน้า ยังไม่เสร็จ -_-"

ถ้าใครได้ไปเยี่ยม Onze Lieve Vrouwekerk ลองพลิกดูสมุดเยี่ยมหน้าเก่า ๆ ดูนะค่ะ เผื่อจะเจอที่รี่เขียนไว้ :)

เลยไปด้านหลังของโบสถ์คือ Gruuthuse ซึ่งเป็นบ้านของขุนนางที่ร่ำรวยในอดีต คำว่า Gruut มาจาก Gruit ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรแห้งที่ผสมรวมกับข้าวบาร์เล่ย์ ในขั้นตอนการผลิตเบียร์ในอดีต และเนื่องจากตระกูลขุนนางของบ้านหลังนี้ ร่ำรวยมากจากการค้าขายเบียร์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของชื่อ Gruuthuse

 

บ้านของตระกูล Gruuthuse

 

รูปปั้นขี่ม้าเหนือประตู คือ Lodewijk van Gruuthuse (Louis Of Gruuthuse)  เป็นนักการทูตและสมาชิกของตระกูลที่มีชื่อเสียงที่สุด  ใต้รูปปั้นขี่ม้า คือ motto ภาษาละติน "Plus est en Vous" หมายถึง There is more in you.

 

จากนั้นเราก็เดินไปหาอะไรกิน ที่จตุรัสกลางเมือง เมือง Bruges เป็นเมืองที่มีจตุรัสกลางเมืองสองจตุรัสอยู่ติดกัน จตุรัสแรกที่เราเดินไปคือ Burg เป็นจตุรัสที่เป็นที่ตั้งของ Stadhuis (Town Hall)

 

จตุรัส Burg และตึกที่เห็นอยู่คือ Stadhuis

 

อีกจตุรัสคือ Markt เรามานั่งหม่ำฮ็อทด็อก แล้วก็ชมวิวทิวทัศน์รอบจตุรัสไปด้วย หม่ำเสร็จก็แวะเข้าไปที่ทำการไปรษณีย์กลางที่จตุรัสแห่งนี้ จัดการภาระ ซื้อแสตมป์ แปะโปสการ์ดที่ขนมาจากบรัสเซลล์

 

จตุรัส Markt ตึกที่เห็นทางขวามือ เป็นอาคารสไตล์ Neo-gothic ที่ก่อสร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19  เดิมที่ดินตรงนี้เป็นที่ตั้งของ Water Halls ซึ่งใช้เป็นที่เก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือ ก่อนที่จะนำออกมาขายที่จตุรัส Markt ต่อมาอาคารทรุดโทรมและถูกปรับปรุงใหม่อีกหลายครั้ง จนกลายเป็นลักษณะอาคารที่เห็นในปัจจุบันที่ถูกใช้เป็นศาลมณฑล

ส่วนรูปปั้นที่เห็นตั้งอยู่กลางจตุรัส คือ รูปปั้นของ Jan Breydelผู้นำสมาคมช่างทอผ้า  และ Pieter de Coninck ผู้นำสมาคมคนขายเนื้อ ที่นำประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการเข้ามาครอบงำของพวกฝรั่งเศสใน Flanders โดยการประท้วงครั้งนี้รู้จักกันในชื่อ 'The Matins of Bruges'

 


Cloth Hall ที่จตุรัส Markt ... ในช่วงยุคกลาง เมือง Bruges เป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญ และ Cloth Hall นี้ ถูกใช้เป็นที่นำผ้าที่ทอขึ้นจะเมืองอื่นใน Flanders มาวางขายรวมกัน ส่วนหอระฆังสูงถูกใช้เป็นที่เก็บเอกสารสำคัญของเมือง และเป็นหอสังเกตุการณ์ ภายในมีระฆังทั้งหมด 47 ใบ ในอดีตใช้เสีงของระฆังเหล่านี้ในการส่งข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเรื่องสำคัญหรือตีบอกเวลา

 

เติมพลังไส้กรอกเสร็จ ก็เดินกลับไปขึ้นรถไฟไปต่อที่เมือง Ghent หรือ Gand ในภาษาฝรั่งเศส และ Gent ในภาษาดัชท์ และพลังไส้กรอก ก็หมดเกลี้ยงในพริบตา ทันทีที่ถึงเมืองนี้นั่นเอง เพราะการเดินตากแดดเปรี้ยง ในวันที่สุดแสนร้อนระอุ จากสถานีรถไฟ เข้าไปใจกลางเมือง ด้วยระยะทางเกือบ 2 กิโลกว่า!!! ไม่ได้ดง ไม่ได้ดู แผนที่เอาซะเลย ว่าระยะทางมันไกลขนาดนั้น รู้แต่เดินขึ้นไปทางเหนือเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง เดินไปเดินมา เท่าไร ทำไมยังไม่ถึงสักที

ทันทีที่ถึงย่านใจกลาง สิ่งแรกที่ทำคือ เดินตรงดิ่งเข้าหาร้านขายไอติมก่อนเลย ซื้อไอติม แล้วก็ไปนั่งเลียแพล็บ ๆ ให้ชื่นใจหน้า ที่จตุรัสกลางเมือง  Koren Markt

พออิ่มท้องและพักเท้าสักพัก ก็เดินไปดูหา Tourist Office จะไปถามเขาดูว่า จะนั่งรถสายอะไร กลับไปที่สถานีรถไฟ จะให้เดินกลับเหมือนขามาเนี่ยไม่ไหวแล้ว ระหว่างทางที่ไป Tourist Office ก็ผ่านโบสถ์ St Niklaaskerk โบสถ์รูปทรงแปลกตา ที่เราไม่มีเวลาแวะเข้าไปดู  ในที่สุดก็เจอ Tourist Office ถามแล้วได้ความว่ามีรถรางสาย 1 วิ่งจาก Koren Markt ไปยังสถานีรถไฟ แจ่ม!!!

 


รูปปั้นประหลาดที่จตุรัสหน้ามหาวิหาร St Bavo (Sint-Baaf Plein) สงสัยมากว่ารูปปั้นพวกนี้สื่อถึงอะไร เพราะว่าเห็นกลุ่มทัวร์หนึ่ง มีลูกทัวร์สาวแก่แม่ม่าย วิ่งมาจับ มาลูบ เหมือนเป็นสิริมงคล เสร็จแล้วก็หัวเราะคิก ๆ อย่างมีเลศนัย o_O' อยากรู้จริง ๆ แตะแล้วมันจะทำไมหรอ? ใครรู้ช่วยบอกที

ส่วนโบสถ์ที่เห็นอยู่ด้านหลังคือ โบสถ์ St Niklaaskerk (St. Nicholas' Church)


ออกจาก Tourist Office ก็เข้าไปดูมหาวิหารแห่งเมือง Ghent ที่ชื่อ St-Baafskathedraal (St Bavo's Cathedral) เป็นโบสถ์ที่ตั้งชื่อตามนักบุญ Bavo ซึ่งเป็นขุนนางในศตวรรษที่ 7 ซึ่งกลายเป็นนักบุญ หลังจากที่สละสมบัติพัสฐาน ลาทางโลก เข้าบวชเป็นพระ

 


มหาวิหาร St Baafskahedraal

(เห็นคุณพี่เสื้อเหลืองทางขวามือไหม? ไม่รู้เป็นไง ตามรี่มาอยู่เรื่อย ตั้งแต่ออกจากบรัสเซลส์แล้ว แถมชอบมาแอบตัดหน้า ถ่ายรูปอยู่ข้างหน้ารี่อยู่เรื่อยเลย :P)

 

ที่ตั้งโบสถ์นี้ในปัจจุบัน เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่าที่สร้างจากไม้ในปี 942 อุทิศแด่นักบุญจอห์น ต่อมาในปี 1038 โบสถ์ไม้ถูกแทนที่ด้วยโบสถ์ใหม่สไตล์โรมันเนสก์ เมื่อ Ghent กลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าขาย จึงมีการขยายขนาดของโบสถ์ โดยการสร้างโบสถ์กอธิคซ้อนทับโบสถ์เดิม โดยส่วนของโบสถ์เดิมยังคงสามารถเห็นได้ เมื่อเดินลงไปส่วน crypt ของมหาวิหาร แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวมุ่งหวังที่จะมาดูที่มหาวิหารแห่งนี้ ก็เห็นจะเป็นภาพเขียนของ van Eyck ภาพ 'Adoration Of Mystic Lamb' กระมัง

 


'Adoration Of Mystic Lamb' ผลงาน Jan van Eyck


ออกจากโบสถ์เราก็เดินไปหารถรางขึ้นกลับไปยังสถานีรถไฟ เพื่อนั่งรถไฟขึ้นไปทางเหนือ ไปยังเมือง Antwerp [Anvers (ฝรั่งเศส) หรือ Antwerpen (ดัชท์)] จาก Ghent ไป Antwerp ใช้เวลาประมาณชั่วโมงหนึ่ง รู้สึกดีใจมาก ที่มันนานขนาดพอที่จะได้ของีบสักหน่อย เพราะเหนื่อยมาก วันนี้ตะลุยแหลกจริง ๆ

