Reisei To Jonetsu No Aida

 

 มนุษย์เป็นสัตว์ที่ยิ่งพยายามลืมมากเท่าไร ก็ยิ่งลืมไม่ลงมากขึ้นเท่านั้น (จุนเซ  จาก Blu)

 

............................

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คุยกับคิ้มเรื่องเมือง Florence และคิ้มบอกว่า ใฝ่ฝันอยากปีนขึ้นไปบนดูโอโมมากที่สุด เป็นแรงบันดาลใจที่ได้มาจากการอ่านนวนิยายเล่มหนึ่ง ที่พระเอกกับนางเอก นัดพบกันบนดูโอโมแห่งฟลอเรนซ์

ฟังตอนแรก ก็นึกขำ ว่า มุขนี้ใช้บ่อยจริง นึกถึงเรื่อง An Affair To Remember ก่อนเลย ที่พระเอกกับนางเอก ก็นัดกันให้อีกหนึ่งปี ถ้ายังคงมีความรักให้แก่กัน ก็ขอให้มาเจอกันที่ยอดตึก Empire State ซึ่งเป็นพล็อตที่หนังหลายเรื่องเอาไปใช้ และคงรวมถึงนวนิยายเรื่องนี้ด้วยมั้ง แต่พอรี่มาได้อ่านเรื่องนี้จนจบ ความคิดก็เปลี่ยนไปหมด

 

............................

 

นวนิยายเรื่องที่ว่าคือ  Reisei To Jonetsu No Aida (ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรง) เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง จุนเซและอาโออิ ที่พบรักกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา  แต่มีเหตุรุนแรงบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา จึงทำให้ต้องแยกทางกัน วันเวลาผ่านไป แต่ละคนไปมีชีวิตของตัวเอง ที่ดูเหมือนไม่สามารถเวียนมาบรรจบเจอกันได้อีก แต่แท้จริงในใจของเขาทั้งคู่ ยังเต็มไปด้วยความโหยหาอีกฝ่าย มีความทรงจำในอดีตที่เฝ้าหลอกหลอน และคำมั่นสัญญาเล่น ๆ ที่แต่ละฝ่าย ต่างคิดว่า อีกฝ่ายคงลืมมันไปหมดแล้ว นั่นคือ  เมื่อถึงวันเกิดปีที่สามสิบของนางเอก ทั้งคู่จะขึ้นไปที่ดูโอโมแห่งเมืองฟลอเรนซ์

จะเห็นว่าพล็อตเรื่องก็แสนธรรมดา แต่วิธีการเล่าเรื่องน่าสนใจทีเดียว เพราะนวนิยายเล่มนี้ ประกอบด้วยหนังสือสองเล่ม ที่เล่าเรื่องราวเดียวกัน เหตุการณ์เวลาในหนังสือทั้งสองเล่ม เดินไปพร้อมกัน เพียงแต่เล่มหนึ่ง ที่ชื่อ Blu (ความเยือกเย็น) เป็นเรื่องราวของจุนเซ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ในตัวจุนเซ ขณะที่อีกเล่ม ชื่อ Rosso (ความร้อนแรง) เป็นเรื่องในแง่มุมของอาโออิ

ทั้งสองเล่ม ถ้าจะอ่านเล่มใดเล่มหนึ่ง เนื้อเรื่องก็จบสมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่จะจบอย่างสมบูรณ์ที่สุด ถ้าอ่านทั้งสองเล่มไปพร้อมกัน อ่านบทหนึ่งของเล่มหนึ่งจบ ต่อด้วยบทเดียวกันของอีกเล่ม

เริ่มต้น นวนิยายออกจะน่าเบื่อ มีแต่เรื่องราวกิจวัตรประจำวันของเขาทั้งคู่ ยังดีหน่อยที่พระเอก จุนเซ มีงานที่น่าสนใจมาก คือ พระเอกเป็นช่างซ่อมภาพอยู่ที่ฟลอเรนซ์ งานส่วนใหญ่คือซ่อมภาพในยุคสมัย Renaissance 

แต่เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ เราก็จะเริ่มคุ้นเคยกับพวกเขา เริ่มมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา เริ่มเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาและสุดท้ายก็จบลงที่ความรู้สึกเห็นใจทั้งคู่

คำมั่นสัญญาที่จะขึ้นไปพบกันที่ดูโอโมแห่งฟลอเรนซ์นั้น มันช่างมีความสำคัญคนละเรื่องเลยกับหนังเรื่องที่พูดถึงมา มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ในคำมั่นสัญญานั้น

อาจมีคำถามว่า ทำไมต้องเป็นดูโอโมที่ฟลอเรนซ์ ทำไมเป็นที่อื่นหรือดูโอโมที่อื่นไม่ได้ เหมือนที่จุนเซถามอาโออิเช่นกัน อันนี้ อยากให้คนที่ไม่เคยอ่านนวนิยายเรื่องนี้ไปหาอ่านดูค่ะ แล้วจะเข้าใจว่า การที่ต้องขึ้นไปที่นั่น ไม่ใช่เลือกมาอย่างลอย ๆ การที่คู่รักได้ขึ้นไปยอดโดมของ Brunelleschi นี้มันมีความหมายที่น่าประทับใจมาก ประทับใจจน รี่กำลังคิดอยู่ว่า จะตั้งปณิธานกับตัวเองดีไหม เมื่อถึงวันเกิดปีที่ 30 ของตัวเองเมื่อไร จะขึ้นไปที่นั่นบ้าง เพราะรี่เอง ก็ดันเผอิญเหมือนจะคล้ายพระเอก นางเอกในเรื่องแหะ ยังสงวนไว้ เพื่อรอให้ถึงวันพิเศษในชีวิตจึงจะขึ้นไป ;)

 

............................

 

ตลกอย่างหนึ่งคือว่า ตอนแรก รี่นึกว่า ไม่เคยได้รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่พออ่าน ๆ ไป เอ ทำไมมันคุ้น ๆ ที่แท้ รี่เคยได้ดูหนังเรื่อง Calmi Cuori Appassionati ซึ่งเป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายเรื่องนี้ จำได้ว่า ไปดูที่บ้านต้อง ตอนดู ง่วงมาก สะลึมสะลือ ดูไม่จบอีกต่างหาก

 

:: Calmi Cuori Appassionati ...Yutaka Takenouchi ในบทจุนเซ และ Kelly Chen ในบทอาโออิ ::

 

ตอนนี้กำลังเอากลับมาดูอีกรอบ แล้วก็รู้สึกโชคดี ที่ครั้งที่แล้วดูไม่จบ แล้วเลยได้ไปอ่านนิยายก่อนที่จะรู้ตอนจบ โดยส่วนตัว ไม่ประทับใจฉบับหนังเลย ไม่เข้าใจทำไมต้องเปลี่ยนหลายประเด็นในนวนิยายไป แล้วมันเป็นประเด็นที่สำคัญด้วย และที่ผิดหวังรุนแรงที่สุดก็คือ ตัวละคอนอาโออิ อาโออิที่เห็นในหนัง มันคนละเรื่อง คนละบุคลิกกับอาโออิในนิยายเลย

 

............................

 

ตลกอีกอย่างคือ ความใฝ่ฝันของรี่ในการไปฟลอเรนสซ์ครั้งแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความฝังใจจากหนังสือในดวงใจ A Room With A View ของ E. M. Forster

 ต้องไปดูหลุมศพของ Giotto ที่ Santa Croce เหมือนที่ Lucy Honeychurch เดินตามหา เดินไปดูจตุรัสหน้า Uffizi ที่ George อุ้ม Lucy ที่เป็นลมออกมาจากฝูงจราจล ไปเดินเรียบริมฝั่งแม่น้ำอาร์โน เหมือนที่ George และ Lucy เดิน ...  Lucy ถือ Baedeker ส่วน Sherry ถือ Lonely Planet :P

และถ้ารี่จะกลับไปอีกครั้ง งวดนี้คงต้องไปบนยอดดูโอโม และก็คงไปตามหนังสืออ Reisei To Jonetsu No Aida

 

............................

 

ท้ายสุด ขอบคุณ คิ้ม ที่เป็นผู้มีอุปการะคุณ ส่งหนังสือชุดนี้มาให้ค่ะ ...

............................

 

ปัจฉิมลิขิต

 

ใครรู้จักหนังสือท่องเที่ยว Baedeker มั่งคะ? รี่ไม่ได้หมายถึง หนังสือท่องเที่ยว Baedeker ในสมัยปัจจุบัน แต่ให้ย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน ยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังไม่มี การเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก ยังที่ไม่มี lonely planet, dk, rough guide, michelin หรือยี่ห้ออื่นใดก็ตาม ยกเว้นหนังสือท่องเที่ยวยุคบุกเบิกยี่ห้อ Baedeker

หนังสือท่องเที่ยว Baedeker ไม่เหมือนหนังสือท่องเที่ยวสมัยนี้ ที่จะมีภาพถ่ายสวย ๆ แลนด์มาร์คของประเทศนั้นประเทศนี้มาประดับบนปก แต่ Baedeker ยุคนั้น ทุกเล่มคล้ายกันหมด เป็นหนังสือปกแดง มีตัวอักษรสีทองบนปก ขนาดเล็กเหมาะกับการพกพาโดยหย่อนลงในกระเป๋าของเสื้อโค้ทได้

 

รี่เคยนึกอยากเห็นหนังสือ  Baedeker ที่ว่านี้มาก ๆ อยากจะจับสักครั้งหนึ่ง แล้วในที่สุด รี่ก็หาเจอที่ห้องสมุดแห่งหนึ่ง แล้วฉบับที่รี่เจอ ก็เป็นฉบับที่ Lucy Honeychurch ใช้ด้วย ^^ นั่นก็คือ Baedeker's Northern Italy

หนังสือพวกนี้คลาสิกมากค่ะ ถึงแม้ข้อมูลจะไม่ทันสมัย แต่ว่า มันสามารถทำให้เราได้นั่งยานแห่งกาลเวลาย้อนกลับไปในอดีต ถึงสถานที่ต่าง  ๆ เหล่านั้น ที่สภาพในสมัยนั้น คงไม่เหมือนกับที่เราเห็นในปัจจุบันสักทีเดียว โดยเฉพาะพวกบ้านเมืองในยุโรป ที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงครามโลก

สำหรับใครที่สนใจ อยากเห็นแผนที่ของหนังสือนำเที่ยว Baedeker's ลองไปหาดูได้ที่เวบนี้นะค่ะ

http://www.lib.utexas.edu/maps/italy.html

 



Si Muore D'amore

ประพันธ์ Ennio Morricone

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic