วังน้ำวน

 

เช้าวันนี้ ได้รับอีเมลล์จากพี่จูน ส่งเพลงนี้มาให้ เพราะจำได้ว่า รี่เคยเขียนเล่าในไดอารี่ว่า ม๊าชอบเพลง วังน้ำวน ฉบับเสียงของคุณยายมัณฑนา โมรากุลมาก เลยสงสัยว่า ตัวรี่เองเคยได้ยินหรือยัง ส่งมาให้ลองฟังดู

รี่ไม่เคยได้ยินค่ะ พอได้ยินครั้งแรก ฟังแล้วน้ำตาไหล T^T ... คิดถึงบ้าน ... คิดถึงม๊า

ขอบคุณพี่จูนมากจริง ๆ ค่ะ วันนี้ฟังทั้งวันเลย แม้แต่ตอนนี้ เขียนไดอารี่หน้านี้อยู่ ก็เปิดคลอตาม 

พี่จูนช่างส่งมาได้จังหวะดีมาก  เพราะเช้านี้ รี่ตื่นขึ้นมา ด้วยความรู้สึกที่แย่มาก เนื่องจากมันเป็นสองเช้าติดกันแล้ว ที่รี่ต้องถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโหวกเหวก แล้วเมื่อไรก็ตาม ที่รี่ถูกปลุกด้วยอะไรไม่เข้าท่า วันน้นทั้งวัน อารมณ์จะเปื่อยสุด ๆ เลยครับผม!!!

 

........................................

 

คนเราให้ลำดับความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตไม่เหมือนกันจริงไหมคะ? สิ่งที่สร้างเป็นตัวรี่ที่เติบโตขึ้นมา ทุกวันนี้ มันโปรแกรมในหัวรี่ว่า first priority คือ การเคารพสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม สิทธิ์ส่วนบุคคล ต้องมาก่อนอย่างอื่น

และด้วยการที่รี่มีสิ่งนี้ในหัวเป็นอันดับหนึ่ง สิ่งที่รี่รังเกียจและมักทำให้รี่มีเรื่องมีราวในชีวิตอยู่เรื่อย คือ การถูกละเมิดสิทธิ และความรู้สึกกับเรื่องนี้รุนแรงมาก เพราะ สำหรับรี่ มันไม่ใช่แค่เรื่องความเดือดร้อนของผู้ที่ถูกละเมิดเท่านั้น แต่มันโยงไปให้การไม่เคารพและให้เกียรติผู้อื่น

ไม่จำเป็นเลยว่า มันต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรี่โดยตรง ต่อให้ไปเกิดกับใครที่รี่ไปมีส่วนรับรู้ด้วย มันทำให้รี่ปี๊ดแตกได้ทั้งนั้น ดังจะเห็นจากกรณีเวบตากล้องนั่น  ตอนรี่มาเขียน อาจจะเหมือนรี่ใจเย็นสงบสุดแล้ว แต่เบื้องหลังคือ ปรอทพวยพุงถึงจุดเดือด

 

........................................

 

รี่เกลียดมากที่สุดคือ การเที่ยว suppose ว่า สิ่งที่ตัวเองทำ เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ด้วยเหตุฉะนั้น จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนนิด เดือนร้อนหน่อย ไม่เป็นไรหรอก

เป็นตรรกะที่ ถ้ามีคะแนนเต็มสิบ รี่คงให้ติดลบสัก 100  ยกตัวอย่างก็เหมือนเรื่องเวบตากล้องนั่นแหละ ที่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำมีประโยชน์ เพราะได้แฉ คนที่ (เขาเชื่อว่า) กระทำผิด ด้วยเหตุนี้ น้องเจ้าของไดอารี่ จะเดือดร้อนหน่อย ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ช่วยเหลือสังคม

อีกตัวอย่างหนึ่ง ...

เรื่องมันเกิดมานานแล้วละ มีครั้งหนึ่ง รี่กำลังยืนอ่านหนังสือ อยู่ในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งโวยวายอยู่หน้าเคาท์เตอร์จ่ายตังค์

'โอ๊ย อะไรกัน ซื้อหนังสือตั้งเยอะ ไม่ลดหน่อยหรอ แล้วนี่มันหนังสือธรรมะทั้งนั้น ที่มาซื้อ ก็เพราะจะเอาไปถวายวัด ไปทำบุญนะ'

คุณพนักงานก็ยิ้ม ตอบไม่ได้ค่ะ ไม่ได้จริง คุณผู้หญิงก็บ่นอะไรงุบ ๆ งิบ ๆ ว่า ทำไมไม่มีน้ำใจเลย

เดชะบุญ ที่คุณผู้หญิง จ่ายตังค์เสร็จ แล้วรีบเดินออกไปจากร้าน ไม่งั้น รี่ก็ว่าจะวางหนังสือที่อ่านอยู่ แล้วเดินไปหน้าร้าน ขออนุญาตเคลียร์กับคุณผู้หญิงคนนั้นให้รู้เรื่องกันไปเลยสักหน่อย

และตัวอย่างสุดท้าย ...

รี่เคยเจอผู้ดูแลระบบที่เมืองไทย วันดีคืนดี นึกจะปิด server ซ่อมบำรุง ก็ทำซะอย่างงั้น ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า 

ปี๊ดแตกครับ โทรไปด่า แต่ด่าไปก็เท่านั้น รี่ไม่คิดว่า เขาจะเข้าใจในสิ่งที่รี่ต้องการจะบอก คงคิดว่า รี่เป็นยายบ้าที่ไหน เผลอ ๆ จัดประเภทรี่เป็นพวกเห็นแกตัว เขากำลังจะทำประโยชน์แท้ ๆ ยังมาด่าเขาอีก

เข้าใจใช่ไหมคะ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เขาทำมันมีประโยชน์หรือไม่ แล้วจริง ๆ รี่ไม่เดือดร้อนมากมายใช่หรือไม่ ประเด็นมันคือ เรื่องของความไม่มีมารยาท ที่รี่ไม่เคยชิน และไม่คิดว่าจะมีวันชินด้วยกับการทำอะไร แบบนี้

คนกระทำน่าจะรู้ว่า สิ่งที่ทำ อย่างน้อยมันก็ต้องมีไปรบกวนคนอื่น จะมากหรือน้อยเพียงใด รี่ถือว่ามารยาทคือสิ่งสำคัญ (กรณีนี้ รี่ถือว่า เกี่ยวพันถีงจรรยาบรรณในวิชาชีพของเขาด้วย) เขาควรต้องรู้จักบอก users ทั้งหลายให้รู้ตัวล่วงหน้า ด้วยระยะเวลาพอสมควร ไม่ใช่สักแต่ว่าบอก!!!  เพื่อให้ users เหล่านั้นรู้จักจัดตารางเวลาอะไรของเขาให้เหมาะสม มันเป็นการแสดงถึงการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น

 

 ........................................

 

รี่ถามหน่อยเหอะ

รี่เคยคิดว่าตรรกะแบบนี้ มันเป็นตรรกะสากล แต่ทำไมรี่ถึงมักเจอและบางครั้ง ต้องหลงไปอยู่กับสังคมที่มีตรรกะตรงข้ามกันแบบสุดกู่อยู่เรือย หรือแท้ที่จริง สิ่งที่รี่คิด มัน unacceptableแล้วถ้าสังคมที่เราดันต้องไปอยู่ ทุกคนดันล้วนมีตรรกะเบื้องต้น ตรงข้ามกับเราหมด จะทำยังไงกับมันดีคะ?

เราคงไม่มีทางไปเปลี่ยนตรรกะใครได้หรอก รี่เลิกคิดจะทำไปตั้งนานแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ปลูกฝังมาแล้วเติบโตมาพร้อมกับคนคนนั้น เหมือนกับใครมาบอกรี่ ให้เปลี่ยนตรรกะที่อยู่ในหัวรี่ มันจะเป็นไปได้อย่างไร? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งถูกฝังตัวเมื่อวาน ผ่านกระบวนการมายาวนานหลายขึ้นตอน ตั้งแต่เด็ก ป๊า ม๊า คุณครู โรงเรียน มหาวิทยาลัย หนังสือ ประสบการณ์ชีวิตที่ได้พบเจอ ล้วนหล่อหลอมให้รี่เป็นรี่แบบนี้ ถ้าจะเปลี่ยน ก็เห็นทีต้องทุบทิ้งไปเลย

แล้วทำอย่างไร รี่ถึงจะมีชีวิตดำเนินต่อไป ในสภาพแวดล้อมที่มีพื้นฐานความคิดต่างกันสุดขั้ว โดยไม่ต้องเจ็บตัว?

 

........................................

 

เฮอ ... ขอให้รี่ไม่ต้องทนกับสิ่งที่รี่ต้องทนอยู่ตรงนี้อีกต่อไปนานนัก

พระคุ้มครอง ...

วันนี้ ไม่ใช่รี่ลืมปิดคอเมมนต์นะ อยากฟังความคิดเห็นคนอื่น ยังไงช่วยแสดงความคิดเห็นที ถ้ารี่เป็นคนผิด ก็บอกทีว่ารี่ผิด
002653
17 เม.ย. 2550 เวลา 03:14 น.
อ่านแล้วนึกถึงกรณีที่ใครบางคนชอบคิดแทนคนอื่น เช่น ทำนั่นนี่ เพราะมีความคิดว่าคนอื่นลำบากหน่อยแต่จะได้ผลดีแบบนี้ๆนั้นๆ .. ซึ่งเหมือนกับรี่อะ คนเราลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นจะรำคาญมากๆถ้าเจอ แต่ไม่ถึงกับปรี๊ดแตกหรอกนะ (หรือปรี๊ดหรือเปล่า? นึกไม่ออก มันนานมาละ)

แต่ในกรณีของห้องตากล้องเนี่ย .. ที่จริงเราว่าเค้าทำไม่ถูก แต่คิดว่ามันมีวิธีที่แก้ได้ เพราะถ้าจำไม่ผิด น้องเค้ามีรูปลงบล๊อคด้วย ซึ่งบล๊อคมันเป็นสาธารณะ หรืออีกที อาจจะแจ้งให้เค้าเอาแต่รูปไปครอปก็ได้ เพราะจังหวะนั้น เราเข้าใจว่าเจ้าของกระทู้นั้นเค้าทำไปไม่ได้คิดมาก ประมาณว่าเรื่องมันร้อน แล้วก็อยากเปิดโปงมากก็เลยลืมมารยาทพวกนี้ไป ..

ส่วนกรณีป้าร้านหนังสือ ถ้าเค้าเป็นพวกงก และเห็นแก่เล็กแก่น้อยก็อาจจะหยอดๆถามไปเผื่อฟลุ๊คได้ลด อันนี้เราอาจจะพอเข้าใจและอนุโลมได้ แต่ถ้าถึงขั้นเซ้าซี้ น้องไม่ลดให้ก็เหมือนประนามกลายๆว่าเค้าจิตใจไม่ทำบุญ แบบนี้ก็คงจะคงจะรับไม่ค่อยได้เหมือนกัน ..

สรุปก็คือ ..บางทีเราจะพยายามเข้าใจ where people are coming from ก่อน และถ้าเค้าไม่ล้ำเส้นเราโดยตรง เราก็จะไม่ค่อยล้ำเส้นเค้า เพราะเราก็ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคลที่เค้าจะคิด จะพูด จะกระทำเหมือนกัน แต่ถ้ารุ่มร่ามมากๆก็อาจจะมีมากกว่านั้น

วันนี้ได้เม้นท์ก็เม้นท์ซะ .. ยาวซะ :P
001035
17 เม.ย. 2550 เวลา 04:12 น.
ผมปวดตามาก...

เนื่องมาจากตัวหนังสือมันเล็ก

จนเริ่มทนไม่ไหว

ต้อง copy ไป paste ไป notepad ขยายขนาดแล้วค่อยอ่าน

... สงสัยผมจะสายตาสั้นเกินไปตริงๆ....

...

เข้าเรื่องครับ

ที่โรงเรียนที่ผมสอนอยู่

มีห้องอัดเสียงให้บริการเช่าใช้ พร้อม engineer...

อยู่มาวันนึง ก็มีผู้ชายที่อ้างตัวว่า เป็นคริสเตียน

อยากจะทำเพลง เพื่อถวายในหลวง

เนื่องในโอกาสที่ท่านครองราชย์ครบ 60 ปี

... เอาโปรเจคที่ว่า มาขอคำปรึกษาที่โรงเรียน ...

จนสุดท้าย เขาก็บอกว่า

จะเป็นไปได้ไหม ที่จะขอใช้ห้องอัดฟรีๆ

เพราะนี่เป็นงานที่ทำเพื่อถวายในหลวง...

....

ทำให้ผม กับอาจารย์ใหญ่ ต้องเล่าให้เขาฟัง

ว่า อ.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์

เป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของโรงเรียนนี้

และเคยมาใช้บริการห้องอัดที่นี่

เพื่อทำงานถวาย เช่นเดียวกัน

...แต่อาจารย์แมนรัตน์ จ่ายเงินเต็มค่าจ้าง

ไม่ได้ใช้สิทธิ ในความเป็นผู้อาวุโส

ไม่ได้ใช้สิทธิ ในความเป็นเพื่อนกับเข้าของโรงเรียน

หรือใช้คำอ้างว่า ... นี่เป็นงานที่ทำถวาย ..

....เพื่อที่จะขอลดค่าใช้จ่าย เลยแม้แต่บาทเดียว

แล้วคุณเป็นใคร ?

...

ผู้ชายคนนั้น ก็บ่นกระปอดประแปด

หาว่าพวกผมไม่ยอมช่วยเหลือ...

แล้วก็ยอมกลับไป

...

คาดได้ว่า พนักงานร้าน ที่คุณพูดถึงคนนั้น คงรู้สึกอย่างเดียวกัน

...

และผมคงไม่ได้คิดอะไร ต่างจากคุณซักเท่าไหร่หรอกครับ ^ ^
001876
17 เม.ย. 2550 เวลา 09:21 น.
ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีการรัฐประหาร

ยึดอำนาจและทำลายประชาธิปไตยโดย

กลุ่มคนไม่กี่คนที่อ้างตนว่า ทำเพื่อชาติ



แถมไม่วายมาเบิกงบค่าปฏิวัติไปเป็น

ร้อยๆล้าน ภาษีประชาชน แต่ไม่เคยคิด

จะถามประชาชนก่อนว่า ต้องการอะไร



เหอๆ



คิดแบบคุณเชอรี่ไม่ผิดหรอกครับ

เชื่อเหอะ
สหายดอกหญ้า
17 เม.ย. 2550 เวลา 17:24 น.
OMG!!! O_o'

This entry is absolutely nothing about politics!!!

Dear, my diary isn't Rajdumnern in Pantip na

^^"
002653
17 เม.ย. 2550 เวลา 20:12 น.
For IE users: View > Text Size > Largest

For Firefox users: Ctrl++

:)
002653
17 เม.ย. 2550 เวลา 20:15 น.
555

002079
17 เม.ย. 2550 เวลา 20:37 น.
เคยเรียนวิชาหนึ่งชื่อปรัชญาและเหตุผลอ่ะค่ะ มีเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาให้ถกเถียงกัน คือ หากเรายอมเสียสละสิทธิเสรีภาพส่วนหนึ่งของตัวเราเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่

ในสังคมหนึ่งอาจใช้บรรทัดฐานของประโยชน์กลุ่มเป็นหลักเรื่องนี้ก็คงยอมรับได้ แต่ถ้าบรรทัดฐานคือสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะถูกล่วงละเมิดมิได้นั้น เรื่องนี้ก็ยอมรับไม่ได้

คุยกันไปคุยกันมา.. มาจบลงที่ว่าทำไมกฎหมายถึงต้องมีช่องโหว่.. ส่วนต้องวิชานี้ได้ C+ กลับมา เอิ๊กก..

ps. อ่านจบบวกคอมเม้นต์แล้ว.. ต้องก็รู้สึกว่าถ้าพี่รี่เกิดมาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับสังคม.. (พาวเวอร์..เรนเจอรรร์... sound effect ประกอบ) พี่อ้อมก็น่าจะเป็นนักสมานฉันท์..(คำนี้กำลังฮิต หุหุ)

เอ๊ะ.. ไดวันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะเออ.. คิคิ
002962
17 เม.ย. 2550 เวลา 21:15 น.
(ต้องร่างคอมเม้นท์อยู่สองวัน .. มาเผา)


.

เดี๋ยวเราค่อยมาเม้นท์ค่ะ .. ตอนนี้กำลังเกาะข่าวอยู่ ^^"
001698
¨ ¨
17 เม.ย. 2550 เวลา 21:35 น.
^
^

ร่างอยู่เหมือนกันอ่ะจิ

หุหุ
002962
17 เม.ย. 2550 เวลา 21:37 น.
ป่าว .. ดูข่าวอยู่จริงๆ มีข่าวใหญ่
(ต้อง นี่ไดพี่รี่ .. ไม่ใช่ไดต้อง .. อย่ามาทำเล่นๆนะ โวยวาย.)
001698
¨ ¨
17 เม.ย. 2550 เวลา 21:47 น.
กระอัก.

ขอโต๊ดกั๊บบ.. ม้วนต้วนออกไปเงียบ

มิ้งๆๆ
002962
17 เม.ย. 2550 เวลา 21:50 น.
1. ที่คุณอ้อมพูด ส่วนตัวเห็นด้วยมาก ๆ นะ ว่าอีกด้านหนึ่ง ก็มีสิทธิ์ที่จะพูด จะคิด จะทำ หรือวิจารณ์อะไร ที่มีความคิดแตกต่างจากเรามาก ตราบใดที่ ไม่มารบกวนความเป็นส่วนตัวของเรา มาทำให้ชีวิตเราไม่สงบ หรืออย่างที่อ้อมใช้คำว่า 'ล้ำเส้น' นั่นแหละ ถ้ามีกรณีนั้น เราถึงต้องทวงสิทธิ์เราไง ไม่ว่าเราจะเดือนร้อนมากน้อยหรือไม่ก็ตาม เพราะเราถือว่า การไม่พิจารณาเคารพสิทธิ์คนอื่น เป็นการไม่ให้เกียรติกัน

2. อย่างกรณีคุณผู้หญิงร้านหนังสือ ไอ้ประโยคที่เราจี๊ด ไม่ใช่ประโยคแรก แต่มันเป็นประโยคที่มีการบ่นอุบว่า 'ไม่มีน้ำใจ' ตามมา

3 สำหรับความเห็นต้อง

พี่คิดว่า การเสียสละนั้น มันต้องมาจาก การเต็มใจนะ

ถ้ามนุษย์เราศรัทธาใน equality ของมนุษย์เราด้วยกันเอง เราก็ต้องเชื่อว่า คนอื่น เขาก็คงมีเหตุลที่เขาจะสงวนสิทธิ์ตนแบบนั้น และไม่ควรตัดสินว่า เรื่องที่เราไม่เห็นมันจะเดือดร้อนนักเดือดร้อนหนา ทำไมเขาต้องโวย

ไม่ควรมีไป justify ไง ว่า คนนั้นคนนี้ ทำไมเห็นแก่ตัว ทำไมไม่ทำอะไรเพือส่วนรวม
002653
17 เม.ย. 2550 เวลา 22:42 น.
ถ้าถามเรา .. เราว่าต้องค่อยๆปล่อยวางอ่ะค่ะ เราไม่ได้หมายถึงว่าเลิกเข้าไปช่วยนะคะ แต่แบบอ๋อเขาเป็นอย่างนี้ เพราะแบบนี้นี่เอง (ดูแนวปลงๆ -_-')


เราว่าคนที่ทำอะไรแบบนี้สาเหตุบางครั้งมันเกิดจาก คิด"น้อย"เกินไป บางครั้งมันเกิดจากคิดถี่ถ้วนเกินไป
อย่างเคส เวปตากล้องกะคนคอนโทรล server เราว่าเขาคิดน้อยเกินไป ..

ซึ่งในความคิดเรา คนแบบนี้ควรให้โอกาส เพราะบางทีเขาไม่ได้คิดไม่ดีไง(เราจำการโต้ตอบของคนโพสเวปตากล้องไม่ได้) .. ถ้าพูดดีๆแล้วไม่ฟัง ค่อยพ่นไฟใส่

เพราะแบบนี้บางทีเราโวยไปก่อนแล้วเขาจะยกการ์ดขึ้น ซึ่งบางทีมันแพ้ทั้งสองฝ่าย .. เขาก็จะไม่เห็นแง่ที่เราเห็นและไม่แก้ไขในโอกาสหน้า เราก็โกรธเพราะคิดว่าทำไมเขาไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นคิดหรือเผชิญ


แต่เคสคุณป้า(?)ร้านหนังสือ ออกแนวน่าเกลียดค่ะ คาดว่าคิดเตรียมหาข้ออ้างในการขอส่วนลดมาแล้ว .. คนแบบนี้สมควรโดนด่า จะทำบุญแต่พยายามเสียเงินน้อยที่สุดโดยไม่สนใจว่าใครเดือดร้อน(ที่เขาด่าหรือทำให้คนไม่สบายก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีด้วยซ้ำ กะการที่บอกว่าจะทำบุญ) เพื่อให้ตัวเองได้บุญให้มากที่สุด .. แบบนี้ควร"ด่า" ให้รู้สึกหรือหาทางกลับบ้านไม่ถูก ถ้าอยู่ด้วยจะเดินไปช่วยฉะ 555


เราว่าคุณรี่ไม่แปลกอ่ะค่ะ .. คนเรามีความรักความยุติธรรมต่างกัน คุณรี่จะเป็นแบบเห็นไม่ยุติธรรมก็จะโดดเข้าไปเลยไม่ห่วงตัวเอง นึกออกเลยเวลาเจอคนท่าทางหลงทางหรือหกล้ม คุณรี่ก็จะเดินเข้าไปช่วยโดยไม่ลังเล .. แต่เราจะเป็นประเภทเฉยๆก็โลกมากๆ ถ้าเจอแล้วจะไปช่วยเราก็จะแบบ เอ่อ เขาจะว่าเราไหม .. ช่วยดีไหม ช่วยละกัน

อีกอย่าง เราว่าอาจเป็นเพราะเราเป็นคนที่ทำเรื่องไม่คิดหรือไม่ได้เรื่องมาหลายอย่าง .. เราเจอมาทั้งแบบพูดดีๆรวมถึงสอนแล้วก็ให้โอกาส และแบบว๊ากเลย .. การเรียนรุ้บทเรียนมันต่างกันอ่ะค่ะ
ไม่รู้จะตอบคำถามในใจคุณรี่ได้แค่ไหน :)
001698
¨ ¨
17 เม.ย. 2550 เวลา 22:54 น.
อ่าวเพิ่งเห็นเม้นท์คุณรี่ข้างบน
คิดไงกะเม้นท์เรา บอกได้นะคะ เต็มที่ๆ ^^
001698
¨ ¨
17 เม.ย. 2550 เวลา 22:57 น.
นาน ๆ เราจะเปิดเวที discussion นะ ดีจัง เราชอบแหะ มีความคิดที่หลากหลายดี

เราว่า คนเราทุกอย่าง จะทำอะไรในชีวิต มันต้องรู้จักดูบริบท (context) ไง เรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ใช้ มาตราฐานเดียวกันไปตัดสินทุกสิ่ง ซึ่งอันนี้แหละ เป็นข้อเสียของเรา ที่ยังหาจุดสมดุลย์ที่ออกมาอย่างสวยงาม ยังไม่ได้

อย่างกรณี เห็นคนหกล้ม หลงทาง หรือลำบาก การช่วยเลยโดยตรงทุกครั้ง มันก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกก็ได้ เราควรต้องดูบริบทด้วย เช่น ถ้าเราไปช่วย เราจะ hurt ความรู้สึกเขาเปล่า เขาอาจจะอยากทำอะไรด้วยตนเอง การไปช่วย อาจจะเหมือนเป็นการตรอกย้ำความด้อยของเขาหรือไม่

กรณีร้านหนังสือ เรากลับไม่ให้ความรุนแรง เท่ากับตากล้อง หรือ system admin ที่ปิดระบบ เพราะกรณีนั้น เราถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัว แต่กรณีเวบตากล้อง หรือ system admin เราดันโยงไปถึง เรื่องการผิดจรรยาบรรณ และนี่คือจุดเสียของเราคือ แทนที่เราจะ take ความผิดของเขาเป็นความผิดธรรมดา เราดันใช้ความรู้สึกที่ทนไม่ได้ ที่เห็นคนสายวิชาชีพนั้น วิชาชีพนี้ ผิดจรรยาบรรณ จากความผิดระดับปกติ เพิ่มความผิดเป็นระดับยกกำลังสอง สาม ไปนู่น -_-'

ซึ่งเราก็สงสัยว่า ระดับที่แท้จริง ๆ มันอยู่ตรงไหนกันแน่ มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ? แล้วสุดท้าย เป็นเพราะเราก็เที่ยว justify คนอื่นเหมือนกันใช่ไหม

นั่นแหละ คือการที่เราต้องหาจุด balance ให้กับตัวเอง ในการดำเนินชีวิตต่อไป เราไม่อยากไปเที่ยวทำร้ายใครเกินกว่าเหตุ ในขณะเดียวกัน เราก็คงทนไม่ได้ ที่จะกลายเป็นมองเห็นอะไรที่ไม่ถุกต้อง แล้วปล่อยให้มันผ่านเลยไป โดยไม่รู้สึกอะไร ซึ่งเราก็คงต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิต ปรับตัวเองต่อไป
002653
17 เม.ย. 2550 เวลา 23:51 น.
ตอนเราอ่านก็คิดถึงตอนเป็นนักเรียนเหมือนกันรี่ ..

อดไม่ได้ที่จะคิดว่าตอนนั้นถ้ารู้จักโปรโมทตัวเองหน่อย คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย
ปล. กลับมาเพื่อจะพบว่าวันนี้แต่ละคนเม้นท์กันได้สาแก่ใจจริงๆ lol
001035
18 เม.ย. 2550 เวลา 19:06 น.
นั่นสิคะ ขนาดเราสองคนมานั่งวิเคราะทีหลังแบบ'พยายาม'มีเหตุผล .. เรายังคิดและมองต่างกันเลยค่ะ อันนี้ไม่ต้องพูดถึงเวลาเหตุการณ์มันอยู่ตรงหน้าเน๊อะ :)


.

อืมม พูดถึงเรื่องจรรยาบรรณ เราไม่แน่ใจ แต่เราคิดว่าเมืองไทย ถ้าไม่ใช่คณะที่มีใบประกอบโรคศิลป์ หรือ ใบประกอบวิชาชีพ(เช่นวิศวะ สถาปนิก ไม่แน่ใจว่ามีคณะอื่นอีกหรือเปล่า?) .. แทบจะไม่มีการพูดถึงคำว่าจรรยาบรรณ

ขนาดคนที่ถูกพร่ำสอนเรื่องจรรยาบรรณ จบมาบางคนยังมีทัศนคติต่อวิชาชีพตัวเองแบบฟังแล้วต้องตบ-อกผางเลยค่ะ


ฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าคำว่าจรรยาบรรณเป็นคำไกลห่างจากชีวิตประจำวันของคนส่วนมากอ่ะค่ะ

แค่ทำงานตามหน้าที่ 'Job Description' ก็ยังขี้เกียจกันเลย จะมีความคิดส่วนไหนมาคิดถึงส่วนอื่น .. "ทำให้ก็ดีแค่ไหนละ เรื่องมากจริงๆ จะเอาอะไรอีก"
แต่บางทีเราก็ต้องเข้าใจว่าเขาเจอแบบนี้ซ้ำๆทุกวัน ยิ่งถ้าไม่รักงานคงหน้าบูดเป็นตูดไก่ พูดจาน้องหมาไม่รับประทาน ^^"

อ๊ะ เริ่มหลงประเด็น ..

ปล. เห็นด้วยที่คุณรี่จะเคืองเรื่อง 'ไม่มีน้ำใจ' เพราะจริงๆมันไม่เกี่ยวกับหน้าที่คนขายว่าไม่ลดให้เพราะไม่มีน้ำใจ (เราเข้าใจถูกไหม?)
001698
18 เม.ย. 2550 เวลา 23:06 น.
นั่นแหละครับ...

ไม่อยากจะพูดแบบนี้เลย

แต่ที่เชียงใหม่ เรื่องแบบนี้ เหมือนจะเป็นเรื่องปกติ

...

แต่ยังไง ผมก็ว่ามันไม่ปกติน่ะสิ
001876
19 เม.ย. 2550 เวลา 15:53 น.
we are in diaryis.com family | developed by 7republic