I'm not Shakespeare

 

ช่วงนี้แทบไม่ได้เข้าออฟฟิศเลย แต่เมื่อวานมีสาย (คุณออม) รายงานข่าวมาจากออฟฟิศให้ฟัง ได้ยินแล้วตกใจมาก

เป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งในภาค ที่เห็นหน้ากันผ่าน ๆ เวลาไปทานข้าวกลางวันที่โรงอาหาร ปรากฏว่า นักศึกษาคนนี้ เลิกเรียน บินกลับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว เพราะสอบ 9-month ไม่ผ่าน

อธิบายก่อนนิดหนึ่ง เผื่อคนไม่คุ้นกับระบบการเรียนที่นี่นะค่ะ

9-month ที่ว่า คือการสอบครั้งแรก ของการเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่นี่ จริง ๆ มันก็ไม่ได้เก้าเดือนเสมอไปหรอก ขึ้นอยู่กับแต่ละภาค แต่ละมหาวิทยาลัยด้วย แต่สรุปคือ เป็นการสอบครั้งแรก ภายหลังเริ่มเรียนมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ที่จะมีการสอบครั้งถัดไปอีกอัน ซึ่งจะสำคัญมากกว่า (มั้ง ?) อันนั้นจะเรียกการสอบ transfer เพื่อข้ามเป็น PhD candidate

ในความคิดของรี่ (และคิดว่าของนักศึกษาทั่วไปที่นี่ด้วย) 9-month มันเป็นการสอบที่ไม่มีอะไรเท่าไร examiner ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาคาดคั้น ถามคำถามอะไรแบบจะเอาให้ตาย (แต่ตอนรี่สอบ เจออาจารย์ร็อบ ปาเข้าไปเกือบสองชั่วโมง -"-) เพราะจุดมุ่งหมายของ 9-month คือแค่อยากเห็นนักศึกษามีความรู้เบื่องต้น ในเรื่องที่จะทำ ก็เท่านั้นแหละ

ส่วนใหญ่ จะผ่านกัน มีส่วนน้อยบ้างที่ตก แต่ก็มักเปิดโอกาสให้ยื่นส่งรายงานใหม่ และขอสอบใหม่ได้ ภายในกี่เดือนก็ว่ากันไป

แต่รายนี้ งงมากว่า ทำไมถึงขนาดตกแบบไม่มีโอกาสแก้ตัว แล้วต้องเลิกเรียนไปเลย และอีกอย่างคือ รี่กะคุณออม ตัดสินเขาจากที่เห็นภายนอก คิดว่าเขาน่าจะเป็นพวกมีชั่วโมงบินในการทำรีเสิรชมาพอสมควร

เลยช็อคมากกับข่าวนี้ ไม่รู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นในห้องสอบ เห็นชื่อ examiner ก็เดาเอาว่า น่าจะโหด แต่ไม่นึกเลยว่า มันจะเป็นถึงขนาดนี้

เฮอ ... เศร้าใจกับพ่อหนุ่มคนนั้นด้วยจริง ๆ

 

..................................................

 

ช่วงที่ผ่านมา มักคิดว่าตัวเองไม่ได้เครียดอะไร แต่ดูเหมือนจะหลอกตัวเองไม่มิดแหะ ลึก ๆ แล้วมันเครียดอยู่ข้างในแหงม ๆ เพราะร่างกายมันแสดงออกเลย สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเนี่ย สารพัด ...

ทานข้าวไม่ลง ไม่อยากทานข้าวซะงั้น

แผลในปาก ที่ไม่ได้เป็นมาเป็นชาติแล้ว ผุดขึ้นมาเต็มปากเลย ยิ่งทำให้ไม่อยากกินข้าวหนัก

คลื่นไส้บ่อยมาก อยากจะอาเจียนอยู่ตลอด

ง่วง แต่นอนไม่หลับ นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ

ฯลฯ

 

..................................................

 

วันก่อนนั่งนึกถึง คุณเบน ขึ้นมาได้กะวลีอมตะของพี่แก

คุณเบน อยู่ออฟฟิศเดียวกับรี่ ก่อนหน้านี้ suffer มาก ๆ กับการเขียน thesis  ชนิดที่ว่า ขนาดไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว อาศัยเท่าที่สังเกตเห็น และขนาดบุคลิกเขาภายนอกจะดี้ด้าไปเรื่อย แต่ sense ได้เลยว่า ลึก ๆ เนี่ย เครียดมาก

ซุปคุณเบนเนี่ย ที่สุดแห่งที่สุดจริง ๆ สามารถทำคนประสาทเสียได้วันละแปดสิบรอบ demanding มากและเรื่องบางเรื่อง มันงี่เง่าล้วน ๆ ขนาดรี่ไม่ได้เป็นเด็กในที่ปรึกษาเขา แค่นั่งออฟฟิศเดียวกับพวกเด็กเขาหลายคน ได้ฟัง ได้เห็น เวลาเข้ามาสั่งคนคนนู้นทำอย่างนั้น คนนั้นทำแบบนี้ เห็นแล้วยังเกือบประสาทกินตามเลย -"-

วันหนึ่งคุณเบนมีนัดกับซุป เรื่อง thesis ที่ส่งไปให้อ่าน พอเลิก meeting กลับมาออฟฟิศ เดินปึง ๆ ปัง ๆ โครมครามเขามา ตรงดิ่งไปหาเพื่อนอีกคนหนึ่งพร้อมกับประกาศลั่นว่า

"กรูไม่ใช่เชคสเปียร์นะเว้ยยย!!"

แอมก้มหน้าหงุด ๆ กลั้นหัวเราะเต็มที่ 555+

เดาว่า คงโดนมาเต็ม ๆ กลับมา ถึงปี๊ดแตก ซึ่งผิดวิส้ยคุณเบนจอมดี๊ด๊ามาก

 

..................................................

 

เมื่อกี้ไปเจอกระทู้หนึ่งในพันทริปมา กระทู้ที่ว่า เป็นกระทู้เดือด และไม่พ้นเรื่องแฉ ๆ อีกตามเคย อ่านแล้วก็อึ้งทึ่งหลายอย่าง เปิดโลกทัศน์มากมาย ไม่รู้มาก่อน ว่าเขามีกันแบบนี้ด้วย ...

เนื้อความของกระทู้ เขากล่าวหาคนคนหนึ่ง ที่เป็นขาประจำในห้องนั้นว่าเป็นจอมหลอกหลวง ใช้หลาย login เพื่อเขียนและชงกันเอง แล้วยังมีหลังไมค์ เที่ยวส่ง personal message ไปคุยกับสาว ๆ ไปทั่ว ยุให้รำ ตำให้รั่ว

-"-

อ่านแล้วก็แปลกใจว่า บอร์ดอย่างพันทริปเนี่ย มันก็มีแค่พวกกระทู้ให้แสดงความคิดเห็น แสดงในกระทู้จบ ก็ไม่เห็นว่ามันน่าจะมีอะไรต่อ ถึงขนาดต้อง add msn คุยกันให้ว่อน หลังไมค์กันให้ทั่ว นินทาคนนั้น นินทาคนนี้ อ่อยสาว จีบหนุ่ม ฯลฯ

อ่านแล้วงงกะทั้งสองฝั่งมาก ฝั่งหนึ่ง ก็ทึ่งในความโรคจิต (ถ้าทำแบบนั้นจริง) ที่บ้าปลอมตัว มาชงตัวเอง ส่วนอีกฝั่ง ก็งงว่า แล้วไปหลงเขาแตทีแรกได้ไงกัน แค่รู้จักผ่านการแสดงความคิดเห็นในกระทู้เนี่ยอะน่ะ !?!

สมมุติว่า รี่ไปแสดงความคิดเห็นที่ดูดีที่ไหนสักกระทู้หนึ่ง  หรือไปคุย msn กับใคร แล้วพูดจาสุภาพ มีเหตุมีผล นั่นสามารถทำให้คนที่พบเห็นผ่านตัวอักษรเหล่านั้น สามารถเชื่อได้ว่า รี่เป็นคนดี น่ารัก?  ยีสิบสี่ชั่วโมงและทุกช่วงจังหวะของชีวิต เธอจะมีเหตุผลตลอดเวลา? ไม่เคยงี่เง่าเลย?

ตัวหนังสือ คือตัวหนังสือ เขียนอะไรดูดี ก็เพราะมันผ่านการไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของการสื่อสารในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ถ้านิยมชมชอบ ก็นิยมชมชอบแค่ความคิด หยุดตรงนั้นก็พอ ไม่ต้องเลยเทิดไปถึงตัวบุคคลด้วย น่าจะดีกว่า กระมัง?

ในขณะเดียว ลองมองย้อนกลับ ...

กรณีที่เป็นแบบความคิดเห็นอึ้งทึ่ง หลุดความถูกต้องขึ้นพื้นฐานที่ยอมรับกันในสังคมแบบสุด ๆ  เราจะสามารถตีความได้ไหมว่า ... โอ้ นี่ขนาดมีเวลาคิด ไตร่ตรอง ก่อนจะพิมพ์อะไรออกมานะ ยังแสดงความคิดเห็นแบบนี้ออกมาได้ แล้วตัวตนจริงจะขนาดไหนเนี่ย!?!

ถ้าให้ความยุติธรรม ก็ต้องคิดว่าหลายสิ่งบทโลกนี้ บทกลับไม่จำเป็นต้องเป็นจริง ... เห็น A สรุปเป็น B เห็น B ไม่จำเป็นต้องโยงไปถึง A ก็ได้ จริงไหม?

ว้า วันนี้โม้มาก ไปแล้วดีกว่าค่ะ นอนหลับฝันดีค่ะ

 


Concerto for two mandolins in G major, RV 532
ประพันธ์ Antonio Vivaldi
เชลโล Yo-Yo Ma
เสียง Bobby Mcferrin
 

เกี่ยวกับเพลง

จากสอง mandolin แปลงมาเป็น หนึ่ง cello หนึ่ง voice ได้เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งของเพลงบทนี้ เป็นการดัดแปลที่น่าสนใจดีเนอะ ว่าไหม?

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic