ร้านหนังสือที่รัก

 

ไม่ได้มีโอกาสเดินเข้าร้านหนังสือใหญ่ ๆ นานมากแล้ว พอดีเมื่อวันก่อน แวะไปแถว Piccadily เลยแวะเข้าไปร้านหนังสือ Waterstone's ตรงแถวนั้น อันเป็นเหตุให้รี่มีเรื่องเจ๊าะแจ๊ะมาเขียนในไดอารี่ ;)

ขอให้ข้อมูลนิดหนึ่งนะคะ เผื่อคนไม่คุ้นเคย

Waterstone's เป็นหนึ่งใน chain ของร้านหนังสือในสหราชอาณาจักรค่ะ ส่วน chain อื่น ๆ ก็ได้แก่

Borders  chain อินเตอร์ พบในหลากหลายประเทศ

Book etc.  อันนี้ เจ้าของเดียวกับ Borders

W H Smith อันนี้จะเก่าแก่กว่า Waterstone's มาก W H Smith เติบโตมาจากการตั้งแผงขายหนังสือพิมพ์ตามสถานีรถไฟ แม้แต่ทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นร้านหนังสือของ W H Smith เคียงคู่ประจำอยู่เกือบทุกสถานีรถไฟหลัก ๆ ทั่วประเทศนี้

Blackwell อันนี้ค่อยเก่าแก่สมน้ำสมเนื้อกับ W H Smith หน่อย  Blackwell มีต้นกำเนิดที่เมือง Oxford ค่ะ และเป็นร้านหนังสือที่มีความเป็นวิชาการค่อนข้างมาก เพราะนอกจะขายหนังสือทั่วไปแล้ว ก็ยังเน้นขายพวกหนังสือเฉพาะทางทางสาขาวิชาต่าง ๆ

อ้าว เม้าท์เรื่อยเปื่อยไปไกล  ทีนี้ขอกลับมาเรื่องการไปร้านหนังสือที่ว่าของรี่ต่อค่ะ ^^"

Waterstone's สาขา Piccadilly เป็นสาขาที่ใหญ่อลังการงานสร้างมาก ประกอบด้วยทั้งหมด 5 ชั้น เดินกันไม่ทั่วเลยเชียว ความใหญ่โตของมันได้เครดิตว่า เป็นร้านหนังสือที่ใหญที่สุดในยุโรป

 

Waterstone's สาขา Piccadilly
(Photo by http://www.urbanpath.com )

 

อันที่จริง เจตนาแรกที่แวะเข้าไป เพื่อกะเข้าไปฆ่าเวลาสักแป๊บ เพราะข้างนอกฝนมันตก ไป ๆ มา ๆ หายไปในนั้น สองชั่วโมงอ่ะค่ะ แล้วเป็นสองชั่วโมงที่รู้สึกเหมือน Alice ในดินแดนมหัศจรรย์มาก

สงสัยว่า จะคุ้ยเคยกับการสั่งหนังสือออนไลน์จนเคยตัว ขาดแคลนอารมณ์ที่ได้เห็นชั้นหนังสือใหญ่โต ที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ หนังสือ และหนังสือ ได้มีโอกาสหยิบเล่มนั้น เล่มนี้ ขึ้นมาพลิก มาดู มาอ่าน ได้สัมผัส ได้สูดกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์

โอ้ พระเจ้า จอร์จ มันเป็นความรู้สึกที่แจ่มจริง ๆ ค่ะ :)

วันนั้นเจอหนังสือที่อยากได้เยอะมาก แต่ที่กรี้ดที่สุด คงเป็น หนังสือของอกาธา คริสตี้ ฉบับ Fascimile Edition ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วค่ะ

เป็นการเอานิยายของคุณยายแก มาตีพิมพ์ใหม่โดยเลียนแบบให้หมือนฉบับแรกที่ตีพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นปกด้านนอก การเรียงเนื้อหาด้านใน ลักษณะตัวอักษรที่ตีพิมพ์ ที่ยังเป็นตัวอักษรคล้ายตัวอักษรพิมพ์ดีด โอ้ คลาสิกมาก ๆ

 

     หน้าปกฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกของ The Mysterious Affair At Styles ซึ่งเป็นนวนิยายเรื่องแรกของคุณยายอกาธา ที่ตีพิมพ์ค่ะ
(Photo by Wikipedia)

 

รี่ก็จำชื่อพวกหนังสือที่อยากได้ แล้วก็กะว่า เดี๋ยวกลับถึงบ้าน จะไปสั่งซื้อ แต่พอก้าวเดินออกจากร้านหนังสือ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของรี่

"ตายแล้ว!!! เดี๋ยวนี้เธอเห็นร้านหนังสือ เป็นแค่โชว์รูมแล้วหรือเนี่ย"

เกิดความรู้สึกผิดในใจขึ้นมาค่ะ เหมือนไปโกงร้านเขาไงไม่รู้ -"-

ร้านหนังสือ ทำให้รี่ได้เปิดโลกทัศน์เจอหนังสือเหล่านั้นที่อยากได้ แต่รี่ดันไม่อุดหนุนร้านเขา เพราะว่า รู้ดีว่า มันแพงกว่าสั่งซื้อในอินเตอร์เนทอะค่ะ

จริง ๆ รี่ก็ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านมาเล่มหนึ่งนะ เป็นหนึ่งสือหนึ่งในชุด Art&Architecture ของสำนักพิพม์ Konemann เล่มที่ซื้อเป็นเล่มของ Andalusia

แต่ขอสารภาพค่ะ ที่ซื้อ เพราะรี่รู้ว่า   เล่มนี้มันหาไม่ได้ในเนทแล้ว ถึงได้ก็ไม่ถูกกว่าที่ได้มา เพราะมันหายาก ต้องอาศัยเจอในร้านหนังสือแบบผะเอิ้นเผอิญเหมือนที่รี่เจอ ที่ร้านเขา ก็มีหลงเหลือติดอยู่แค่เล่มเดียวค่ะ รี่เลยดี้ด๊าเลยคว้ามับไปจ่ายตังค์ ^^"

 

............................................

 

เลยทำให้หวนนึกถึงหนังเรื่อง You've Got Mail ยังไงไม่รู้สิ

เผื่อใครไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะค่ะ ... You've Got Mail แม้จะเป็นหนังรักกุ๊กกิ๊กก็จริง แต่มีเนื้อหาส่วนหนึ่ง ที่มันสะท้อนวงการร้านหนังสือในปัจจุบัน นั่นก็คือ การที่พวก independent book shop ทั้งหลาย กำลังจะถูกกลืนจากพวกร้านหนังสือใหญ่โตที่อยู่ในรูปแบบ chain

นึกถึงตอนหนึ่งในหนัง ที่ร้านขายหนังสือเล็ก ๆ ของนางเอก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่รุ่นแม่ เริ่มไม่มีลูกค้า เพราะผู้คนแห่กันไปเข้าร้านหนังสือที่มาเปิดใหม่ของพระเอก ที่ใหญ่โต โอ่อ่า ทันสมัย ตามสไตล์พวกร้านหนังสือรูปแบบ chain ทั้งหลาย

ในจำนวนลูกค้าที่เหลือน้อยนิดในร้าน มีลูกค้าคนหนึ่งที่กำลังจะจ่ายตังค์ ถามนางเอกว่า หนังสือไม่ลดหรือ ซึ่งมันเป็นคำถามที่ชวนกระอักกระอ่วนใจ เพราะผู้คนในปัจจุบันจะคุ้นเคยกับการซื้อหนังสือจากร้านหนังสือแบบ chain คุ้ยเคยกับการลดแลก แจกแถม โปรโมชั่นในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งร้านหนังสือแบบ indepedent ไม่มีกำลังพอที่จะทำได้เทียบเท่า

และสัจธรรมก็คือ ใคร ๆ ล้วนอยากซื้อของในราคาที่ถูกทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ สุดท้าย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ก็จะอยู่ไม่ได้ แล้วปิดตัวเองไปในที่สุด

 

............................................

 

คิดว่าสักวันหนึ่ง ร้านหนังสือแบบ independent คงแทบไม่มีเหลืออยู่ ปรากฏการณ์ก็คงเหมือนกับ ร้านโชห่วยที่พ่ายแพ้พวก Tesco และ Carrefour ในที่สุด

พวกเราก็จะเจอแต่ หน้าตาร้านหนังสือแบบ chain ที่ไม่ว่าจะเดินไปเข้าสาขาไหน อารมณ์แนวเดียวกันหมด การจัดวางชั้นหนังสือ การจัดเรียนหนังสือ การแบ่งหมวดหมู่ ฯลฯ ขาดความหลากหลายในเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละร้าน

สำหรับที่นี่ ถ้าถามว่าร้านหนังสือแบบ indepedent อันดับหนึ่งที่ทุกคนต้องนึกถึง คือร้านอะไร?

คิดว่าส่วนใหญ่ รวมทั้งรี่ด้วยคงนึกถึง ร้าน Foyles  แห่งถนน Charing Cross กระมัง

(ถนน Charing Cross เป็นถนนแห่งร้านหนังสือ ในลอนดอนค่ะ รี่เคยมีเคยถึงถนนสายนี้ไปในเอนทรีหน้าเก่า ๆ นานแล้ว ใครสนใจลองไปหาอ่านดูได้ค่ะ)

 

Foyles ที่ถนน Charing Cross
(Photo by http://www.urbanpath.com )


 

Foyles เป็นร้านหนังสือเก่าแก่มากค่ะ ก่อตั้งมาตั้งแต่ต้น ศตวรรษที่ 20 เป็นร้านหนังสือที่ขึ้นชื่อเรื่องความใหญโตและความหลากหลายของหนังสือที่ขายในร้าน และยังคงความยิ่งใหญ่ผ่านทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าร้านหนังสือ independent ร้านอื่นจะปิดตัวลงไปยังไง แต่ Foyles ที่ Charing Cross ยังคงอยู่เสมอค่ะ

(แต่ Foyles ยุคปัจจุบันมีสาขาอื่นด้วย อย่างน้อยรี่เคยเจออีกสาขาที่ South Bank แต่ยังไง Foyles ในตำนานต้องที่ Charing Cross ค่ะ)

อย่างไรก็ตาม Foyles ทุกวันนี้ ปรับปรุงแต่งร้านเป็นสไตล์สมัยใหม่หมดแล้วค่ะ ความคลาสิกแบบร้านหนังสือ "เก๋า" ในยุคเก่าก่อนไม่มีอีกแล้ว หรืออย่างเอกลักษณ์ของ Foyles ในตำนาน นั่นคือการจัดหนังสือแบบไม่เหมือนใคร โดยจะจัดหนังสือตามสำนักพิมพ์ แทนการจัดตามชนิดประเภทหนังสือหรือคนแต่ง ก็ไม่มีอีก แต่ยังไงก็เป็นร้านหนังสือที่ควรแก่การแวะไปเยี่ยมเยือนเสมอ ถ้ามีโอกาสแวะไปแถวนั้น

 

บรรยากาศความ "เก๋า" ทั้งในและนอกร้านของ Foyles ในยุคเก่าก่อน

(Photo by http://www.mapscape.net)

 

ส่วนถ้าใครอยากไปร้านหนังสือแบบ indepedent ที่มีตำนานแล้วลักษณะของร้าน ยังมีอารมณ์ความ "เก๋า" สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน เห็นทีต้องไป Shakespeare&Co. ที่ปารีสนู่นเลยค่ะ ร้านหนังสือแห่งตำนานของวงการวรรณกรรม

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ Lady Chatterley's Lover หรือ "ชู้รักเลดี้เชตเตอร์เลย์"  ของ D. H. Lawrence คงเคยได้อ่านพวกบทนำในหนังสือ ที่มักจะกล่าวถึง ตำนานความยากลำบากของหนังสือเล่มนี้ ที่ไม่มีสำนักพิมพ์ที่ไหนในอเมริกาหรือในอังกฤษ รับจัดพิมพ์ เนื่องด้วยที่เนื้อหาที่หมิ่นเหม่ ( "หมิ่นเหม่" สำหรับมาตราฐานคนยุคก่อนนะค่ะ ไม่ใช่สมัยนี้!!!) สุดท้าย ต้นฉบับมาได้ตีพิมพ์ในฝรั่งเศส แล้วร้านหนังสือที่จะหาหนังสือเล่มนี้อ่านได้ คือ Shakespear&Co.

นอกจากนี้ ร้านนี้ยังมีความผูกพันกับนักเขียนคนอื่น ๆ ไม่ยุคเก่าก่อน ไม่ว่าจะเป็น Ernest Hemingway James Joyce หรือ F Scott Fitzgerald

 

............................................

 

อยากให้ดูรูปนี้ค่ะ คลาสิกมาก ...

 

Photo by http://www.themodernword.com

 

ภาพ James Joyce หน้าร้าน Shakespeare&Co. ส่วนคุณผู้หญิงในรูปคือ Syvia Beach เป็นเจ้าของร้านในยุคนั้นค่ะ เธอมีความสนิทกับนักเขียนร่วมสมัยหลายคน รวมทั้ง James Joyce ที่เธอช่วยเขาในการหาทางตีพิมพ์หนังสือ Ulysses อีกหนึ่งวรรณกรรมในโลกหนังสือ ที่ไม่สามารถหาทางตีพิมพ์ในอังกฤษได้ :P

ร้านที่เห็นในรูปอยู่บนเลขที่ 12 rue de l'Odéon ที่ปัจจุบันไม่มีร้านนี้อีกแล้วค่ะ ร้าน Shakespeare&Co.  รุ่นหลัง ไปอยู่ที่เลขที่ 37 rue de la Bucherie ค่ะ

ถ้าสิ้นปีนี้ รี่มีโอกาสแวะไป เดี๋ยวจะกลับมาเล่าบรรยากาศของร้านให้ฟังอีกทีค่ะ :)

 

............................................

 

ส่วนเรื่องของคุณเชอรี่ นางเอกใน Sheradia's Diary นี้ ไม่ตรงกับหนัง You've Got Mail เสียทีเดียวนะค่ะ เป็นมวยคนละคู่กัน กรณีนี้น่าจะเป็นการต่อสู่ระหว่างร้านหนังสือแบบ brick and mortar กับร้านหนังสือแบบ online มากกว่า

หนังสือที่ขาย online มักจะถูกกว่า จะลดมาก ลดน้อย ก็ถือว่าลดมาจากราคาปก ผิดกับหนังสือที่ขายตามร้านหนังสือ ที่มักขายตามราคาปก หรือแม้แต่หนังสือจากร้านเดียวกัน เช่น Waterstone's บางเล่ม สั่งซื้อ online ได้ราคาถูก อีกราคาหนึ่ง ส่วนราคาที่ขายในร้านอีกราคาหนึ่ง แตกต่างกัน สามสี่ปอนด์ยังมีเลย แถมจัดส่งฟรีอีกต่างหากอ่ะค่ะ

เกิดความรู้สึกกลัวว่า สักวันหนึ่ง อีกสักร้อยปีหรืออะไรประมาณนั้น วัฒนธรรมของมนุษย์ในการมีร้านหนังสือให้เดิน จะสูญหายไปหรือเปล่า เหลือแต่เพียง การใช้เมาส์คลิ๊ก ๆ ผ่านทางหน้าจอแทน

แล้วสิ่งที่รี่ทำ คือการช่วยส่งเสริมให้ร้านหนังสือจริง ๆ สูญหายไปหรือเปล่า !?!

 

Suite española No. 1, for piano, Op. 47, B. 7 No.1: Granada
ประพันธ์ Isaac Albeniz
บรรเลง John Williams

 

เกี่ยวกับเพลง

หน้านี้เปลี่ยนเพลงที่เอามาลงไปหลายเพลงมาก สุดท้ายมาจบลงทีการลากพาไป Granada ตามหนังสือที่รี่เพิ่งซื้อมานู่นเลย

อารมณ์เพลงสำหรับเอนทรีหน้านี้ รี่อยากได้เพลงอารมณ์กลาง ๆ ไม่รื่นเริงเกินไป ไม่เศร้าเกินไป เอาแบบฟังสบาย ๆ ให้เหมาะกับการเดินอยู่ในร้านหนังสือ แต่ไม่ใช่เพลงฟังสบายเกินแบบดาษดื่นจนเฝือ  ต้องมีความเก๋ไก๋ในตัว

สุดท้าย มาจบที่เพลงนี้ของ Albeniz ละกันค่ะ :)

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic