Stephansdom

 

 

 

Stephansdom คือ Cathedral ประจำเมืองเวียนนาค่ะ

Dom ในภาษาเยอรมัน คือ Cathedral ส่วน Stephans คือ Stephen เพราะฉะนั้น Stephansdom คือ Cathedral ที่สร้างขึ้นอุทิศแด่นักบุญ Stepen ซึ่งที่ตั้งของโบสถ์ในปัจจุบัน เคยสร้างเป็นโบสถ์เก่าแก่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 สร้างในสไตล์ Romanesque ต่อมาถูกไฟไหม้ไปในปี 1258 จึงมีการสร้างโบสถ์ใหม่ ในสไตล์ Gothic แต่ยังมีส่วนทางเข้าโบสถ์ด้านตะวันตก กับหอคอยขนาบข้าง Towers of the Heathens (Heidenturme) ที่ยังคงเป็นส่วนหลงเหลือของโบสถ์ดังเดิม

 

รุ้ไหมคะ แวบแรกเลยที่รี่เห็นมหาวิหารแห่งนี้ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า รี่อุทานอะไรในใจ?

"โอ้ แม่เจ้า ทำไมไปกันคนละทิศละทางแบบนี้"

 

สิ่งที่รี่เห็นอยู่ข้างหน้า เป็นอาคาร ที่เหมือนเอาส่วนต่าง ๆ จากคนละทิศ มาแปะรวมกัน หลังคาไปทาง หอคอยอันหนึ่งไปอีกทาง อีกอันมาจากอีกทาง มันช่างดูไม่กลมกลืนเหมือน cathedral อื่น ๆ ที่เคยเห็นเลย เป็นโบสถ์ที่แปลกมาก ก็เหตุเพราะมันผสมทั้ง Romanesque Gothic และยังมี Renaissance จากหอคอยทางฝั่ง transept ทิศเหนือ ... companion tower ... ที่มาต่อเติมโดมแบบ Renaissance ในสมัยหลัง

    

  .......................................

 

แต่เมื่อเดินเข้าไปในโบถ์ สิ่งที่เห็นกับช่างตรงกันข้าม กับการตกแต่งภายนอกที่ดูสับสน เพราะภายในโบสถ์กับมีการแตกแต่งที่ช่างดูกลมกลืนไหลลื่นไปในทางเดียวกัน

 

 

และเมื่อเดินเข้าไป รี่ก็ได้พบกับสิ่งที่ทำให้รี่ใช้เวลากับโบสถ์แห่งนี้นานที่สุด และถ่ายรูปกับสิ่งนี้มากที่สุด นั่นก็คือ Pulpit นี้ค่ะ

 

 

  

มีโอกาสได้เห็น pulpit ที่แกะสลักหรือถูกทำขึ้นแบบอลังการ ตระการตามาหลาย pulpit แล้ว แต่ทำไมหรอ ถึงรู้สึกชอบและสะดุดใจกับ pulpit นี้มาก ๆ คิดว่าที่รู้สึกสะดุดใจ คงเป็นเพราะส่วนที่แปลก และยังไม่เคยเห็นที่ pulpit อื่น ก็คือ ตรงส่วน balustrade ของ pulpit ที่แกะสลักเป็นรูปนักบุญทั้งสี่ (Augustine Ambrose Gregory และ Jerome) ถูกนำเสนอในสไตล์ที่มันไม่ใช่แบบ conventional เหมือนองค์ประกอบส่วนอื่นของ pulpit เลย

รู้สึกพวกเขาเหล่านั้น เหมือนมีตัวตนจริง ๆ แล้วกำลังชะโงกหน้าออกมาจากช่องหน้าต่าง อย่างไร อย่างนั้นเลย รู้สึกเหมือนกันไหมคะ?

งาน pulpit ชิ้นนี้ เป็นผลงานของช่างชื่อ Anton Pilgrim ที่ตัวเขาเอง ได้แกะสลักรูปตัวเองที่ฐานของ Pulpit นี้ด้วย

แล้วเขายังไปปรากฏโฉมที่ฐานของ Organ นี้อีกต่างหาก

 

 

ที่เหลือ ก็เป็นรายละเอียดอื่น ๆ ที่รี่พอไม่ลืม มีกดถ่ายรูปมาบ้างค่ะ  ;)

อันนี้เป็นงาน altarpiece ที่ส่วนของ chancel ทิศเหนือ แสดงพระประวัติของพระแม่มารีผู้บริสุทธิ์ งานชิ้นนี้ทำขึ้นในปี 1447 ตามพระบัญชาของจักรพรรดิ Frederick ที่ 3 สำหรับโบสถ์ Viktring Abbey ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายไปประดิษฐานที่โบสถ์ St. Bernard of Clairvaux แห่งเมือง Wiener Neustadt และท้ายที่สุดมาประดิษฐาน ณ Stephansdom

 

 

ส่วนอันนี้ คืองานปฏิมากรรมชื่อ Maidservant Madonna ตอนที่รี่ดูงานชิ้นนี้อยู่ มีคุณไกด์พานักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเข้ามาชม แล้วก็อธิบาย รี่เลยแอบจับฟังมาด้วย แต่ว่าฟังไม่ค่อยถนัดอ่ะค่ะ คุณไกด์ติดสำเนียงเยอรมันเอามาก ๆ จับความได้ประมาณว่า มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่นับถือของพวก Habsburg มาก เวลาบ้านเมืองเกิดปัญหาอะไร มักจะมาสวดอ้อนวอนให้พระแม่ช่วยปกปักรักษา ประมาณนี้ค่ะ

 

ที่ pilar ต่าง ๆ ตามทางเดินส่วนที่เป็น nave ของโบสถ์แห่งนี้ จะประดับด้วยแท่นบูชาอุทิศแด่นักบุญต่าง ๆ อย่างเช่นองค์พระแม่มารี

 

ส่วนอันนี้ อุทิศแด่นักบุญโจเซฟ

 

ส่วนอันนี้เป็น งานปฏิมากรรมของนักบุญ Oswald ที่เหนือ pillar อันหนึ่ง

 

ส่วนอันนี้เป็นงานแกะสลักที่มุมหนึ่ง ด้านนอกของโบสถ์ค่ะ แสดงเรื่องรวมในพระคัมภีร์ไบเบิล ในค่ำคืนหลังจากพระกายาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) พระเยซูเสด็จไปยังสวน Gethsemane ที่อยู่ตีนเขา Mount of Olives ในกรุงเยรูซาเร็ม เพื่อสวดมนต์ อันเป็นค่ำคืนก่อนที่จะพระองค์จะถูกตรึงกางเขน

 

 

  .......................................

 

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนตัว

เชื่อไหมค่ะ รี่พลาดที่จะได้เข้าไปดูโบสถ์แห่งนี้ 3 วันติดกัน มาทีไร โบสถ์ปิดสำหรับ evening service ทุกที ที่น่าเจ็บใจมาก ก็เพราะว่า วันที่ 3 หลังจากรี่ไปพระราชวังเชินน์บรุนน์ในตอนเช้า เสร็จแล้วรีบวิ่งจู้ดด้วยความเร็วสูง (หมายถึง นั่งรถอะค่ะ แหะ แหะ) มานี่ มาถึงยังเปิดให้เข้าชมภายในอยู่ รี่ดีใจมาก

แต่ว่าท้องร้องจ็อก ๆ หิวมากเลย ก็ลังเลสองจิตสองใจว่าจะเอาอย่างไรดี เพราะถ้ารี่เข้าไปดู รับรองแน่ว่าต้องบ้าใช้เวลานมนานในนั้น แล้วรี่ก็ต้องทรมานต่อไป ในที่สุดเลยตัดสินใจ ออกมาหาอะไรกินดีกว่า จะได้ดูอย่างมีสมาธิ

รีบวิ่งออกมายัง stall ขายไส้กรอกที่จตุรัสหน้าโบสถ์ หม่ำไส้กรอกอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็วิ่งกลับไปที่โบสถ์ ปรากฏว่า เขากั้นไม่ให้เข้าแล้ว

โอ้ อยากร้องไห้เลยค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้น รี่จะกลับบ้านแล้ว และตอนเช้า รี่วางแผนจะไปที่อีกพิพิธภัณหนึ่ง เลยต้องตัดสินใจ วันรุ่งขึ้น เปลี่ยนแผน มาที่โบสถ์นี้เป็นสิ่งแรกของวันเลย เพราะรี่สำนึกผิด รู้สึกที่พลาด ไม่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชม เพราะโดนเบื้องบนท่านลงโทษ เพราะรี่เหมือนไม่เห็นความสำคัญของโบสถ์แห่งนี้ มักมาถึงยามเย็นแล้วหรือมัวแต่ห่วงกินไส้กรอกมากกว่าจะได้เข้าไปในโบสถ์

แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น รี่เลยไม่ยอมกินข้าวเช้าอะไรทั้งนั้น ออกจากที่พักมา ตรงแน่วมาที่ Stephansdom เป็นสิ่งแรกเลย แล้วในที่สุดก็ได้ชมโบสถ์นี้สมใจค่ะ ^^

Last but not least ...

พี่น้องค่ะ stall ขายไส้กรอกที่แถวจตุรัส Stephansplatz อร่อยมาก ถึงมากที่สุดค่ะ พี่ที่ขายไส้กรอกก็ภาษาอังกฤษเป็นเยี่ยมค่ะ สื่อสารกันรู้เรื่องเป็นอย่างดี ใครแวะเวียนไป ต้องไปอุดหนุนให้ได้เลยนะค่ะ ^^

อ้อ แล้วสั่งกินกับ gherkin ด้วยค่ะ gherkin เขาอร่อยสุดยอดดดดดดดด

ว่าแต่ gherkin ในภาษาเยอรมัน เขาเรียกว่าอะไรคะ? แต่ดีที่คุณพี่ขายไส้กรอกเขาเข้าใจว่ารี่หมายถึงอะไร

 

 

เกี่ยวกับเพลง

ท่วงทำนองเพลงที่สุดแสนจะคุ้นหูกันดีอันนี้ คือ cantata หมายเลข 140 ของ Bach ค่ะ ที่ชื่อ Wachet auf, ruft uns die Stimme (ประโยคแรก ของ movement แรก ในเนื้อเพลงของ cantata นี้) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ในภาษาอังกฤษว่า Sleepers Awake

เนื้อเพลงใน movement แรก ในภาษาอังกฤษว่าไว้แบบนี้ค่ะ

"Sleepers, wake!" the watch cry pealeth,
while slumber deep each eyelid sealeth:
Awake, Jerusalem, awake!
Midnight's solemn hour is tolling,
and seraph-notes are onward rolling;
They call on us our part to take.
Come forth, ye virgins wise:
the Bridegroom comes, arise!
Alleluia!
Each lamp be bright with ready light
to grace the marriage feast tonight.

เนื้อเพลงมาจากเรื่อง The Parable of the Ten Virgins ซึ่งเป็นเรื่องเล่าแฝงคติธรรมโดยพระเยซูคริสต์ บันทึกในกอสเปลของนักบุญแมทธิว (Matthew 25:1-13) ซึ่งเล่าถึง หญิงสาวทั้งสิบคน ที่กำลังเตรียมเข้าร่วมพิธีแต่งงาน ได้ถือตะเกียงน้ำมันมาจุดรอการมาของเจ้าบ่าว ในจำนวนนี้ มีหญิงสาวห้าคน ที่ฉลาดพอที่จะนำน้ำมันสำรองมาด้วย ขณะที่อีกห้าคนที่เหลือ เอามาเพียงแต่ตะเกียง แล้วเมื่อเจ้าบ่าวมาสาย เหล่าหญิงสาวที่ไม่ได้เตรียมน้ำมันมาด้วย จึงต้องออกไปเดินหาซื้อน้ำมัน ในระหว่างนั้น เจ้าบ่าวก็มารับหญิงสาวที่เตรียมน้ำมันมา ให้ไปร่วมงาน

คติธรรมที่แฝงในนิทานนี้ คือ การให้เฝ้าเตรียมพร้อมรอการกลับมาของพระคริสต์ (The Second Coming of Christ)

 

 

หูย ห้าทุ่มกว่าแล้วค่ะ เหอ เหอ มัวแต่อัพได บ้านช่องไม่ต้องกลับ ข้าวปลาไม่ได้กิน

ไดอีสรวนเอา รวนเอา รี่กว่าจะเขียนไดหน้านี้ได้ เจ๊งแล้วเจ๊งอีก

ประสาทจังค่ะ เวลาเข้าไดอีสได้ปกติดี ๆ ไม่ค่อยนึกอยากจะอัพไดอารี่ เวลาไดอีสล่ม ๆ กลับทู่ซี้อัพเอา อัพเอา

กลับบ้านหาข้าวกินแล้วค่ะ

ราตรีสวัดสิ์ นอนหลับฝันดีกัน
002653
4 ก.ค. 2550 เวลา 05:05 น.
รู้สึกว่า...

อยากจะไปเห็นด้วยตาตัวเอง...สักครั้ง...

...

ดูแล้วไม่แปลกเลย ที่จะเกิดสงครามศาสนา

เพราะคนทำเพื่อศาสนา

กันถึงขนาดนี้....
001876
4 ก.ค. 2550 เวลา 05:05 น.
แวะเข้ามาเยี่ยมชมครับ เห็นในรูปแล้วอยากจะไปบ้างครับ เป็นคนโสดนี่มันดีแบบนี้นี่เอง ของผมคงต้องรออีกนานกว่าลูกจะโตถึงจะได้โผบินตามใจตัวเอง เฮ้อ
C.A.B.
5 ก.ค. 2550 เวลา 01:40 น.
^__^

อ่านบลอกคุนรี่เหมือนอ่านประวัติศาสตร์ยุโรปเลยอ่ะ โดยเฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรม ชอบชอบ แต่

สารภาพเลยว่าดูได้แต่ว่าชอบไม่ชอบ สวยไม่สวย แต่บอกรายละเอียดของมันไม่เป็นเลย

อ่านแล้วทำให้มีความรู้เยอะเลยคะ

ดีดี

ปล. อยากกินไส้กรอกรอร่อยมั่งจัง

Gift
6 ก.ค. 2550 เวลา 10:40 น.
we are in diaryis.com family | developed by 7republic