ชัยชนะของเด็กหญิงรี่

 

วันนี้ไปโทรไปเล่าเรื่องราวปัญหาของเราอาทิตย์ก่อน ที่เกิดกับแฟลตเมทให้ม๊าฟัง เรื่องก็มีอยู่ว่า แฟลตเมทคนหนึ่ง มีนิสัย bossy มาก ๆ ชอบมาสั่งนู่นสั่งนี่ให้ทำอะไรต่าง ๆ นานา ซึ่งเราไม่เคยจะสนใจเลย พยายาม ignore อย่างเดียว

เช้าวันหนึ่งของอาทิตย์ที่แล้ว เธอเดินมาสั่งให้เราเอาถาดเตาอบกลับคืนเข้าไปในตู้อบ เธอเห็นเราเอาออกมาเมื่อคืนก่อน จริง ๆ ถาดเตาอบ มันก็วางข้างนอกอยู่เรื่อยแหละ ใครจะใช้ ค่อยหยิบเอาเข้าไป แต่เราเองก็มักหยิบใส่เข้าไป เพียงแต่วันนี้ มีเธอมาเป็นคนออกคำสั่ง เราเลยไม่ทำ เดินจากไป ราวกับสิ่งที่พูดเหมือนสายลม

ผลที่ตามมาคือ เธอแกล้งเราด้วยการเอาถาดสกปรกนั้น มาโยนใส่ถาดของเราที่พึ่งล้าง เรามาเห็น ก็เอาถาดเราไปล้างใหม่ พอจากไปเธอก็ไปค้นเอาตะหลิว ทัพพี ช้อนเชิ้นของเรา มาวางไว้บนถาดสกปรกนั้น เราก็เอาทุกอย่างล้างไปหมด แล้วก็เอาไปเก็บเข้าตู้ของเรา เธอก็ยังไม่ยอมจบ สิ่งสุดท้ายที่เธอทำคือ เธอโยนถาดเตาอบนั้น ใส่เข้าตู้ของเรา

ทุกครั้งที่เธอทำเรา เราโกรธมาก บางครั้งโกรธจงเรียกว่า ปากคอสั่น แขนขาสั่น ถ้าทุกคนที่รู้จักเราส่วนตัวดี จะเข้าใจ เพราะเราเป็นคนที่โมโหรุนแรงมาก แต่ครั้งนี้ เราอดทน เตือน จิก ตัวเองตลอดเวลา ให้เอาชนะอารมณ์ตรงนั้นไปให้ได้

เราตัดสินใจ เราควรเดินไปคุยกับเธอ เพื่อให้ยุติเรื่องราวนี้ซะ เลยเดินไปเคาะห้อง เธอก็ไม่ยอมเปิด ปล่อยให้เราเคาะแบบนั้นไปเรื่อย ๆ ไม่ต่ำกว่าห้านาที สุดท้ายเธอมาเปิด เราก็ถามเธอว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับของของเรา เธอเป็นคนทำใช่ไหม เธอบอก เปล่า ใครทำก็ไม่รู้ สงสัยแม่บ้านทำมั้ง (วันที่เกิดเหตุเป็นวันพุธ แม่บ้านหยุดงานทุกวันพุธ อีกอย่าง แม่บ้าน ไม่เปิดตู้ใครซี้ซั้ว)

เราโกรธมากถึงมากที่สุด ยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เธอมาทำข้าวของเราอีก รังเกียจเธอหนักขึ้นไปอีก รับไม่ได้กับความขี้ขลาดของเธอ กล้าแต่ทำร้ายคนอื่นลับหลัง

เรากลับมาที่ห้อง เขียนจดหมายถึงเธอ ในเมื่อ เธอไม่ยอมรับต่อหน้าเรา เราก็ต้องเขียนจดหมายให้เธอรู้ จดหมายแรก ๆ ที่เขียน เต็มไปด้วยการด่าเธอ ด้วยอารมณ์ที่โกรธสุดขีด แต่สุดท้ายก็ได้สติ ว่าเราต้องการยุติเรื่อง ไม่ใช่ต้องการทะเลาะกับเธอ เราควรพูดดีกับเธอ เราเขียนจดหมายสุภาพที่สุด บอกเธอมีอะไร ให้พูดคุยกันแบบคนมีการศึกษากระทำกัน อย่าเล่นเกมส์อะไรแบบนี้ แล้วขอร้องให้เลิกยุ่งกับชีวิตเรา อย่ามาสั่งนู่นสั่งนี่ เตือนเธอให้รู้จัก ปล่อยวางอะไรมั่ง ไม่ใช่ถือทุกเรื่องมาเป็นเรื่องใหญ่โต

เราเอาจดหมายไปสอดห้องเธอ และผลก็คือ วันรุ่งขึ้นกลับมาบ้าน จดหมายของเธอ ก็มาสอดห้องเรากลับ กระดาษ A4 บนนั้นมีลายมือดินสอเล็กเขียนเต็มพรืดไปหมด ด่าเราล้วน ๆ

โกรธ จนไม่รู้ว่าจะเรียกขนาดไหนดีแล้ว คิดจะไปด่ากลับต่าง ๆ นานาไปเคาะห้อง ลากเธอออกมาคุยให้รู้เรื่อง งานนี้จะเอาให้มันตายกันไปข้างหนึ่งเลย แต่ก็พยายามกดอารมณ์ไว้ เตือนตัวเองว่า เราต้องเอาชนะอารมณ์เราให้ได้

ตกดึก เธอมาเคาะห้องเรา งงมาก คิดว่าเธอคงจะมาหาเรื่องอีก แต่เราก็ต้อนรับเธออย่างดี ฝืนพูดจากับเธอดีที่สุด ถามเธออยากดื่ม หรือทานขนมอะไรไหม เธอก็ปฏิเสธหมด แล้วก็นั่งเงียบ กระอักกระอ่วนอย่างนั้น จะพูดอะไรก็ไม่พูด เราเลยชวนเธอคุยสัพเพเหระ เพื่อ break the ice แล้วในที่สุดเธอก็พูดว่า เธออยากสารภาพว่า ทุกอย่างที่เกิดกับของของเราเธอทำหมดทุกอย่าง เธอมาขอโทษ สิ่งที่เธอทำไปด้วยอารมณ์ เธออยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอดทั้งวัน เธอยอมรับว่า เธอพูดจากับเราไม่ดี มาออกคำสั่งเรา นิสัยเธอ คนแวดล้อมเธอก็บ่นว่าเธอเป็นเช่นที่เราพูดในจดหมายจริง และสิ่งที่เราทำกับเธอ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดมากขึ้น เพราะเธอทำกับเราขนาดนี้ เรายังพูดจากับเธอดีอีก แถมยังมีการส่งจดหมายหยาบคายมาด่าเรา

เปิดอกคุยกันนานมาก เป็นชั่วโมงชั่วโมง เราที่อายุมากกว่าเธอ เคยเป็นสิ่งที่เธอเป็น เรามองเธอ เหมือนเห็น reflection ของเราเองในอดีต จึงพยายาม สอนเธอ ให้รู้จักปล่อยวาง บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้ดังใจ ยอมรับ negative side ของคนอื่นบ้าง ทุกคนมีข้อเสียทั้งนั้น ถ้าข้อเสียนั้นไม่ใช่ความเลว ความชั่ว ก็ควรจะมองข้ามไปเสียบ้าง สิ่งสุดท้ายก่อนที่เธอจะจากไป เธอบอกเราว่า นี่คือ ประสบการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตเธอ เธอสัญญากับเราว่า จะนึกถึงมัน แล้วเตือนตัวเอง ไม่ให้ทำอะไรโง่เขาเช่นนี้ในชีวิตอีก

ส่วนสิ่งที่เราบอกม๊าคือ นี่ก็คือประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตเราเช่นกัน เป็นบทเรียนให้เรารู้ว่า การที่จะเอาชนะคนที่ทำร้ายเรา ไม่ใช่การไปทำร้ายเขากลับ เหมือนกับที่เราทำในอดีต แต่ต้องพยายามทำดีกับเขา พูดกับเขาด้วยเหตุผล ให้เขารู้ซึ้งมาจากจิตใจภายในของเขาเอง ลองนึกย้อนกลับไปดูว่า ถ้าเราตอนนั้น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ สิ่งแรกที่อยากทำมากที่สุดคือ เอาถาดสกปรกบ้านั่น ไปปาใส่หน้าห้องเธอให้มันเลิกบ้าไปเลย แต่การไปทำเช่นนั้นจะได้อะไรเล่า เธอจะหยุดหรือ? ก็คงแรงกลับมาไม่ต่างกัน ด่าทอ แลกเปลี่ยนวาจาเผ็ดร้อนต่อกัน แล้วสุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา นอกจากเจ็บช้ำน้ำใจกลับไปทั้งคู่ เธอก็คงจะนึกต่อไปว่า สิ่งที่เธอนะถูกแล้ว คนพาลแบบเราต้องจัดการแบบนี้ ส่วนเรา ก็จะได้แต่ใจที่สกปรก เต็มไปด้วยความเกลียดชังเธอมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก

ม๊าฟัง แล้วก็พึมพำบอกว่า ฟังแล้วซึ้งมาก ภูมิใจมากกับสิ่งที่เราทำลงไป แท้จริงแล้วกว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็เป็นเพราะคำสอนของม๊า ที่คอยเตือนสติเราเรื่องเหล่านี้เสมอ แล้วก็คำปลอบใจของคนทุกคน ที่อยู่รอบเราตลอดที่เกิดเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็น อุ๋มหรือเจี๊ยบ ทุกคนมีส่วนในการที่ทำให้เราเอาชนะอารมณ์ของตัวเอง มายืนในจุดที่เรารู้สึกภูมิใจและนับถือตัวเองได้ ...

 

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic