Ah, I'm here now

 

ในแต่ละทริป รี่จะมีเป้าหมายสำคัญ ว่าทำไมรี่ถึงไปประเทศนั้น ประเทศนี้ ส่วนสถานที่อื่น ๆ ถือว่า เป็นส่วนเสริมที่ได้เพิ่มเข้ามา

สำหรับประเทศออสเตรีย intention อันแท้จริงของรี่ ไม่ใช่ Salzburg หรือ Vienna แต่อยู่ที่นี่ค่ะ ... เมือง Melk

 

..........................................................

 

รี่ได้ยินเมืองนี้ครั้งแรก เมื่อหลายปีก่อนนู้น (ออกเสียงนู้นยาน ๆ หน่อยนะค่ะ เพราะมันนานมากแล้ว:P) ผ่านตัวละคอนที่เป็นพระที่ชื่อ Adso แห่ง Melk จากหนังสือ The Name Of The Rose ของ Eco ซึ่งทำให้รี่อยากรู้ว่า เมืองนี้มันอยู่ที่ไหน ส่วนไหนของโลกแน่

แล้วจึงได้รู้ว่า Abbey ที่ Melk นี้เป็นพระอารามของพวกคณะบาทหลวง Benedictine ที่เก่าแก่มาก ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 และหอสมุดของพระอารามแห่งนี้เป็นแหล่งสำคัญในการเก็บและผลิตพวก manuscript ต่าง ๆ ในยุคกลาง ซึ่งคงจะคับคล้ายคับคลากับอารมณ์ของหอสมุดเขาวงกตในนิยาย (แต่ในนวนิยายเอง Eco มิได้ระบุแน่ชัดว่า พระอารามต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ไหน)

 

.......................................

 

ตัวพระอารามตั้งอยู่บนเขา กินเนื้อที่กว้างใหญ่มาก ถ้าได้เห็นรูปพระอารามแห่งนี้จากมุมสูง จะเข้าใจความอลังการค่ะ ลองหาดูใน google นะค่ะ เพราะรี่ลืมถ่ายมา แหะ แหะ ^^"

อันนี้เป็นทางเข้าของพระอารามแห่งนี้ค่ะ

 

มีป้ายระบุว่าเป็น UNESCO World Heritage Site อยู่ด้านหน้า

 

เมื่อผ่านเข้าไปแล้ว จะพบกับลานเล็ก ๆ และ facade ด้านทิศตะวันออก 

ที่หน้าจั่วของหลังคา ประดับด้วยกางเขนที่จำลองจาก กางเขนแห่ง Melk ที่เป็นสมบัติล้ำค่าของพระอารามแห่งนี้  ส่วนที่เขียนไว้บนหน้าจั่วคือ 'absit gloriari nisi in cruce' ซึ่งหมายถึง Glory only in the cross เป็นการสื่อถึงความสำคัญของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ที่เป็นที่เก็บสัญลักษณ์แห่งการไถ่บาป

ใต้ balcony จะเป็น coat of arms ของพระอารามแห่งนี้ ซึ่งก็คือ รูปกุญแจสองดอกที่ไขว้กันเป็นรปกางเขน บน background สีฟ้า ส่วนด้านข้าง balcony เป็นรูปปั้นของนักบุญปีเตอร์ และนักบุญพอล ซึ่งเป็นนักบุญพิทักษ์พระอารามแห่งนี้

 

พอเดินผ่านตรงนี้เข้าไป ก็จะพบกับลาน Prelate's Courtyard ส่วนโดมที่เห็นข้างหน้า เป็นโดมของโบสถ์ของพระอารามแห่งนี้ค่ะ

 

.......................................

 

ส่วนหลักที่เปิดให้เข้าชมของพระอารามแห่งนี้ ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติความเป็นมาของพระอารามค่ะ

อันนี้เป็นบันได Imperial Staircase  ซึ่งนำไปสู่ส่วนของตึกที่เรียกว่า Imperial Chambers ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน   

 

อักษรที่เขียนบน cartouche ข้างรูปปั้น เขียนไว้ว่า constantia et fortitudine (through perseverance and courage) ซึ่งเป็น motto ประจำองค์จักริพรรดิ์ Chalres ที่ 6 ที่เป็นองค์อุปถัมภ์ของพระอารามในยุคบาโร้ค

ส่วนอันนี้ เป็น manuscript  'The Rule of St Benedict' ซึ่งยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ สำหรับพระสงฆ์คณะเบเนดิคทีน

 

อันนี้เป็นรูปปั้นจำลองนักบุญ Benedict ผู้ก่อตั้งคณะบาทหลวง Benedictine ซึ่งพระอารามส่วนใหญ่ในศาสนาคริสต์ยุคกลาง จะยึดถือแนวปฏิบัตินี้

  

 

จบจากส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ก็จะมาพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ ที่ใช้จัดงานเลี้ยง เรียกว่า Marbel Hall แต่โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ห้องโถงทั้งหมดนี่ ทำจากหินอ่อนนะค่ะ มีเฉพาะแค่ส่วนของหน้าจั่วเหนือประตูและกรอบประตูเท่านั้นที่เป็นหินอ่อนจริง ๆ

 

 

 

ออกจากห้องโถงนี้ ก็จะเป็นระเบียง ที่เชื่อมต่อไปที่อีกปีกหนึ่งของตึก บนระเบียงนี้ จะมองเห็นวิวทั่วเมือง Melk เลยอะค่ะ

 

 

อันนี้ก็แม่น้ำดานูบที่ไหลผ่านเมือง Melk

 

จากนั้นก็จะเข้าส่วนที่เป็นหอสมุดของพระอารามแห่งนี้

   

 

เป็นส่วนเดียวของการชมพระอารามแห่งนี้ ที่ทำให้รี่ตาโต หายง่วงนอนได้มากที่สุด หันไปทางไหน ก็รู้สึก ตื่นตา ตื่นใจไปหมด

จากนั้นก็จะเข้าสู่ส่วนที่เป็นโบสถ์ของพระอารามแห่งนี้ เป็นโบสถ์สไตล์บาโร้ค เหมือนกับส่วนอื่น ๆ ที่เห็นมาก่อนหน้านี้ของพระอารามแห่งนี้ค่ะ

 

 

ช่วงที่เข้ามาที่โบสถ์แห่งนี้ มี service พอดีค่ะ รี่เลยไม่ได้กล้าไปเดินซอกแซกมากมาย

 

 

 

   

.......................................

 

สารภาพเลยว่า แอบผิดหวังกับพระอารามแห่ง Melk ค่ะ ทุกอย่างมันถูกสร้างขึ้นมาในยุคหลัง (รู้สึกพระอารามดั้งเดิมจะถูกไฟไหม้ไปนะค่ะ ถ้าจำไม่ผิด) เป็นสไตล์บาโร้คไปหมด ซึ่งโดยส่วนตัว รี่ไม่ชอบค่ะ อย่างเช่น ไม่ชอบโบสถ์ที่แต่งแบบอลังการดูหรูหรา หันไปทางไหน ก็สีทองอร่ามหมด ดูราวกับพระราชวัง มากกว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ไม่มีอีกแล้วค่ะ อารมณ์กอธิค อลังการแบบขรึม ๆ ที่เหมือนแฝงไปด้วยรัศมีแห่งศรัทธา :'(

อนาคตข้างหน้า ถ้ามีโอกาส รี่ขอกลับไปเยี่ยมโบสถ์ที่ Chatres อีกรอบดีกว่าค่ะ อันนั้นถึงค่อยเป็นสไตล์ที่รี่หลงใหลหน่อย

.......................................

 

แต่อย่างไรก็ตาม รี่ก็ตื่นเต้นค่ะ ที่ได้มาถึงที่ Melk และคนแรกที่รี่นึกถึงเลย คือ คุณบิกค่ะ และเป็นคนแรก ที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนโปสการ์ดถึง ...

 

'ในที่สุด ชั้นก็ได้มาถึงพระอารามแห่ง Melk แล้ว'

 

.......................................

 

จบจากชมพระอาราม รี่ก็สองจิตสองใจ ว่าจะทำอะไรต่อดี ตอนแรกคิดว่า อาจจะไปล่องเรือตามแม่น้ำจาก Melk ไป Krems แล้วค่อยขึ้นรถไฟกลับไป Vienna จาก Krems

เส้นทางแม่น้ำดานูบจาก Melk ไป Krems เขาว่าสวยงาม โรแมนติกมาก แต่รี่แหงนดูท้องฟ้า แล้วก็คิดว่า ถ้าขืนไป สงสัยได้โรแมนกระติกกับสายฝนแน่ ๆ

เลยตัดสินใจไปปราสาท Schallaburg ที่อยู่ไม่ห่างออกไปจาก Melk

 

.......................................

รถ shuttle bus ที่จะไป Schallaburg มี 3 รอบต่อวัน มีคนบอกให้รี่ไปรอหน้าสถานีรถไฟ รี่ก็รอ ร้อ รอ ก็ไม่เห็นว่า มันจะมีรถบัสคันใหญ่ ๆ ที่ไหนมาที่ป้าย ที่ดูเหมือนจะไป Schallaburg

ใกล้เวลารถรอบบ่ายโมง มีผู้หญิงคนหนึ่ง มาพูดภาษาเยอรมันอะไรกับรี่ไม่รู้ งงอยู่สักพัก คุณผู้หญิงก็พูดอังกฤษแทบไม่ได้ด้วย หลังจากมั่ว ๆ อยู่พักใหญ่ สรุปว่า รถตู้ที่จอดอยู่ข้างหน้ารี่มานมนาน นั่นแหละ Shuttlebus ไป Schallaburg ซึ่งไม่มีผู้โดยสายคนอื่นเลย นอกจากรี่ ส่วนคุณผู้หญิงที่ว่า ก็คือคนขับ

รู้สึกมันแหม่ง ๆ แปลก ๆ แล้วก็เริ่มฟุ้งซ่านไร้สาระ

'รถตู้บ้าเนี่ย มันใช่รถไป schallburg จริงอะ'

'ทำไมไม่มีใครไปเลยวะ'

'คุณคนขับเนี่ย จะพาเราไป Schallburg หรือไปหมกพงที่ไหนรึเปล่า' 

อย่างไรก็ตาม รี่ก็ตามเธอไปค่ะ

เส้นทางจาก Melk ไป Schallaburg น่ารักดีค่ะ ถนนมันโค้ง ๆ ยังไงไม่รู้ มีผ่านทุ่งดอกทานตะวันด้วย แล้วแดดก็ออกเปรี้ยง อากาศกลับมาแจ่มใส่ซะงั้นอะค่ะ

ไม่นานก็ถึง Schallburg เป็นปราสาทยุค Renaissance ค่ะ ที่ทุกวันนี้ รี่จบจากทริปนี้ ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า คิดถูกหรือผิดเนี่ย ที่เลือกไป Schallaburg แทนที่จะไปล่องเรือแทน

 

 

ไม่แปลกใจเลยค่ะ ที่ทำไม ไม่มีใครมา ก็เพราะมันไม่มีอะไรเลยนะสิค่ะ >.<

 

ส่วนที่น่าทึ่งของปราสาทแห่งนี้ ก็เห็นจะมีแต่ arch ที่เห็นที่ระเบียงชั้นสองของประสาท ที่ทำจากดินเผา เป็นรูปต่าง ๆ ประมาณ 400 ชิ้น ทำขึ้นในระหว่างปีค.ศ. 1572 - 1573

รี่เลยได้แต่ฆ่าเวลา กว่าคุณคนขับมารับ อีกสามชั่วโมงถัดไป ด้วยการถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยอะค่ะ

 

 

 

 

 

รี่ชอบสามรูปล่างนี้เป็นพิเศษแหละ ไม่รู้ทำไม ...

 

 

 

 

 

.......................................

ตัวปราสาท ปัจจุบันใช้เป็นที่จัด exhibition เกี่ยวกับสงครามครูเสดค่ะ ดูน่าสนใจมาก มีการแสดงพวกอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในยุคสมัยนั้น ศาสตราวุทธที่ใช้ในการรบ หรือแม้แต่พวกวิทยาศาสตร์ที่ได้มาจากพวกอาหรับในยุคสมัยนั้น เช่นทางสาขาพวกดาราศาสตร์

ทุกอย่างน่าจะดีหมดค่ะ ยกเว้น ถ้ามันจะมีภาษาอังกฤษช่วยบรรยายด้วย :'(

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า รี่จะใช้เวลาเดินดู exhibition จบด้วยเวลารวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับปกติทุกที

ดู exhibition ก็แล้ว ถ่ายรูปจนเบื่อก็แล้ว ก็ยังไม่ถึงเวลารถจะมา และเลยเป็นที่มาของเค้กชิ้นนี้ กับกาแฟถ้วยนี้ค่ะ

 

 

ตากแดดสบาย ๆ ยามบ่าย จิบกาแฟหอม ๆ กับเค้กที่อร่อยมาก มันก็ไม่เลวร้ายเกินไปที่ได้มานิ

:)

 

เกี่ยวกับเพลง

รู้ตัวนะค่ะ ว่าเปิดเพลงได้สะเหร่อมาก ช่างไม่เข้ากับเนื้อหาเอนทรีนี้เลย >.<~

แต่วันนี้อากาศที่อังกฤษ ผ่านเมฆหมอกฝนชั่วร้ายไปเรียบร้อยแล้วค่ะ หลังจากที่มันครอบคลุมมาเป็นเวลาอันยาวนาน แล้วในวันอากาศแจ่มใสแบบนี้ รี่อยากฟังเพลงนี้ กับการนั่งจิบกาแฟยามบ่ายค่ะ

^^

we are in diaryis.com family | developed by 7republic