Château de Fontainebleau

  

สำหรับ château  แห่งนี้ ได้ยินคนกล่าวขวัญถึงมานานว่าสวย ในที่สุด รี่ก็หาโอกาสมาเยือนจนได้ ในวันที่คุณปุกไปแวร์ซายน์ รี่เลยถือโอกาสหนีออกจากปารีส จับรถไฟมา Fontainebleau เสียเลย

ตำแหน่งที่ตั้งของ Château de Fontainebleau นั้น มีการสร้าง château มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 แต่ส่วนที่เป็นตัว château  ที่เห็นในปัจจุบัน เริ่มสร้างขึ้นใหม่สมัยพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 (François I) 

กษัตรย์องค์นี้ ชื่นชอบศิลปะสไตล์ Italian Renaissance มาก และนำช่างจากอิตาลี เข้ามาในราชสำนัก รวมทั้ง Leonardo da Vinci และภาพเขียน Mona Lisa ก็เคยแขวนประดับอยู่ที่ Château de Fontainebleau แห่งนี้ด้วย

พระราชวังแห่งนี้ ได้รับการปรับปรุง ต่อเติม โดยกษัตริย์ฝรั่งเศส หลากยุคหลากสมัย และเป็นที่ประทับประจำของนโปเลียนหรือจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศสด้วย

ประตูทางเข้าหลักของพระราชวังแห่งนี้ จะเปิดเข้าสู่บริเวณลานทีชื่อ Cour du Cheval Blanc (Cour - ลาน, Cheval Blanc - ม้าขาว)

  

  

  

  

ที่บันไดเกือกม้า Escalier en Fer à Cheval เป็นที่ที่นโปเลียนกล่าวลากองทหารเพื่ออพยพลี้ภัยทางการเมืองไปเกาะ Elba

  

  

ด้วยเหตุนี้ ลานหน้าพระราชวังนี้ บางครั้งจึงเรียก Cour du Adieux (Adieux - จากลา)

  

....................................................

  

พอเดินเข้าไปในตัวพระราชวัง ฝากเสื้อผ้า หยิบ audio guide ก็พร้อมลุยเลยค่ะ ^^

ชั้นล่างไม่ไกลจากเคาท์เตอร์ของ audio guide จะมีพิพิธภัณฑ์เล็ก  ๆ Musée chinois (Chinese Museum) เป็นของสะสมที่มาจากพวกตะวันออกค่ะ ในนั้นจะมีพวกของไทยด้วย  เช่น พวกชฏา ว่าเป็นชองที่ได้มาจากราชทูตที่มาเจริญสัมพันธไมตรีที่นี่ในปี 1861

  

....................................................

  

จากนั้น เดินขึ้นไปชั้นสอง จะเป็นห้องต่าง ๆ อย่างห้องนี้คือ Galerie des Fastes เป็นห้องที่ตกแต่งขึ้นในสมัยจักรพรรดิ์นโปเลียนที่ 3 ตัวห้องตกแต่งด้วยภาพเขียนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับพระราชวังแห่งนี้

  

  

ส่วนห้องที่อยู่ติดกันกับห้องนี้คือ Galerie des Asseittes เป็นห้องที่ตกแต่งขึ้นในสมัยกษัตริย์ Louis-Philippe ตามแบบสไตล์ Renaissance ที่แปลกก็คือ ตามผนังไม้รอบห้องนี้ จะติดประดับด้วยจานกระเบื้องจากเซเวรอ (Sèvres) มากมาย โดยมีภาพเขียนบนตัวจานเป็นภาพเกี่ยวกับพระราชวังแห่งนี้

  

  

....................................................

  

อันนี้เป็นโถงที่เดินเข้ามาครั้งแรก แล้วรู้สึกทั่งมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความโอ่โถ่งของมันเมื่อเทียบกับห้องอื่น อีกส่วนก็เป็นเพราะการตกแต่งของมัน

ห้องนี้คือห้อง Galerie François I ที่ผนังส่วนบนทั้งสองฝั่งจะประดับด้วยภาพเฟรสโกของช่างอิตาเลียน

  

ส่วนด้านล่างของผนัง ก็จะเป็นไม้แกะสลัก มีอักษร F (แทน François) และก็รูป salamander บนกองไฟ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์กษัริย์ฟรานซิสที่ 1

 

 

เนื้อหาของภาพเขียนในห้องนี้ เป็นลักษณะการใช้สัญลักษณ์ อันนี้ เป็นภาพเขียนภาพหนึ่งที่อยู่ ณ โถงแห่งนี้ ชื่อภาพ L’Eléphant Royal

 

 

ช้างที่ตกแต่งอย่างงดงามในที่นี่ เป็นสัญลักษณ์แทนความฉลาด และ ความเป็นกษัตริย์ จึงเป็นตัวแทนของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 ส่วนเด็กหนุ่มที้งสามที่ยืนรอบตัวช้าง คือ เทพจูปิเตอร์ (ไฟ) เทพเนปจูน (น้ำ) และเทพพลูโต (ดิน)

ส่วนอันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภาพ ๆ หนึ่งในโถงแห่งนี้เช่นกัน (จำไม่ได้แล้ว ภาพอะไร -"-) และถ้าจำไม่ผิด เขาบอกว่า ชายที่มีหนวดที่อยู่ตรงกลางนั้น เป็นใบหน้าของช่างอิตาเลี่ยน ที่เขียนภาพเฟรสโกนี้

 

 

....................................................

 

อันนี้เป็นบริเวณบันได ที่เรียกว่า The Staircase of The King แต่จริง ๆ แล้วเคยเป็นห้องมาก่อน โดยเป็นที่พำนักของ Anne de Pisseleu  ดัชเชสแห่ง Étampes ต่อมาในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ห้องนี้ถูกเจาะเป็นบันไดลงไปชั้นล่าง

รายละเอียดการตกแต่งที่ผนังและเพดานวิจิตรมาก โดยเฉพาะ stucco ที่เพดาน และขอบรูปภาพ ซึ่งภาพในห้องนี้แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช อาทิเช่น เรื่องราวการพิชิตเมือง Bactrian และการแต่งงานกับ Roxanna

 

 

 

 

 

ส่วนอันนี้เป็นงานที่พบที่โถงทางด้าน ชื่อ The Nature

 

อันนี้เป็น salon ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13

 

ส่วนนี่คือ salon ของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1

 

 

 

 

ส่วนนี่คือ Salon des Tapisseries (tapisseries คือ tapistry ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งก็ตามชื่อห้องเลยค่ะ ผนังรองด้านทั้งหมด ตกแต่งด้วย tapistry ซึ่งเล่าเรื่องรายของนาง Psyche

 

 

นี่คือ Chambre de l'Impératrice ซึ่งตามชื่อ คือ ห้องบรรทมของกษตริย์ ด้วยห้องนี้ถูกใช้เป็นห้องบรรทมมาตั้งแต่ศวรรษที่ 16 โดยลักษณะห้องที่เห็นในปัจจุบัน ตกแต่งในสมัยจักรพรรดินีโจเซฟิน ในช่วงปี 1805-1807

 

 

เพดานเหนือโคมระย้าตกแต่งแบบอลังการมาก โดยช่าง Guillaume Noyers ตามพระบัญชาของพระราชินีแอนแห่งออสเตรีย

 

 

 

....................................................

 

แล้วก็เข้ามาสู่ส่วนที่พำนักของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ห้องนี้คือ  Salle du Trône ซึ่งก็ตามชื่อห้องเลย คือ เป็นห้องที่วางแท่นบัลลังก์ของจักรพรรดิ์นโปเลียน

 

 

 

สังเกตตัวอักษร N ที่อยู่หัวเสาข้างบัลลังก์ แทนพระนามของจักรพรรดิ์ ส่วนบัลลังก์เนี่ย ถ้าจำไม่ผิด เหมือนตัวจริง ไปเก็บไว้ที่พิพิณภัณฑ์ Louvre แล้วน่ะ

 

 

ส่วนนี่คือ ห้องทำงานของจักรพรรดินโปเลียน โดยมีเตียงอยู่ด้านหลัง ไว้พร้อมนอนเลย เนื่องจากจักรพรรดินโปเลียน ไม่นิยมเข้านอนเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไร เลยมีเตียงแบบง่าย ๆ ในห้องทำงานแบบนี้แหละ

ลองใช้ตากะประมาณความยาวของเตียงนะค่ะ แล้วกะความสูงของคนนอนดู 555+

 

ส่วนนี่คือ ห้องที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นห้องที่นโปเลียนเซ็นสนธิสัญญา Treaty of Fontainebleau ซึ่งเป็นการสละราชบัลลังก์และอพยพไปสู่เกาะ Elba

 

 

 

 

....................................................

 

ส่วนนี้เป็น chapel ของพระราชวังแห่งนี้ ชื่อ Chapelle de la Trinité  (Trinité คือ Trinity ในภาษาอังกฤษ) โดย chapel แห่งนี้ เคยใช้เป็นที่จัดพิธิอภิเษกระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 กับ Marie Leczinska ในปี 1725 และเป็นที่ประกอบพิธีศีลจุ่มแก่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ด้วย

ส่วนตัวแล้ว ชอบห้องนี้มากที่สุด หลังจากชมพระราชวังทั้งหลัง รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะวันที่ไป ไม่ค่อยสบาย พอเดินมาเข้าห้องนี้ ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของการตัวพระราชวัง ได้นั่งพักสงบ ๆ ในห้องนี้ ดูการตกแต่งตัว chapel แห่งนี้ไปพลาง แล้วรู้สึกดีมาก ๆ

ตัว chapel แห่งนี้ สวยงดงามดี แต่รี่ถ่ายรูปออกมาได้ห่วยสุด ๆ :p ขออภัย

 

 

ชอบการตกแต่งผนังด้านข้างของ chapel แห่งนี้เป็นที่สุด สวยหวานด้วยสีฟ้าพาสเทล และมีรายละเอียดกระจุกกระจิก งดงามมาก

 

อันนี้เป็นส่วนของประตูทางเข้าที่เดินเข้ามา

 

...................................................

และในที่สุด ก็มาถึง ส่วนที่ดีที่สุดในการมายังพระราชวัง Fontainebleau เลย นั่นก็คือ การชมสวน

เดี๋ยวนี้ ไม่รู้เป็นอะไร ชอบดูสวน มากกว่าดูพวกของตกแต่งอลังการใด ๆ ในพระราชวังอีก ไม่ว่าไปวังไหน ต่อวังไหน ช่วงเวลาที่ได้เดินดูสวน จะรู้สึกมีความสุขมาก ... นับวันรสนิยมเหมือนป้าแก่ เข้าไปทุกที :P

เริ่มจาก Jardin de Diane อันนี้เป็นสวนเล็ก ๆ ทางด้านทิศตะวันตกของ Cour du Cheval Blanc

 

สระน้ำกลางสวน ก็สอดคล้องกับชื่อสวนแห่งนี้ คือเป็นรูปปั้นของเทพี Diane เทพีแห่งการล่าสัตว์

ระหว่างทางเดินจาก Jardin du Diane ทะลุกลับมาที่ Cour du Cheval Blanc ไปจะเอ๋กับเจ้านี่เข้าค่ะ ^^

 

ทะลุไปทางทิศตะวันออกของ Cour du Cheval Blanc จะเจอกับอีกลานหนึ่งที่ชื่อ Cour de la Fontaine

 

 

เดินมาปลายสุดของลานนี้ ด้านขวามือ จะเป็นอีกสวนหนึ่ง ที่ชื่อ Jardin Anglais หรือ English Garden นั่นเอง เข้าใจว่า เป็นสวนที่จัดตามสไตล์อังกฤษ ซึ่งจะตรงข้ามกับอีกสวนหนึ่งที่จะไปต่อไป อันนั้นจะเป็น Jardin Francais หรือ French Garden

วันที่ไป เขาไม่ให้เข้าไปส่วน English Garden ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อ่านป้ายไม่รู้เรื่องอ่ะ -"-

 

อันนี้เป็นเทอเรซ ที่ยื่นไปในสระน้ำ

 

ส่วนนี่คือ สระปลาคาร์พ (Étang des Carpes) จะเห็นว่า ถ่ายออกมาได้ ขมุกขะมัวสุด ๆ ตามสภาพอากาศวันนั้นอ่ะค่ะ หนาวมากถึงมากที่สุด แล้วคิดว่าคงมีหมอกบาง ๆ เหนือสระแห่งนี้ และด้านหลังเลยไปจะเป็นป่า Forêt de Fontainebleau ที่เป็นที่ล่าสัตว์ของเหล่ากษัตริย์ฝรั่งเศสในสมัยก่อนค่ะ

 

 

 

อันนี้เป็นศาลากลางสระน้ำค่ะ น่ารักดีเนอะ :)

 

 

จากนั้น เดินไปดู Jardin Français ที่พูดถึงก่อนหน้านี่กันค่ะ อันนี้ก็เป็นระหว่างทางที่เดินไป

 

 

อันนี้ก็เป็นบริเวณสวนค่ะ

 

 

นี่ก็เป็นสระน้ำกลางสวน

 

 

เดินไปเดินมา เจอภาพนี้ แล้วชอบมากเลย พอดี เห็นคุณตาคุณยาย เดินจูงมือกันเดินกระหนุงกระหนิง ไปตามทางเดิน มัวแต่ยืนดู แล้วอมยิ้ม กว่าจะตั้งสตินึกขึ้นมาได้ว่า ถ่ายรูปดีกว่า เขาก็เดินกันไปไกลแล้วค่ะ เลยเห็นเป็นจุดเล้ก ๆ ในภาพ ^^"

 

อันนี้เป็นปลายสุดของสวน มีเทอเรซยื่นไปในบ่อน้ำเล็ก ๆ

 

ที่มี angel อยู่กลางบ่อ

 

แล้วจากเทอเรซนี้ ก็มองไปเห็น Grand Canal แห่ง Fontainebleau

 

 

 

----- Fin ------

 

ปัจฉิมลิขิต

 

1. เดี๋ยวนี้ ถ่ายรูปห่วยมากค่ะ มือสั่นตลอดเลย จะเห็นว่า ภาพส่วนใหญ่ เบลอหมดทั้งนั้น ตอนแรก เห็นรูปแล้ว หมดอารมณ์ ไม่อยากเขียนเลยอะค่ะ เพราะภาพไม่สวยเลย

 ส่วนตัว ไม่ชอบถ่ายรูปเลย  รู้สึกมันขัดจังหวะการดู นี่เป็นสาเหตุที่รี่ชอบลืมถ่ายนั่นถ่ายนี่มา แบบอยากเดินดู สบายใจ สบายอารมณ์อย่างเดียว ยิ่งอากาศหนาว ๆ แล้ว ยิ่งไม่อยากมาก ๆ ที่ต้องเอามือโผล่ออกมาจากถุงมือ

อนาคต ถ้ามีแบบอุปกรณ์อะไรที่ดึงภาพอัตโนมัติ ของมาจากสิ่งที่ตาเราเห็นก็คงจะดี :P

 

2. มา Fontainebleau แล้ว ก็ยังต้องบอกว่า ส่วนตัวแล้ว  château  แถบลุ่มน้ำลัวร์ ก็เป็นอะไรที่ชอบมากกว่าอยู่ดีค่ะ เลยรู้สึกว่า อยากหาโอกาสกลับไปอีกสักครั้ง 

เดี๋ยวไว้หาโอกาสกลับมาฝรั่งเศสอีกรอบ อิ อิ

 

เกี่ยวกับเพลง

เลือกเพลงที่เปิดเอนทรีนี้ ทั้งหมดสี่เพลง โดยเลือกมาแบบมั่ว ๆ เดาเอาว่า เหมาะจะฟังขณะเดินชมบรรยากาศของพระราชวัง

เพลงแรก Waltz from Coppelia ของ Delibes เปิดมาแบบให้เราใจหน่อย ทำนองว่า เป็น overture โหมโรง (ปลุกคนอ่าน lol) ก่อนเข้ารายการ

เพลงสอง เป็น waltz อีกเช่นกันค่ะ Waltz in A Minor Opus 34 No. 2 ของโชแปง อันนี้มาแบบสบาย ๆ เหมาะกับการเดินเอื่อย ๆ เรื่อยเชื่อย

เพลงสาม คือ Concerto for 2 Mandolins ของ Vivaldi ค่ะ เพลงนี้ รี่เคยเอาเวอร์ชั่นที่แทนที่เสียง mandolin ด้วยเสียง cello ของ Yo-Yo Ma กับเสียงครวญของ Bobby Mcferrin ลงไปแล้วในไดอารี่ วันนี้มาฟังฉบับปกติดั้งเดิม

เพลงสุดท้าย กลับมา waltz สบาย ๆ อีกเช่นเดิมค่ะ เป็นท่อนที่ 3 ของ Symphony No. 5 in E Minor Op. 64 ของ Tchaikovsky อันนี้เป็นทำนองเพลงปิดท้ายภาพยนตร์ ;>

ไม่รู้สี่เพลงที่เลือกมานี้ มันเหมาะกับอารมณ์ของเอนทรีนี้หรือเปล่า อาจจะเห่ยก็ได้ แต่ส่วนตัวชอบอ่ะ นึกถึงตอนเดินชมพระราชวัง อยากได้ยินเพลงอารมณ์แนว ๆ นี้ ...

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic