I Come, I See, I Conquer

 


Ashamed of Myself

ก่อนไปอเมริกา บอกออมว่า รี่จะไปนั่งรถเมลล์เที่ยว ออม ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาหลายปี ส่ายหัว แล้วก็บอกว่า 'นั่งเข้าไปได้ไง รถเมลล์ในอเมริกามีแต่พวกคนแปลก ๆ ไม่น่าไว้ใจ'

ฟังแล้วนึกขำว่าออมพูดซะเกินจริง แต่พอมาสัมผัสจริง ตอนแรกก็รู้สึกว่าใช่เลย มีแต่คนแปลก ๆ ขึ้นแต่ละที ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ คอยรอบชำเลืองเพื่อนแต่ละคนที่นั่งด้วยรอบรถ บางคนก็เมาเอะอะโวยวาย บางคนก็บ่นพึมพำอะไรคนเดียว บางคนก็นั่งจ้องหนัาเราแบบตั้งอกตั้งใจ ราวกับบนหน้ามีลายแทงสมบัติที่ไหนแปะอยู่ ขึ้นแต่ละทีสติตื่นตัวตลอดเวลา แอบชำเลืองซ้ายขวาหน้าหลัง

พอผ่านไปหลายวัน เพิ่งสำนึกอะไรได้บางอย่าง แล้วก็ตั้งคำถามถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงคิดว่าคนพวกนี้แปลก? คำตอบก็คือ เพราะเขาไม่เหมือนเรานะสิ...

 เพราะเขาแต่งตัวสกปรก กลิ่นตัวเหม็น ไม่เหมือนกับเรา (แต่จริง ๆ วันหลัง ๆ ของการเที่ยว รี่ก็กลมกลืมค่ะ เพราะเสื้อผ้าเริ่มเน่าแล้ว reuse แล้ว reuse อีก :P )

 เพราะเขาสีผิวไม่เหมือนเรา มีใบหน้าดุดัน

เพราะเขาถือขวดเหล้า เดินโซซัดโซเซ เปะปะไปเลย

 เพราะเขาทำอะไรที่เราไม่คิดว่าควรจะทำในที่สาธารณะ  เช่น เอะอะมะเทิ่ง โวกเวกโวยวาย

ฯลฯ

จะเห็นว่าทุกอย่างที่ตัดสินว่า พวกเขา 'ประหลาด' เป็นเพราะเราเอาตัวเอง หรือสังคมมนุษย์ที่เราคุ้นเคยเป็นมาตราฐานเปรียบเทียบ และเพราะมันช่างแตกต่างกัน เราก็เลยประทับตราว่า 'ประหลาด' และ 'ไม่น่าไว้ใจ' เพราะไม่คุ้นเคย และการตัดสินเช่นนั้น ก็คือ การจัดตัวเองให้อยู่ในสถานะ superior และคนเหล่านั้นอยู่ในสถาวะ inferior นั่นเอง ทั้ง ๆ  ที่ เราทุกคน ก็คือมนุษย์ร่วมโลกเหมือนการ แตกต่างกันเพียงแค่ คนกลุ่มหนึ่ง ที่มี 'โอกาส'  ในการเข้าถึง resource บางอย่าง มากกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง เท่านั้นเอง

รี่ก็มนุษย์คนหนึ่งในนั้น ที่บางครั้งการได้ชื่อว่าเป็น 'คนมีการศึกษา' ก็ทำให้โง่ หลงคิดไปได้ว่า ตนเองเป็นมนุษย์อีกชนชั้นหนึ่งที่เหนือกว่าคนที่ขาดโอกาสเช่นตนเอง น่าละอายใจ :( แล้วมันยิ่งน่าละอายใจหนักเข้าไปอีก ตรงนี้คนเหล่านั้น ที่รี่นึกหวาดกลัวเขา แท้จริงแล้ว เขากลับมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแพ่ช่วยเหลือรี่หลายอย่าง

แต่ก็ไม่ใช่ว่า รี่หลงอยู่แต่ในโลกอุดมคตินะ ความไม่ปลอดภัยมันก็มี แต่มันก็เหมือนทุกที่ ทุกหน ทุกแห่งในโลก ที่มันก็มีโอกาสที่เรื่องร้ายจะเกิดขึ้นทั้งนั้น ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม สำคัญคือ ต้องรู้จักระวังตัวเอง อะไรไม่แน่ใจ ก็รู้จักหลบ รู้จักหลีก

อย่างครั้งนี้ ก็มีครั้งหนึ่งบนรถ ที่ตาคนที่มานั่งข้าง ๆ รี่ ไม่ชอบมาพากลเอามาก ๆ จนรี่ก็ตัดสินใจกระโดดลงจากรถ รอเปลี่ยนคันใหม่ดีกว่า

 

Unforgetable

มีวันหนึ่ง ไปทานข้าวพวกใน food court ซื้ออะไรมากินไม่รู้ รู้สึกว่ามันไม่อร่อยเลย รี่กินไปไม่เท่าไร ก็กำลังจะโยนทิ้งถังขยะ แต่มีมือหนึ่งมาฉวยคว้าไว้ แล้วบอกว่า ไม่ต้องทิ้ง เดี๋ยวเขาจะกินเอง แล้วก็หยิบสิ่งที่รี่กินเหลือ ไปยืนกินตรงนั้นเลย

เฮอ ... นี่คือภาพเหตุการณ์อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่รี่คงไม่ลืมเลย มันไม่ใช่รู้สึก guilty แต่มันเป็นความรู้สึกสะท้อนใจมากกว่า ...

 

Impressive Loos

เป็นประเทศที่ ... Everything is on a large scale จิ๊งจริง แม่แต่ห้องน้ำ!!! คิดว่า น่าจะใหญ่กว่าห้องน้ำในยุโรปสัก 1.3 - 1.5 เท่า

อีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันคือ ทุกห้องน้ำ จะมีกระดาษรองนั่งชักโครกหมด ถือว่าเป็นเรื่องปกติ อันนี้เข้าท่ามาก ๆ แหะ

 

I Come, I See, I Conquer

ทริปครั้งนี้ เป็นทริปที่ว่างงานที่สุด แต่ละวัน ชีวิตผ่านไปอย่างช้า ๆ... timeless ทั้งนามธรรมและรูปธรรม  เพราะนาฟิการี่เสีย แล้วรี่ก็ไม่คิดจะซื้อใหม่หรืออะไร ปล่อยมันแบบนั้นแหละ เพราะไม่มีอะไรต้องรีบ

ชีวิตประจำวันก็สิงสถิตย์อยู่ตามร้านกาแฟ นั่งนอกร้าน จิบกาแฟ สังเกตดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา ได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เก็บมาคิด มาเขียน ... นานแล้วที่ไม่ได้เขียน travel  journal ได้ยาวขนาดนี้

โอ้ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน จริง ๆ ทุกสถานที่ เขาก็ความน่าสนใจ มีอะไรให้เที่ยวทั้งนั้น เพียงแต่ว่า สิ่งเหล่านั้น จะถูกรสนิยมคนที่ไปเที่ยวหรือเปล่าเท่านั้นเอง กรณีนี้  รี่ไม่นึกอยากไปไหนเท่าไร เพราะไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านั้น แล้วเห็นว่า การนั่งเอื่อย อาบแดด สังเกตผู้คนเดินผ่านไปมา มันน่าสนใจกว่า ก็เท่านั้นเอง

ด้วยเพราะก่อนมาไม่ได้คาดหวังอะไร ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ได้พบ ได้เจอ มันดูน่าสนใจกว่าที่คาด แล้วก็เป็นทริปที่น่าประทับใจทริปหนึ่งทีเดียว และอยากจะสรุปด้วยคำพูดนี้ ...

I come, I see, I conquer

conquer ในที่นี่ คือ การได้ความมั่นใจกลับมา ได้ความรู้สึก อยากผจญภัย อยากทำอะไร คือทำตามใจอยาก ไม่ต้องสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองมากว่า 'ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้'

ตอนนี้ รู้สึกมั่นใจเต็มร้อย ที่จะไป going solo to andalucia ตามที่ใฝ่ฝันไว้แล้วค่ะ เหลืออีกอาทิตย์เท่านั้น ตื่นเต้น อยากไปเร็ว ๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟัง ว่าได้พบได้เห็นอะไรบ้างนะ ...

 



Tie A Yellow Ribbon On The Ole Oak Tree
เนื้อร้อง Irwin Levine
ทำนอง L. Russell Brown
ขับร้อง Tony Orlando & Dawn

I'm comin' home, I've done my time
Now I've got to know what is and isn't mine
If you received my letter telling you I'd soon be free
Then you'll know just what to do
If you still want me
If you still want me

Whoa, tie a yellow ribbon 'round the old oak tree
It's been three long years
Do ya still want me (still want me)
If I don't see a ribbon 'round the old oak tree
I'll stay on the bus
Forget about her
Put the blame on me
If I don't see a yellow ribbon 'round the old oak tree

Bus driver, please look for me
'cause I couldn't bear to see what I might see
I'm really still in prison
And my love, she holds the key
A simple yellow ribbon's what I need to set me free
I wrote and told her please

Whoa, tie a yellow ribbon 'round the old oak tree
It's been three long years
Do ya still want me (still want me)
If I don't see a ribbon 'round the old oak tree
I'll stay on the bus
Forget about her
Put the blame on me
If I don't see a yellow ribbon 'round the old oak tree

Now the whole damned bus is cheerin'
And I can't believe I see
A hundred yellow ribbons 'round the old oak tree

I'm comin' home, mmm, mmm

(Tie a ribbon 'round the old oak tree)
(Tie a ribbon 'round the old oak tree)
(Tie a ribbon 'round the old oak tree)

(Tie a ribbon 'round the old oak tree)
(Tie a ribbon 'round the old oak tree)
(Tie a ribbon 'round the old oak tree)

 

เกี่ยวกับเพลง

 

เป็นเพลงที่น่ารักไหมคะ? ที่สำคัญจบแบบ happy ending ด้วย

เรื่องราวในเพลง Tie A Yellow Ribbon Round The Ole Oak Tree อ้างอิงมาจากเรื่องจริง  ของชายคนหนึ่งที่ต้องโทษคดีเช็คเด้ง เป็นเวลาสามปี แล้วเมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว กำลังนั่งรถเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางเขาได้เล่าเรื่องของเขาให้คนขับรถและอื่นบนรถฟังว่า เขาได้เขียนจดหมายไปบอกภรรยาว่า เขาจะไม่ว่าอะไรเลย ถ้าเธอจะจากเขาไป แต่ถ้าเธอยังมีใจให้เขาอยู่ ก็ขอให้ผูกริ้บบิ้นสีเหลืองไว้ที่ต้นโอ๊ค ต้นเดียวประจำจตุรัสของหมู่บ้าน  ถ้าเขาเห็นริบบิ้นสีเหลืองนั้นเขาจะลง แต่ถ้าไม่เห็น เขาก็จะนั่งเลยไป จากไปจากหมู่บ้านนั้น

แล้วสังเกตว่า ตอนท้ายของเพลง ก็จะลุ้นระทึกกันว่า เมื่อรถบัสใกล้ถึงจตุรัสนั้นแล้ว จะเห็นริบบิ้นสีเหลืองหรือไม่ แล้วก็ปรากฏว่า เห็นค่ะ แถมเป็น A hundred yellow ribbons 'round the old oak tree  ซะด้วย :D

ส่วนริ้บบิ้นสีเหลืองนั้น ถือเป็นสัญลักษณะของการรอคอยการกลับมาของคนที่รัก เป็นสัญลักษณ์ของคนอเมริกันและน่าจะเป็นสัญลักษณ์สากลด้วย ...


we are in diaryis.com family | developed by 7republic