คิดว่าทุกคนที่เดินทางมาโดยรถไฟถึงเมือง Antwerp คงไม่มีใครที่จะอดตะลึงกับสถานีรถไฟแห่งเมือง Antwerp ซึ่งเป็นสถานทีที่สวยงดงาม โดยเฉพาะเมื่อมองจากด้าน คงไม่มีใครนึกถึงว่าเป็นสถานีรถไฟ อาจจะนึกว่าเป็นพระราชวังอะไรสักแห่ง นี่คือสถานีรถไฟที่สวยที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ และคือสถานีรถไฟที่ใช้ถ่ายละครซีรี่ย์ Hercule Poirot ของอังกฤษ แต่ในเรื่องใช้เป็นสถานีรถไฟของบรัสเซลส์ (Gare de Bruxelles)

 



การตกแต่งภายในของสถานีรถไฟที่ Antwerp

 

ด้านนอกของสถานี

 

ถึง Antwerp จะเป็นเมืองใหญ่ แต่สถานีรถไฟ ไม่ได้อยู่ห่างไกลใจกลางเมือง เหมือนที่ Ghent งวดนี้เช็คแผนที่ ก่อนจะเดินดุ่ย ๆ ไปเรื่อย เหมือนตอนออกจากสถานีที่ Ghent -_-" แถมเส้นทางจากสถานี ถึงจตุรัสกลางเมือง มีอะไรน่าดูเยอะแยะมากมาย เพราะว่าถนนที่เชื่อม คือ  The Meir เป็นถนนสายช็อบปิ้งหลักของ Antwerp และในขณะเดียวก็เป็นเส้นถนนที่สวยงาม เนื่องจากรายล้อมด้วยตึกเก่าแก่รูปร่างสวยงาม และบางตึกยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เช่น บ้านหมายเลจข 50 เคยถูกใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ Belgium ใน Antwerp

 

อาคารที่สวยสดงดงามที่ถนน The Meir

 

ตรงกลางของ The Meir มีถนนตัดขวาง ที่เรียก The Wapper และถนนเส้นนี้แหละ ที่ตั้งใจจะมาหาบ้านของพ่อ Rubens จิตรกรเอกเสียหน่อย พอมาถึงย่านนี้ เราก็ชักงง ๆ จำไม่ได้ว่า บ้าน Rubens อยู่หมายเลขเท่าไร กำลังจะวางกระเป๋า หาที่จด ๆ ไว้มาดู พอเหงยขึ้นมา เห็นคุณเจี๊ยบ กดกล้อง แชะ แชะ อย่างขมักเขม้น

คุณรี่: แกถ่ายอะไรของแก
คุณเจี๊ยบ: อ้าว แล้วนี่ ไม่ใช่บ้านที่แกกำลังจะหาหรือไง
คุณรี่: (หัวเราะตกเก้าอี้ไปหนึ่งรอบ แล้วค่อยโผล่ขึ้นมา) แกนี่ มันถ่ายลูกเดียว ชั้นยังไม่ทันหาดูเลยว่ามันใช่ไม่ใช่ บ้านหลังไหนกันแน่

และสุดท้าย ปรากฏว่าตึกที่คุณเจี๊ยบถ่ายรูปเก็บไว้ ม้นคือ ธนาคารแห่งหนึ่ง -_-"

 

บ้านของ Rubens

 

เดินต่อไปในที่สุด เราก็เจอจตุรัสแห่งหนึ่ง ที่คุณเจี๊ยบไปถึงปุ๊บ ก็จัดแจงถ่ายรูปทันที และมั่นใจมากว่า มันคือจตุรัสกลางของเมือง หลักจากถ่ายรูปเสร็จ ก็เจอป้าใจดี ที่นั่งแถวนั้น บอกเราว่า จตุรัสที่เราอยู่ คือ Groenplaats ส่วน Grote Markt ที่เป็นที่ตั้งของ Town Hall อยู่ด้านหลัง และถ้าเดินไป จะเจอมหาวิหาร  Onze Lieve Wrouwekathedraal (Our Lady's Cathedral) มหาวิหารแห่งเมือง Antwerp

 


จตุรัส Groenplaats ... หอระฆังที่เห็น ก็คือหอระฆังของมหาวิหาร Onze Lieve Vrouwekathedraal

 

น่าเสียดายที่เรามาถึง Antwerp ก็ทุ่มแล้ว ตัวมหาวิหาร ก็ปิด ไม่สามารถเข้าไปดูภายในได้ แด่แต่ชมความงามจากด้านนอก 
 

มหาวิหาร Onze Lieve Vrouwekathedraal

 

เดินเลยไปทางด้านหลังของมหาวิหาร ในที่สุดก็ถึงเสียที Grote Markt ของ Antwerp จตุรัสที่แม้จะไม่ใหญ่โตเท่า Grand Place ที่บรัสเซลส์ แต่ก็มีความงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันมากนัก และมีลักษณะคล้ายกันมาก คือ มี Stadhuis (Town Hall)  และรายล้อมด้วย Guild houses

 


เหล่า Guild Houses ที่รายล้อม Grote Markt และทำให้จตุรัสแห่งนี้มีทัศนียภาพที่งดงามไม่แพ้ Grand Place ที่บรัสเซลส์เลยทีเดียว

 

เรานั่งอยู่ที่ Brabo น้ำพุกลางจตุรัส ชื่มชมกับความงามโดยรอบ พร้อมกับฟังเสียงระฆังที่มาจากมหาวิหาร เสียงระฆังที่นี่เพราะมาก ๆ เพราะว่าเสียงที่ได้ยิน ไม่ใช่แค่เสียงระฆังธรรมดา แต่เป็นเสียงระฆังที่เรียงกันเป็นตัวโน้ต เป็นเพลง!!! แล้วรู้ไหม ค่ำคืนนั้น ที่เรานั่งฟัง ระฆังเหล่านั้น กำลังเล่นเพลงอะไร?

 

น้ำพุที่เป็นรูปปั้นของ Silvius Brabo ผลงานของปฏิมากร Jef Lambeaux ตั้งอยู่กลางจตุรัส Grote Markt

ตามตำนาน ในอดีตเคยมียักษ์ที่ดุร้ายตนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ Scheldt (แม่น้ำที่ไหลผ่านเมือง Antwerp) ทำตัวเหมือนนักเลงหน้าปากซอย คอยเก็บค่าหัวคิวเหล่ากะลาสีเรือที่เดินเรือผ่านมาตามแม่น้ำ และถ้าใครไม่ยอมจ่าย ก็จะถูกยักษ์ตนนี้จับตัดมือ และในที่สุดอัศวินขี่ม้าขาวก็มาช่วย เขาก็คือนายทหารโรมันชื่อ Silvius Brabo ที่จัดการฆ่าเจ้ายักษ์ แล้วตัดมือเจ้ายักษ์โยนทิ้งลงในแม่น้ำ ... ลองสักเกตดูที่รูปปั้น จะเห็น Brabo ถือมือที่ขาดของเจ้ายักษ์แล้วกำลังเขวี้ยงทิ้ง ส่วนเจ้ายักษ์ก็นอนดาวดิ้นอยู่ที่ฐานของรูปปั้น
ว่ากันว่า นี่คือที่มาของชื่อเมือง Antwerpen (Ant - มือ และ Werpen - ขว้าง) และนอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์ประจำเมือง Antwerp ก็มีรูปมือด้วย

 

เพลงจากเรื่อง The Sound Of Music ไล่มาตั้งแต่ The Sound Of Music ต่อด้วย Do-Re-Mi และ Climb Ev'ry Mountain สุดท้ายจบด้วย Edelweiss โอ้ โห ประทับใจมาก และประทับใจจริง ๆ กับบรรยากาศยามเย็นที่ Antwerp นี่ถ้าไม่ติดว่าเราต้องกลับไปนอนที่บรัสเซลส์ จะอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่ใจอยากเลยละ

ปิดท้ายของทริปวันนี้ เราจบด้วยการดินเนอร์ที่ร้านอาหารอิตาลี ข้าง ๆ จตุรัสที่ Antwerp นั่นแหละ และนี่คืออีกสิ่งหนึ่ง ทีทำให้ยิ่งประทับใจ Antwerp มาก ... สเต็กเนื้อลูกวัว ราดครีมเห็ด ... อร่อยสุดยอดมากกกกกกกกกกกกก

จริง ๆ นะ ตั้งแต่ออกมาจากเกาะอังกฤษได้ สิ่งที่มีความสุขมากที่สุด ไม่ใช่การที่ได้ไปเที่ยวไหนต่อไหน เห็นสิ่งที่สวยงามอลังการ แต่เป็น... โอ๊ย ไม่อยากจะบอกเลย เขิลลลลลลล .... การได้กิน กิน แล้วก็กิน  ทุกอย่างอร่อยมาก ถึงมากที่สุด บางที มันอร่อย จนแทบน้ำตาจะเล็ด ยังคุยกับคุณเจี๊ยบว่า เราไปที่นู่น ที่นี่ เป็นข้ออ้างไปงั้น ๆ แหละ จุดประสงค์ที่แท้จริง คือ ตามหาที่กิน เปลี่ยนเมือง เปลื่ยนที่กินไปเรื่อย ๆ :P คุณเจี๊ยบถือเรียกทัวร์นี้ว่า ทัวร์แ_ก หรือภาษาสุภาพสำหรับผู้มีอารยชนก็คือ ทัวร์รับประทานเจ้าค่ะ :P

 

Somewhere Over The Rainbow
ขับร้อง Rosemary Clooney

we are in diaryis.com family | developed by 7republic