Highland

ต้องซ่าส์ส่งรูปทริปสก็อตแลนด์มาให้เพียบเลย แล้วส่งแบบฉบับย่อ ทำขอบเสร็จ พร้อมลงไดอารี่ ซึ่งมันคงหมายถึง 'พี่รี่ อัพลงไดอารี่ด้วยนะ' ?

ตอนแรกว่า จะจองทัวร์ขึ้นไป Highland ก่อนไปถึงที่นั่น แต่พอดี คุยกับเจี๊ยบ เขาบอกว่า บางทีท่าหิมะตกหนัก ทัวร์เขาคงงด เราก็เลยว่าไปกันถึงที่นั่น ดูสภาพอากาศว่าเป็นไง แล้วก็ค่อยไปซื้อทัวร์ที่นั่นดีกว่า แล้วก็ถามเจี๊ยบว่า พวกทัวร์มันอยู่แถวไหน เจี๊ยบบอกอยู่แถวทางขึ้น Edinburgh Castle แถวถนน Regent St

ถ้าใครรู้จักคุณเจี๊ยบดี เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้นแล้ว  ก็คงพยายามไปเดินหาแถวถนนอะไรก็ได้ที่ไม่ได้ชื่อ Regent แต่ชื่อแนวคล้าย ๆ กัน นั่นก็คือ ถนน Princes

(ถึงเจี๊ยบ: อ้อ ส่วนถนนที่ขึ้น Castle คือ Royal Mile หรือ High St แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีถนนใดในละแวกแถวนั้น ชื่อ Regent St นะแก)

จริง ๆ จะหาซื้อทัวร์ขึ้น Highland ไปที่ tourist info ใหญ่ ตรงถนน Princes St ดีกว่าไปติดต่อบริษัทโดยตรง เพราะที่นั่น มี brochure ของบริษัทต่าง ๆ หลากหลายมาก ให้เลือก เปรียบเทียบกัน แล้วเมื่อตัดสินใจอันไหน ก็ให้เจ้าหน้าที่ทึ่นั่นติดต่อกับบริษัท แล้วจองที่ให้เราเสร็จเรียบร้อย

เราตัดสินใจ ซื้อทัวร์สองวัน วันแรก ขึ้นไป Highland ไปถึง Loch Ness ส่วนอีกวัน ไป Loch Lomond ( Loch เป็นภาษา Gaelic ภาษาท้องถิ่นของสก็อตแลนด์ หมายถึง ทะเลสาบ ค่ะ)

Highland คือบริเวณทางเหนือของสก็อตแลนด์ที่มีลักษณะทางภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาและที่ราบระหว่างเขา ส่วนถ้าเป็นทางใต้ อย่างแถบ Edinburgh Glasglow หรือ St Andrews เป็นบริเวณ Lowland

วันที่เจอนายจิม เห็นสภาพการแต่งตัว ก็งงว่า จะขึ้นไป Highland ด้วยเสื้อผ้าแค่นี้หรอ เพราะอากาศข้างบน หนาวมาก แต่รี่มีแค่แจ็คเกตบาง ๆ ที่ไม่มีซับข้างใน นี่ละครับ ความขี้เกียจของรี่ ไม่ชอบพวกเสื้อผ้าหนา ๆ เลย เวลาหนาว ค่อยอาศัยใส่เสื้อผ้าซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นเข้าไป แต่ถ้าไม่มีแล้วก็ทนเอาหน่อยละกัน รี่เป็นคนทนหนาวได้ดี เพราะเลี้ยงไขมันที่พุงเยอะ หนาวก็ถือโอกาสเอามันออกมาใช้บ้าง

อีกอย่าง ที่ไม่พกมา เพราะกะมาหาซื้อเอาที่ Edinburgh ไหน ๆ มันก็อยู่ในช่วง sale แล้ว ไยเราต้องเป็นภาระแบก overcoat มา ดังนั้นคืนนั้น ก่อนไปก็เลยเดินช็อบกัน รี่ได้แจ็คเกต อ้วน ๆ มาหนึ่งตัว ส่วนต้องซ่าส์ ที่ชอบแซวว่า รี่เหมือน 'ป้า' ได้เสื้อ wool มาจาก M&S ร้านที่รี่ไม่เคยซื้อเสื้อผ้าจากที่นั่น เพราะมีแต่ไซส์และสไตล์คุณป้า คุณย่า คุณยาย อิ อิ งานนี้ เลยได้โอกาสแซวกลับ

ทัวร์ออกแต่เช้ามาก แปดโมง ฟ้ายังมืดตื้อ มองไม่เห็นอะไรเลย ช่างมาเที่ยวผิดหน้าแท้ ๆ ส่วนไกด์ทัวร์ เป็นคุณยายรุ่นดึกชื่อ Frances ที่ถูกใจรี่มาก เพราะคุณยาย ความรู้ดีมากเรื่องพวกประวัติศาสตร์ คุยเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องนู้น โยงมาเรื่องนี้ ต่อไปเรื่องนั้น ไม่มีหยุด ไม่ว่าลูกทัวร์จะตื่นมารอบไหน ก็จะได้ยินเสียงน่ารัก ๆ ของคุณยายประกอบตลอด นึกเหมือนนอนฟังแม่ที่บ้าน คุยกับต้องซ่าส์ว่า ถ้าเราไปกับ Haggis ทัวร์อีกเจ้าที่ใครต่อใครมักจะแนะนำมาให้ไป คงเจอพวกไกด์วัยสะรุ่น ซึ่งคงสู้คุณยาย Frances ของเราไม่ได้

ส่วนอากาศข้างบน ก็ตามคาดค่ะ หนาวมากจริง ๆ  บางทีก็หนาวจนปากคอสั่น ขนาดใส่เสื้อผ้าห้าหกชั้น แต่รี่ก็ทนเอา

ต่อไปนี้เป็นรูปถ่ายของต้องซ่าเป็นส่วนใหญ่น่ะค่ะ

 

วิวบริเวณจุดแรกที่เขาแวะให้เข้าห้องน้ำ หรือหาอะไรร้อน ๆ ทาน และแน่นอนว่า สิ่งแรกที่รี่หาคือ espresso ตื่นเช้ามาก ไม่ไหว ง่วงสุดฤทธิ์ แล้วก็หนาวด้วย

 

 

ทางรถไฟที่ผ่านหุบเขาของ Highland ถ่ายจากหน้าต่างรถ

 

 

หุบเขาแห่ง Highland ได้บรรยากาศ Braveheart หรือ Rob Roy ไหมคะ? ที่นี่เป็น Glen Coe ( Glen ในภาษา  Gaelic  หมายถึง หุบเขา ส่วน Coe คือชื่อแม่น้ำที่ถูกหุบเขา Glen Coe ล้อมรอบ) ที่นี่ละค่ะ เป็นที่เกิด Glencoe Massacre ซึ่งเป็นการสังหารหมู่ตระกูล MacDonalds โดยทหารจากราชสำนัก ซึ่งมีพวกตระกูล Campbells ตระกูลคู่แค้นของ MacDonalds อยู่ด้วย

เมื่อแรกที่พวกทหารมาถึงหมูบ้านของพวก MacDonalds เหล่าทหารได้รับการเลี้ยงดูต้อนรับอย่างดีในฐานะแขก ใครจะรู้ว่า ในรุ่งเช้าวันที 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1692 คนในตระกูล MacDonalds 38 ชีวิตถูกเหล่าทหารจับฆ่าทิ้ง และอีกมากที่ต้องตายด้วยความหนาวเย็นเนื่องจากการหนีออกไปหลบการตามล่าของพวกทหาร

บริเวณ Highland จะมีวัฒนธรรมการอยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ที่เรียกว่า Clan ซึ่งแต่ละกลุ่มก็คือเป็นญาติพี่น้องกัน มีบรรบุรุษร่วมกัน มีหัวหน้าที่ปกครองเหล่าสมาชิกและนำกองทัพรบกับพวกกลุ่มอื่น ๆ  มี motto และลาย tartan (ลายผ้าสก็อต) บน kilt (กระโปรงสก็อต) เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม

จะเห็นว่า ในปัจจุบัน พวกนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย Mac หรือ Mc ก็มีชื่อสายมาจาก สก็อตแลนด์ละค่ะ เพราะว่า Mac ในภาษา Gaelic หมายถึง 'Son Of' ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า ต้นตระกูลเป็นใคร

สำหรับข้อหาที่พวก MacDonalds โดนสังหารก็เพราะว่า หัวหน้าตระกูล MacDonalds เดินทางไปร่วมสาบานแสดงความจงรักภักดีต่อ William แห่ง Orange กษัตริย์อังกฤษ ที่จัดขึ้นที่ Fort William ไม่ทัน

Fort William อยู่ไปไกลเลยจาก Glen Coe ขับรถแป๊บเดียวก็ถึง แต่ในสมัยนั้น ที่ไม่มีถนน และการเดินข้ามเขา ฝ่าพายุหิมะในเดือนปลายเดือนธันวาคม ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยทำให้หัวหน้าตระกูล MacDonalds เดินทางไปไม่ทัน

 

  

ต้องซ่าส์เดินทางมาอังกฤษ คำถามแรก ๆ ที่ถามก็ไม่พ้นเรื่องกิน ถามว่า 'อะไรเป็นอาหารประจำชาติของอังกฤษ' โอ้ คำตอบที่ขอตอบทันที แบบไม่ต้องคิดเลยคือ Fish&Chips เพราะว่า ไม่ว่าท่าน จะไปตกระกำลำบากที่มุมไหนในอังกฤษ ท่านก็ไม่มีวันที่จะหา Fish&Chips ทานไม่ได้!!!

นี่ขนาดขึ้นไป Highland ในสก็อตแลนด์ ไปแวะทานข้าวกลางวันที่ Fort William ก็ยังเจอ Fish&Chips ที่รี่สุดแสนจะเกลียด แต่มันไม่มีให้เลือก ไม่งั้นก็ต้องกินแซนด์วิชเย็น ๆ

ผลปรากฏว่า เป็นตามคาด คืนนั้น เจ้าจานที่เห็นนี่แหละก็ทำพิษเลย นอนปวดท้องทั้งคืน เพราะว่ากระเพาะเป็นโรคแพ้อาหารทอด ๆ กินทีไร ได้เรื่องทุกที นี่ขนาดทานตอนกลางวันนะเนี่ย

 

 

และแล้วเราก็มาถึง Loch Ness และปราสาท Urquhart  ซึ่งเป็นซากประสาทเก่าแก่ ข้างทะเลาสาบ Lock Ness เดินดูวิวแถวนี้ซักพัก ก็นั่งเรือล่องไปในทะเลสาบเพื่อตามหาเจ้า Nessie

อันนี้ก็เป็นทัศนียภาพ รอบทะเลสาบ อากาศสดชื่นมาก แต่หนาวมากถึงมากที่สุด คาดว่า ถ้าใครพลัดตกลงไปในทะเลสาบขณะนั้น คงตายเหมือน Jack Dawson แน่นอน

 

 

 

 และแล้วในที่สุด ก็ไม่เสียเที่ยวที่มา เพราะเราก็ได้เจอเจ้าปิศาจ Nessie ตัวม่วงเชียวละค่ะ

 

 

 ออกจาก Loch Ness ฟ้าก็มืดแล้ว เขาก็ขึ้นไปเมือง Inverness แล้วก็วกรถกลับลงมา ระหว่างทาง คุณยาย Frances ก็ประกาศหาคนในรถที่ซื้อทัวร์ไป Lock Lomond วันรุ่งขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายให้ทราบว่า ทัวร์งด ไม่ไป เนื่องจากว่า ไม่มีใครซื้อทัวร์นี้เลย นอกจาก เราสองคนกับหมีหนึ่งตัว -_-'

ปิดท้าย สำหรับแม่ยกต้องซ่าส์ ดูรูปชาวเขาอพยพรูปนี้ให้หายคิดถึงไปก่อนละกันค่ะ

 

 

ต้องซ่าส์และยูคุง ณ Glen Coe

 

 

เกี่ยวกับเพลง

ถ้าให้เอ่ยชื่อ ชาวสก็อตคนแรกที่นึกถึง จะนึกถึงใครคะ? แน่นอนว่าอันดับต้น ๆ คงไม่พ้น Robert Burns นักกวี เจ้าของบทเพลง 'Auld Lang Syne' หรือ 'Old Long Ago ' ที่จะร้องกันในคืนวันสิ้นปี ซึ่งดังเดิมของบทกวีนี้เขียนไว้ว่า

Should auld acquaintance be forgot,
and never brought to mind ?
Should auld acquaintance be forgot,
and auld lang syne ?

For auld lang syne, my dear,
for auld lang syne,
we’ll tak a cup o’ kindness yet,
for auld lang syne.

And surely ye’ll be your pint-stoup !
And surely I’ll be mine !
And we’ll tak a cup o’ kindness yet,
for auld lang syne.

We twa hae run about the braes,
and pou’d the gowans fine ;
But we’ve wander’d mony a weary fit,
sin’ auld lang syne.

We twa hae paidl’d in the burn,
frae morning sun till dine ;
But seas between us braid hae roar’d
sin’ auld lang syne.

And there’s a hand my trusty fiere !
And gies a hand o’ thine !
And we’ll tak a right gude-willie waught,
for auld lang syne.

เพลง Auld Lang Syne ไม่ใช่เพลงทั้งหมด ของ Burn s   แต่ Burns ได้รวบรวมขึ้นจาบทเพลงบัลลาดดั้งเดิมของ Scotland

อีกไม่กี่วัน จะถึงวันเกิด Burns วันสำคัญของสก็อตแลนด์เลยค่ะ ในค่ำคืนวันที่ 25 หรือที่เรียกกันว่า Burns Night จะมีการร่วมกันรับประทานอาหาร และอ่านบทกวีของ Burns และแน่นอนว่า อาหารที่พวกเขาทานจะต้องเป็น haggis!!!

พูดแล้วก็เจ็บใจที่สุด ตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะไปทาน จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้กิน haggis เศร้า :'(

haggis เป็นอาหารประจำชาติของสก็อตแลนด์ ทำจากกระเพาะแกะ ที่ข้างในยัดไส้ด้วยพวกเครื่องในแกะ ผสมเครื่องเทศค่ะ ว่ากันว่า ต้นกำเนิดมาจากพวกทหารโรมัน ที่เข้ามาในสก็อตแลนด์ยุคอาณาจักรโรมันอันรุ่งเรือง แล้วเวลาพวกทหาร ต้องย้ายค่ายอย่างเร่งด่วน ก็จะเอาอาหารรีบยัดลงไปในกระเพาะแกะ เพื่อความสะดวกในการขนย้าย

โอ้ เริ่มต้น ก็ว่าเรื่องเพลง ไหง มันจบเรื่องกิน กิน กิน ไปได้ เชื่อเลยคนเรา ...

   

we are in diaryis.com family | developed by 7republic