Pilgrimage Journey to Amiens

 

เกริ่น

ครั้งหนึ่ง เมื่อนานแสนนานมาแล้ว เป็นยุคสมัยที่คุณบิกบ้าเรื่อง ศิลปะ Gothic มาก โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับโบสถ์สไตล์ French Gothic พออ่านหนังสืออะไรมา ก็ชอบมาเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ด้วยความทึ่งให้ฟัง

ตอนนั้น ฟังแบบ ผ่าน ๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสนใจ แนวหลักที่สนใจตอนนั้นคือ Italian Renaissance แต่ก็จำชื่อเมืองสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Chartres Amiens หรือ Reims อยู่ในหัวเสมอ

กาลเวลาไป ทุกอย่างกลับตาลปัตร ตอนนี้ คุณบิกคงเลิกสนใจแล้ว หันไปบ้าวรรณกรรมจีนแทน ส่วนคนที่บ้ากลับกลายเป็นรี่ ที่มุ่งมั่นออกเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ เหล่านั้น

 

...........................................................

 

มหาวิหาร Notre Dame แห่ง Amiens เป็นมหาวิหารที่สร้างทับบนตำแหน่งของโบสถ์ในสไตล์ Romanesque ดั้งเดิม ที่ไฟไหม้ไปในปี 1218 โดยโบสถ์หลังใหม่นี้ เริ่มสร้างในปี 1220 โดยความศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารแห่งนี้ คือ เป็นที่เก็บศีรษะของนักบุญ John The Baptist (Saint Jean-Baptiste) ที่ว่ากันว่า นำมาจากกรุงคอนแสตนติโนเปิล ในสมัยสงครามครูเสดครั้งที่ 4

 

ณ จุดตรงนี้ มองสิ่งที่ตระหง่านที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกยังไงคะ?

ช่างน่าทึ่งมากที่สิ่งที่คนเมื่อเกือบเจ็ดร้อยปีก่อน ได้เห็น ได้ชื่นชม ผ่านกาลเวลาหลากหลายยุคสมัย จนมาถึง ณ วันนี้ เกินกว่าครึ่งสหัสวรรษ เราก็ยังสามารถยืน ณ หน้ามหาวิหารแห่งนี้ ชื่นชมมันเฉกเช่นพวกเขา

นี่คือสิ่งที่รี่มักหยุดคิดเสมอ เมื่อได้ไปเยือนสถานที่งดงามตระการตาทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ที่อาเมียงส์นี่ ความคิดเช่นนี้ นำมาซึ่งความรู้สึกตื้นตันใจ ที่ทั้งเรา และ 'พวกเขา' เหล่านั้น อยู่คนยุค คนละสมัย คนละช่วง 'กาลเวลา' แต่ต่างได้ยืนอยู่ที่จุดเดียวกันนี้ และได้มี 'ความรู้สึกที่ดี' ร่วมกัน

 

...........................................................

 

สิ่งที่สัมผัสได้เลยเมื่อเข้าไปภายในโบสถ์คือ ความสว่างของภายใน ที่ช่างต่างกับมหาวิหารที่เมือง Chartres เสียเหลือเกิน

 

มหาวิหารที่ Amiens นี้ สร้างยุคหลังจากมหาวิหารที่เมือง Chartres และมีความสูงของส่วน nave มากกว่า รวมทั้งมีช่องหน้าต่างที่พื้นที่มาก จึงนำแสงเข้ามาที่ตัวโบสถ์ได้มากกว่า

ด้านข้างของ nave ที่เป็น arcade มีความสูงเกือบครึ่งหนึ่งของความสูงทั้งหมด มีกลุ่มเสาที่ต่อมาจากชั้นต่าง ๆ เริ่มจากบนพื้น บนหัวเสา บนฐานของชั้น triforium รวมกันขึ้นไปช่วยรับน้ำหนัก rib ของเพดานโค้ง

 

สังเกตุว่าฐานของชั้น triforium ตกแต่งด้วย foliage ยามไปตลอดแนวของ nave

 

อันนี้เป็นส่วน intersection ของ nave กับ transept ค่ะ จะเห็นว่า arcade ด้านล่างของโบสถ์แห่งนี้ ค่อนข้างสูงจริง ๆ

 

อันนี้เป็น organ ที่สร้างยึดตึกกับผนังด้านตะวันตกของตัวโบสถ์แห่งนี้ โดยการก่อสร้าง organ ของโบสถ์แห่งนี้ เริ่มสร้างแต่ 1422 โดยส่วนที่เป็นฐานที่ตั้ง organ เป็นส่วนที่หลงเหลือมาตั้งแต่การสร้างขึ้นครั้งแรก ส่วนอื่น ๆ ก็แต่งเติมในยุคสมัยหลังต่อมา

 

 

พอเดินเข้ามาในตัวโบสถ์ไม่เท่าไร จะเห็นทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มี effigy ที่มีลักษณะคล้ายกัน อยู่บนพื้น

efifgy ทั้งสอง ทำมาตั้งแต่ศวรรษที่ 13 โดยทางขวามือ จะเป็น effigy ของ Evrard de Fouilloy บิชอบ ผู้เริ่มงานสร้างมหาวิหารแหงนี้

 

 

ส่วน effigy ทางซ้าย จะเป็นของ Geoffroy d'Eu บิชอบท่านต่อไปที่สานต่องานสร้างมหาวิหาร

 

 

ในสมัยยุคกลาง สำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่ไม่สามารถเดินทางไปจาริกแสวงบุญ ณ ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์เช่นกรุงเยรูซาเล็มได้ ก็สามารถชดเชย ด้วยการเดินใน labyrinth พร้อมกับสวดภาวนา จนกระทั่ง ถึงจุดใจกลางภายในของ labyrinth 

 

 

ส่วนใจกลางของ labyrinth ที่ Amiens นี้ บันทึกชื่อของ Robert แห่ง Luzarches และ  Thomas กับ Renaud แห่ง Cormont  สถาปนิกทั้งสามคนที่ออกแบบสร้างมหาวิหารแห่งนี้

 

ลักษณะ labyrinth ที่ Amiens นี่ จะต่างจากที่ Chartres ค่ะ ขณะที่ Chartres จะเป็นทรงกลม ที่นี่เป็นแปดเหลี่ยม แต่ของที่ Amiens  ดีอย่างตรงที่ไม่เอาเก้าอี้มาวางบนพื้นที่เป็น labyrinth ซึ่งผิดกับที่ Chartres ที่แถบจะมองไม่เห็น labyrinth เลย  ยกเว้นช่วงวันพิเศษที่เขาจะเอาเก้าอี้ออกเท่านั้น

อันนี้เป็นงานแกะสลักที่หลุมศพของคาร์ดินัล Charles Hemard แห่ง Denonville ทำขึ้นในปี 1543 โดยคนที่คุกเข่าคือพระคาร์ดินัล Hemard  ส่วนด้านบน จะเป็นตัวแทนของ theological virture สามประการ (faith hope และ charity) ขณะที่ด้านล่างจะเป็น cardinal virtures (justice fortitude prudence temperence)

แท่นที่ใช้ล้างศพ งานมาจากสมัยศตวรรษที่ 12

 

High altar ที่สร้างในปี 1755

 

ส่วนหนึ่งที่งดงามมากของโบสถ์แห่งนี้ คือ choir stall ค่ะ สร้างตั้งแต่ปี 1508 ถึงปี 1522 มีลวดลายการแกะสลักที่งดงามมาก เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล 

 

คิดดูสิค่ะ กว่า 100 ที่นั่งใน choir stall นี้ แต่ละที่นั่ง ถูกสลักเสลา ทั่วทั้งที่นั่ง เป็นตัวบุคคลและเหตุการณ์ต่าง ๆ แตกต่างกันไป ...โอ้ น่าทึ่งมาก ๆ

อย่างอันนี้ ที่อยู่ทางขวามือ อาจเป็น Laban กับลูกสาวทั้งสอง Leah และ Rachel แต่ทำไมไม่มี Jacob ก็ไม่รู้ สรุปว่า... แหะ แหะ  รี่อาจจะมั่ว ^^"

 

ยังไม่ทันดูอะไรไปถึงไหน เจ้าหน้าที่เขาเดินมาบอกว่า จริง ๆ ส่วนที่เป็น choir เนี่ย เขาปิด เพราะวันนี้เหมือนเขาจะความสะอาดหรืออะไรสักกะอย่าง กันวุ่นวายเชียว แต่เขามัวแต่คุยโทรศัพท์ เลยไม่ได้ห้ามตั้งแต่แรก รี่ก็ไม่รู้ พอแกคุยเสร็จ แกก็เพิ่งมาบอก

เซ็ง&จ๋อย สนิทเลยอะค่ะ  T^T

เลยถ่ายรูปจากหนังสือมาให้ดูละกันค่ะ ที่เห็นคือซีนหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิลนะค่ะ คือ งานสมรสที่หมู่บ้านคานา พระคริสต์อยู่ที่เกือบปลายสุดทางขวามืออะค่ะ จะเห็นว่า แกะแบบรายละเอียดมาก ๆ เลย

 

 

อันนี้เป็นภาพแกะสลัก ส่วนผนังที่อยู่ด้านหลัง choir ทางด้านทิศใต้ของโบสถ์นะค่ะ เล่าเรื่องพระประวัติของนักบุญ John The Baptist โดย 4 เหตุการณ์ที่เล่า (ขวามาซ้าย) คือ นักบุญ John ต่อหน้ากษัตริย์ Herod การสังสรรค์ของกษัตริย์ Herod การตัดหัวนักบุญ  John  การแก้แค้นของ Herodias

ส่วนที่ฐานด้านล่าง ใน quatrefoil ก็ยังคงเล่าเรื่องต่อเนื่องมา เกี่ยวกับการจัดการพระศพของนักบุญจอห์น จนกระทั่ง การเดินทางของส่วนที่ศีรษะมายังเมืองอาเมียงส์

 

 

อันนี้ คือส่วนฐานของผนังที่อยู่ถัดไปค่ะ จะเป็นประวัติเริ่มต้นเลยของนักบุญจอห์น เริ่มตั้งแต่มีเทวทูตจากสวรรค์มาบอก Zacharias ว่าจะได้มีลูกชาย นั่นอะค่ะ

 

อันนี้จะอยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางของส่วน apse ของโบสถ์พอดี เป็นทั้งหลุมศพของ Arnoul de la Pierre ส่วน effigy ที่เห็นด้านล่างเป็นของ Jean de la Grange ส่วนถัดขึ้นที่เป็นแม่พระกับพระคริสต์ สร้างรำลึกให้กับ Guilain Lucas (สีรุ้ง ๆ ประหลาดที่เห็น มันเป็นเพราะว่าแสงข้างนอกที่ทะลุกระจกสีเข้ามาอ่ะค่ะ)

angel ตัวน้อย ที่อยู่ตรงกลาง เรียกกันว่า Weeping Angel ค่ะ ก็ตามที่ชื่อเขาบอกแหละค่ะ angel นี้ หน้าตา ดูประมาณว่า กำลังร้องไห้อยู่จริง ๆ

ขณะที่กำลังยืนซึ้งไปกับ angel ตัวน้อยนี้อยู่ คุณตาคนหนึ่ง ก็เดินดุ่ม ๆ ตรงเข้ามาหารี่ ซึ่งรี่ก็รำพึงขึ้นมาในใจทันทีว่า "เอาอีกแล้ว วุ้ยส์"

จำเรื่องที่รี่เคยเล่าในไดอารี่ครั้งหนึ่ง เมื่อนานมากแล้วได้ไหมค่ะ ว่าในเช้าวันหนึ่งที่เมือง Amboise อยู่ดี ๆ ก็มีคุณตาคนหนึ่ง เปิดหน้าต่างบ้านมาโผวะ คุยกับรี่ฉอด ๆ เป็นเรื่องเป็นราว ตั้งหลายนาที ปานประหนึ่งว่า สื่อสารกันรู้เรื่องอย่างนั้นแหนะ

ไม่เข้าใจว่า คุณเฒ่าคนแก่บ้านนี้เมืองนี้ ทำไมคุยกันเก่งชะมัด จริง ๆ ช่างพูดช่างคุย ก็ไม่แปลก แต่ว่า คุยกันคนละภาษา ก็ยังคุยต่อกันไปได้เรื่อย ๆ เนี่ย ช่างน่าทึ่งมากมาย -"-

ก็จริงดังคาด คุณตามาถึงก็ร่ายมาเป็นชุดเลยค่ะ รี่ก็บอกว่า รี่ไม่รู้ภาษา คุณตาก็บ่ยัน พูดต่อมาอีกเป็นพรืด แกคงพยายามอธิบายเรื่องเจ้า angel ต้วน้อย พอแกเลคเชอร์จบ รี่ก็ขอบคุณ แกตบบ่ารี่ ยิ้ม แล้วก็เดินจากไป

สรุปว่า คุณตาเขาบอกว่าแบบนี้นะค่ะ ...

 นาฬิกาทรายที่อยู่ด้านข้าง เป็นสัญญาลักษณ์ของการมีชีวิต ซึ่งก็จะลดร่อน ถดถอย เหลือเวลาอยู่น้อย ตามเม็ดทรายที่ล่วงหล่นลงมา ส่วนหัวกระโหลก แทนถึงความตาย ทั้งสองอย่างมาอยู่คู่กัน แสดงถึงความไม่แน่นอนของชีวิตนะค่ะ ... การมีชีวิตและความตาย

เป็นไงคะ ภาษาฝรั่งเศสของรี่ แจ่มไหม?

จากทั้งหมดที่คุณตาว่ามา จับได้อยู่สองคำคือ la mort กะ la vie ส่วนที่เหลือ ... รี่มั่วมาค่ะ 555+

เดินไปอีกด้านหนึ่งของส่วน apse ของโบสถ์  ก็จะมีงานสลักคล้ายกับด้านเมื่อกี้ แต่งวดนี้ เป็นชีวประวัติของนักบุญ Firmin นักบุญประจำเมืองอาเมียงส์นี้อะค่ะ อันนี้เป็นการเดินทางของนักบุญมายังถึงเมืองอาเมียงส์

ส่วนอันนี้ แสดงการประหารนักบุญ Firmin ด้วยการตัดคอ

 

 

และท้ายสุด เป็นการเดินทางของศพของนักบุญ Firmin กลับมาที่ Amiens อีกครั้งหนึ่ง

 

ส่วนอันนี้ คือ rose window ทางด้านทิศเหนือของตัวโบสถ์ค่ะ ทำมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14

 

........................................................

 

ถึงตอนนี้ ความอดทนที่มีมายาวนาน ก็สิ้นสุดลงแล้วนะค่ะ รี่ไม่ไหวแล้ว ไม่มั่นใจว่า กำลังอยู่ภายในโบสถ์ หรือโรงแช่แข็งกันแน่ เผลอ ๆ ข้างนอกอาจจะอากาศอุ่นกว่าก็ได้  -"-

สุดท้ายไปหาอะไรอุ่น ๆ เติมพลังให้กับตัวเองก่อนค่ะ

 

........................................................

 

มีอะไรอุ่น ๆ ตกถึงท้องแล้วค่อยยังชั่ว เดินกลับมาที่โบสถ์ใหม่อีกครั้งค่ะ ทีนี้กลับมาดูรายละเอียดของ  façade  ด้านนอก

 

 

นี่คือสิ่งที่ทำให้ต้องมนต์เสน่ห์ของโบสถ์ในสไตล์กอธิคแบบฝรั่งเศสนะค่ะ ดูความวิจิตรบรรเจิดของการแกะสลัก ที่ใส่รายละเอียดในทุกพื้นที่ ... งดงามจริง ๆ ค่ะ

ที่เห็นอันนี้ เป็นประตูทางขวามือสุด Portal of The Virgin โดยมีรูปสลักตรงกลางประตูคือ แม่พระกับพระคริสต์ ตามชื่อที่มาของชื่อประตูค่ะ

อันนี้ เป็นด้านรูปสลักด้านข้างของประตู ไล่จากขวาไปซ้าย คือ เหล่ากษัตริย์ทั้งสาม (Magi) คือ Gaspar Melchoir และ Balthazar จากนั้นก็เป็นกษัตริย์ Harod Solomon และราชินี Sheba นะค่ะ

 

ส่วนที่ฐาน จะเป็นพวกตัวกึ่งมนุษย์ กึ่งปิศาจอะค่ะ

 

ส่วนที่บริเวณผนังส่วนล่าง ก็จะเป็น quatrefoil มีการแกะสลักเล่าเรื่องสอดคล้างกับรูปสลักที่อยู่ด้านบนนะค่ะ อันนี้เป็นผนังที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมื่อกี้ ด้วยฝั่งนี้ พวกรูปสลักจะเป็นพวกครอบครัวของพระคริสต์ ดังนั้น quatrefoil  ก็จะเล่าเรื่องราวประวัติของพระคริสต์ อันนี้ก็เป็นการสังหารหมู่เด็กบริสุทธิ์

ส่วน quatrefoil  สองอันนี้ เดาเอาว่า อันบน เป็นการทำลายพวก idols เมื่อครอบครัวพระคริสต์เดินทางมาถึงอียิปต์ ส่วนอันล่าง เป็นตอนเดินทางกลับไป Nazareth ถ้าผิดก็ขออภัยนะค่ะ

 

 

ที่ขอบโค้งเหนือประตู ก็จะมีรูปสลักเล็ก ๆ เต็มไปหมดนะค่ะ เป็นพวกบรรพบุรุษของพระคริสต์

 

 

ส่วนอันนี้ เป็นรายละเอียดเหนือประตูทางเข้าตรงกลางค่ะ ประตูนี้คือ Portal of the Last Judgement ซึ่งก็ตามรายละเอียดที่ปรากฏในภาพนะค่ะ เป็นรูปของการตัดสินครั้งสุดท้าย พระคริสต์ นั่งอยู่บนบัลลังก์ ส่วนถัดลงมาด้านล่าง แยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ถูกตัดสินให้ขึ้นสวรรค์ กับลงไปนรก ข้างล่างก็เป็นเหล่า angel ที่เป่าแตร และถือตาชั่งวัดความดี

นี่คือ องค์ประธานในการตัดสิน ซึ่งรูปสลักนี้ จะเรียกกันว่า Beau Dieu (Beau - Hansome Dieu - God)

 

ส่วนนี่คือ ส่วนหนึ่งของเหล่า apostle ที่เรียงกันข้างประตู Portal of The Last Judgement นะค่ะ ข้างละ 6 ค่ะ

 

ส่วนผนังด้านล่างของประตูนี้ จะเป็น allegory แทนคุณความดี ความเลว ต่าง ๆ ตามหลักคริสตธรรมค่ะ

 

และนี่คือ ประตูซ้ายสุด Portal of Saint Firmin ซึ่งชื่อตามรูปสลักกึ่งกลาง ซึ่งเป็นนักบุญ Firmin อะค่ะ

ส่วนเหนือประตู ก็เล่าเรื่องราวการนำพระศพของนักบุญ Fermin กลับมายังเมืองอาเมียงส์ค่ะ

 

 

 

........................................................

 

ปิดท้าย

 

1. วันที่ไปถึงอาเมียงส์ เป็นวันที่อากาศหนาวที่สุดเลยค่ะ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีลมกระโชกอีก แทบไม่มีสมาธิจะเดินดูโบสถ์เลย นึกถึงแต่อยากจะไปหาที่อุ่น ๆ สักที่อยู่ตลอดเวลา และสุดท้าย ทนทรมานไม่ไหว ยอมแพ้ค่ะ เลยดูยังไม่ท้นได้ทั่วเลย แย่ชะมัด T^T

2. ครั้งในอดีต สิ่งที่เห็นตรงหน้าทั้งหมดนี้ ล้วนถูกลงสีต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ลองจิตนาการว่า ในอดีต มันคงต้องตระกาลตายิ่งกว่านี้มาก ซึ่งทุกวันนี้ ในยามคำคืน ที่เมืองเขาก็มีการใช้เทคนิคไฟในการให้สี façade นี้ กลับมาเหมือนที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็น น่าเสียดาย ที่รี่ไม่สามารถอยู่รอดูได้ แต่ไว้สักวันหนึ่ง ถ้ามีโอกาส จะกลับลองไปดูด้วยตาอีกครั้ง

3. ก่อนไปฝรั่งเศส ไม่คิดว่าจะหนาวแบบนี้นะค่ะ คาดว่า อากาศน่าจะต่ำกว่าลอนดอนไม่กี่องศา แต่พอไปถึง หนาวกว่าลอนดอนมาก หรืออาจเป็นเพราะ ใช้ชีวิตอยู่แต่ข้างนอกเป็นส่วนใหญ่ก็ไม่รู้

วันที่ไป Amiens พอกลับมาลงรถไฟที่สถานี Gare du Nord เห็นที่ต้วสถานี มี Radior เป็นเสา  ตั้งเรียงไว้เป็นแถวยาว เพื่อให้คนในสถานี มารับความอุ่นด้วยการล้อมวงรอบเจ้าเสาพวกนี้

อึ้งไปเลยค่ะ นี่เป็นเพราะมันหนาวมาก หรือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของสถานีรถไฟในปารีสหรือเปล่า? แต่ที่อังกฤษ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย

เห็นแล้ว รีบวิ่งปรี่ไปทันที ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นที่ไม่เคยเห็นนะค่ะ แต่เพราะหนาวมากเหมือนชาวบ้านอะค่ะ เลยไปขอมุง รับความอุ่นด้วยคน - -'

 

 

เกี่ยวกับเพลง

 

มัก 'ตื่น' ช้ากว่าชาวบ้านเสมอ ยามที่ผู้คนไป 'Auld Lang Syne' กันแล้ว ป้าเธอเพิ่งโผล่มา christmas carol :p

วันก่อนคุยกับใครสักคน ถามว่า ชอบเพลงคริสมาสตร์อะไรมากที่สุด คำตอบคือ เพลงแรกที่เปิดในเอนทรีนี้ O Tannenbaum หรือ O Christmas Tree ในภาษาอังกฤษ แต่ส่วนตัว รี่ชอบฟังฉบับที่เป็นเนื้อภาษาเยอรมัน ดั้งเดิมมากกว่า แม้จะฟังไม่ออกก็ตาม ^^"

อยากเอาฉบับเสียงร้องของ Kiri Te Kanawa มาเปิด เพราะเป็นฉบับที่ชอบมาก แต่ว่าไม่มีซีดีอยู่กับตัว เลยไปหาใน imeem เป็นของ Vienna Choir Boys มาแทน

เพลงที่สองคือ Away in a Manger อีกหนึ่ง carol ฮิต ที่ได้ยินเสมอในแถวนี้ ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์

เพลงที่สาม อันนี้น่าจะรู้จักกันดีเลย มาจาก Messiah ของ Handel ค่ะ ... For Unoto Us A Child Is Bond เป็นเสียงร้องของกลุ่มนักร้องประสานเสีย Oregon Bach Festival Choir

ส่วนเพลงที่สี่ กลับมา O Tannenbaum อีกครั้ง แต่คราวนี้กลับมา เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ร้องโดย Vienna Choir Boys เช่นกัน

ส่วนเพลงสุดท้าย คือ Adeste Fideles ฉบับลาติน ดั้งเดิมของ O Come All Ye Faithful ที่คุ้นหูกัน และเช่นเดิม เป็นเสียงร้อง Vienna Choir Boys ค่ะ

we are in diaryis.com family | developed by 7republic