ปารีส เชอ' แตม

 

เคยคิดจะเขียนบันทึกในไดอารี่เล่มนี้เกี่ยวกับปารีสเมื่อหลายปีก่อนนู้น ถึงขนาดก่อนไปคิดเนื้อเรื่องไว้เสร็จสรรพ เตรียมเพลงไว้อีกต่างหาก สุดท้ายพอกลับมา ก็เฉไฉไปเขียนเรื่องอื่นซะ จนสุดท้าย เอนทรีเหล่านั้นในจินตนาการก็สาบสูญไป

ครั้งนี้ก่อนไป รี่ลั่นวาจาไว้กับมิตรสหายว่า เดี๋ยวกลับถึงบ้าน เอนทรีแรกที่รี่จะเขียน ต้องชื่อว่า Paris, je t'aime เป็นการบังคับตัวเองกลาย ๆ ให้กลับมาอย่าเหลวเปวเหมือนเคย แต่พอกลับมาถึง มีเรื่องทำให้หมดอารมณ์เสียก่อน จากนั้นความขี้เกียจก็เริ่มครอบงำ มีแววสูงว่าจะเป็นอีกหนึ่งในเอนทรีจินตนการที่จะถูกแทงบัญชีสาบสูญเช่นเคย  ถ้าไม่เพราะมีคนมาทวงถามถึงสิ่งที่รี่ได้ลั่นวาจาไว้ก่อนไป จึงทำให้รี่ผลักดันตัวเองมาเขียน

แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็เขียนลำบากแหะ รี่ก็ไม่ชอบเขียนแบบว่า ....

"นี่คือ หอไอเฟล สัญลักษณ์แห่งปารีสค่ะ ท่านผู้ชม สร้างโดย Gustav Eiffel สำหรับงาน International Exhibition ในปี 1889 เพื่อรำลึกถึง 100 ปี แห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส"

จากนั้น อาจจะตามด้วยรายการ flooded with statistics อาทิเช่น โครงเหล็กกี่ชิ้น ตะปูกี่ตัว สูงเป็นอันดับเท่าไรเมื่อปีไหน แล้วโดนทำลายอันดับเมื่อปีไหน โดยตึกอะไร

เอาเป็นว่า ขอเขียนแบบมั่ว ๆ ตามใจชอบ แม้มันช่างจะไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวแก่ใครใด ๆ ทั้งสิ้น แถมยังอาจมีการวิพากษ์วิจารณ์แบบเอาความชอบส่วนตัวเป็นศูนย์กลาง แต่ก็ช่างมันเหอะเนอะ เพราะนี่มันไดอารี่ส่วนตัวของรี่นิ ไม่ใช่เวบให้ความรู้สาธารณะชน

 

.................................................

 

เริ่มเหมือนชาวบ้านทุกคนด้วย 'สัญลักษณ์แห่งปารีส'

 

 

Tour Eiffel สำหรับรี่ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องขึ้นไป นอกจากมีภาระกิจที่จะทำเป็นพิเศษเหมือนที่รี่ตั้งใจจะทำในครั้งนี้

เรื่องมีอยู่ว่า การ์ดปีใหม่ที่ให้กับเพื่อน ๆ รวมทั้งมิตรในไดอารี่ ที่รี่ขอที่อยู่ไปเมื่อหลายเอนทรีก่อน รี่วางแผนไว้ว่า ปีนี้จะส่งเป็นโปสการ์ด โดยใช้โปสการ์ดแบบเป็นชุด หลังจากเวียนหาชุดที่ถูกใจมานมนาน สุดท้ายก็จบลงด้วยการไปเจอว่ามีโปสการ์ดของ Cavallini (ที่เคยพูดถึงไปในเอนทรี Cavallini's Carte Postale) อยู่ที่ Foyles

ก่อนเดินทาง วิ่งจู้ดด้วยอัตราเร็วสูงไปที่ร้าน Foyles คว้าโปสการ์ดมา จากนั้นก็แพ็คใส่ลงไปในกระเป๋าเดินทาง พร้อมกับตั้งใจว่า โปสการ์ดทั้งหมดจะต้องไปส่งบนหอไอเฟล เพื่อจะได้ postmark กิ๊บเก๋ 'Tour Eiffel' แบบนี้

 

 

แต่ถ้าใครได้รับโปสการ์ดที่ว่า แล้วคงงงว่า ทำไมไม่เห็นมี postmark ที่ว่าบนโปสการ์ดเลยสักนิด?

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะความงี่เง่าของรี่เองค่ะ  เนื่องจากกลัวว่า อาจจะยุ่ง ๆ จนสุดท้ายแล้ว ไม่ได้ไปหอไอเฟล ไม่ได้ขึ้นไป แล้วโปสการ์ดเหล่านั้น จะส่งไปถึงมือผู้รับไม่ทันคริสมาสต์ หลังจากเดินถือโปสการ์ดเหล่านั้น ตระลอน ๆ ในปารีส มีวันหนึ่งไปโผล่ที่ทำการไปรษณีย์ที่ Lourve รี่เลยตัดสินผลีผลามส่งไป เพราะคิดว่า การได้ postmark '
 Musée du Louvre' ก็น่าจะเท่ห์ไม่หยอกเหมือนกัน

พอกลับมาถึงบ้าน ถึงรู้ว่า ไม่มี postmark บ้า ๆ นั่น ที่ทำการไปรษณีย์ที่ Louvre ก็ใช้ postmark ปกติ

อึ้งจนพูดไม่ออกเลย ขออภัยจริง ๆ เลยค่ะ ถ้าไม่เพราะความงี่เง่าของรี่ โปสการ์ดเหล่านั้น ก็จะมี postmark กิ๊บเก๋ประดับแล้ว ขอน้อมรับผิดเลย T^T

 

.................................................

 

Tour Eiffel อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Seine ถ้าข้ามมาอีกฝาก ก็จะพบเจอกับ สถานที่ยอดฮิตอื่น ๆ อีกที่เหลือในปารีสค่ะ

สะพานข้ามแม้น้ำ Seine มีมากมาย แต่ที่สวยที่สุด คงเป็นสะพานนี้กระมังคะ ... Pont Alexandre III

 

 

ถ้าเดินตรงไปเรื่อย ๆ จากสะพานนี้ ก็จะเข้าสู่ ถนนสุดเลื่องชื่อ  Champs-Élysées ที่ตอนนี้ ยามค่ำคืนมีการตกแต่งไฟได้น่าดูชมมาก

 

 

หันไปมองไปทางขวาก็จะมองเห็น ประตูชัย Arc de Triomphe อีกหนึ่งแลนด์มาร์คยอดนิยม ที่ไม่เคยขาดนักท่องเที่ยวตามมาถ่ายรูป รวมทั้งรี่ด้วย ;)

 

ถนน Champs-Élysées  เป็นอะไรที่ รี่จะเดินทางผ่านแวบไปอย่างรวดเร็วค่ะ เพราะไม่มี interest อะไรในร้านรวงแถวนี้ทั้งนั้น เมื่อเทียบกับการที่อาจมีการตบตีใครระหว่างเดินที่มาผลัก ๆ ดัน ๆ ดังนั้น เลี่ยงได้เป็นเลี่ยงค่ะ เพราะต่อให้ฤดูกาลไหน ไม่ว่าจะร้อนตับแตก จะหนาวจนปากคอสั่น ฝูงชนนักท่องเที่ยวที่หนาแน่น ไม่เคยขาดไปจาก Champs-Élysées

แต่ตอนที่ไปเดิน เป็นตอนกลางคืนที่อากาศในปารีสหนาวมาก เลยต้องถือคติ Une armée marche à son estomac หรือ An army marches on its stomach ฉันใดก็ฉันนั้น เลยจำเป็นต้องมีการแวะอยู่สองร้านค่ะ ตอนแรกว่าจะหาแค่น้ำชาอุ่น ๆ กะขนมแทน ดังนั้น ร้านแรกที่แวะคือ Laduree

 

เปิดเข้าไป เจอฝูงชนแออัดยัดเยียดแห่ซื้อ Macaron อันเลื่องชื่อ อยู่ประมาณนี้ค่ะ

 

ส่วนบริเวณที่เป็นโต๊ะนั่งเนี่ย ไม่ต้องพูดถึงเลย คิวทะลุออกไปนอกร้านยาวน้อยกว่า ต่อคิวกินเป็ด Four Seasons ที่ลอนดอน หน่อยเดียวเอง ด้วยเหตุนี้ กองทัพนโปเลียนก็ต้องล่าถอยออกอย่างรวดเร็ว - -'

เดินไปไม่ไกลจากร้านนี้ เจอร้านอาหาร
Léon de Bruxelles ที่มองเข้าไปแล้ว แทบไม่มีคน เลยขอแวะทันที ยามนี้ ของว่างแบบน้ำชาและขนม ที่นึกอยากทานตอนแรก ไม่ต้องแล้วค่ะ ไปของหนักเลยละกัน  lol

ร้าน Léon de Bruxelles เป็นร้านอาหาร chain ที่พบเห็นได้ทั่วไปในปารีส มีรายการอาหารยอดนิยมคือ หอยแมงภู่อบ

รี่สั่งสองจากนี้มาค่ะ Les Moules à la Provençale ซึ่งตามชื่อน่าจะเป็น หอยแมงภู่อบแบบโปรวองซ์ (มั้ง?)

กะอันนี้ Le Panache de nos Fritures เป็น anchovy ปลาหมึก และหอยแมงภู่ ชุบแป้งทอด

ขอบอกว่าฟาดเรียบ ไม่มีเหลือ แม่แต่มะกอกสักลูก ก็ไม่ปล่อยให้กระเด็น!!!

แต่บอกก่อนว่า อย่าเชื่อใจอะไรรี่มากค่ะ เพราะตลอดการเดินทาง ไม่ว่าอาหารพื้น ๆ อะไรที่คนที่อยู่ที่นั่น เห็นเป็นธรรมดา มีแต่รี่ พร่ำเพ้อ 'อร่อย อร่อย' อยู่คนเดียว ชวนให้คนอื่น อาทิเช่น ต้องซ่าส์ เห็นเป็นเรื่องขบขันอยู่เสมอ

ต้องเข้าใจอะน่ะค่ะ พวกมาจากประเทศที่ปุ่มรับรส มาตราฐานต่ำสุดในยุโรป ออกนอกประเทศมาที่ไร เป็นแบบนี้ทุกที -"-

พอทานเสร็จ ออกมาจากร้าน ได้เห็นฝูงชนที่มาออกกันเหมือนมีการชุมนุมประท้วงย่อย ๆ อยู่หน้าร้าน แล้วรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีมากมาย ที่มาก่อนเวลา 'หม่ำ' มาตราฐานเล็กน้อย ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่ได้แวะร้านนี้อีกเช่นกัน แล้วคงต้องพาท้องเปล่าฝ่าความหนาวเย็นต่อไป ...

.................................................

ถ้าเดินไปเรื่อย ๆ บนถนน Champs-Élysées  ก็จะพบเจอจตุรัส Place de la Concorde

ซึงมีสัญลักษณะของจตุรัสนี้คือ London Eyes ที่เห็นขวามือในภาพนั่นเอง ...

แป่วววว ไม่ใช่นะค่ะ ผิดเมืองแล้วนั่น อันที่เห็นเหมือน London Eye คือ ชิงช้าสวรรค์หน้าทางเข้าสวน Jardin des Tuileries ที่อยู่ถัดไปค่ะ ซึ่งเดาเอาว่าเพิ่งมาตั้งสำหรับช่วงเทศกาลรื่นเริ่งในหน้าหนาวกระมัง และสิ่งที่สร้างความฉงนกับรี่ ในยามค่ำคืนที่อากาศหนาเหน็บ กับ London Eye เวอร์ชั่นเปิดโล่งแบบนี้ ยังมีพวกผู้กล้าหาญ จับจองที่นั่ง ขึ้นไปชมวิวปารีสยามค่ำคืน ... โอ้ มายก็อด ทำไปได้ไงเนี่ย -"-

ส่วนสัญลักษณ์ของจตุรัส ที่เคยเป็นที่ประหารเหล่าบุคคลสำคัญทั้งหลาย ในการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ต้องเป็น obelisk แท่งนี้ค่ะ

แท่งนี้ก็มีพี่น้อง อยู่ที่ลอนดอนเหมือนค่ะ เพราะนี่คือ หนึ่งใน 'เข็มของ Cleopatra' ที่แท่งที่ลอนดอน อยู่แถว Embankment 

.................................................

เดินต่อไป ก็จะเป็น Jardin des Tuileries ค่ะ 


 

 

และก็จะพบกับอีกประตูโค้ง ... Arc de Triomphe du Carrousel

 

 

ขณะที่ Arc de Triomphe ที่ปลายสุดของถนน Champs-Élysées ออกแบบตาม Arch of Titus ที่ Roman Forum เจ้าประตูชัย Carrousel ก็ออกแบบตาม Arch of Septimius Severus ที่ Roman Forum เช่นกัน และทั้งสองประตูชัย ก็อยู่บนเส้น L’axe historique ที่ลากผ่าน landmark ต่าง ๆ ของปารีส

แต่เดิมประดับด้วยรูปปั้นม้า Triumphal Quadriga สมบัติอันล้ำค่าของมหาวิหาร St Mark แห่งเมืองเวนิส ที่นโปเลียนนำมาปารีส และเวนิสได้คืนกลับไปในปี 1815 หลังจากการรบแพ้ในสงคราม Waterloo ปัจจุบันด้านงานปฏิมากรรมตัวแทนแห่ง 'สันติภาพ' บนรถม้าของ François Joseph Bosio

 

 

แถวประตูชัย Carrousel นี้ เป็นสวนที่ประดับด้วยงานปฏิมากรรมต่าง ๆ

 

 

ส่วนด้านล่าง ก็เป็น shopping mall ที่อยู่แถวก่อนทางเข้าตัวพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ และถ้าเดินเรื่อยไป ก็จะพบกับ La Pyramide Inversée หรือปิรามิดหงายกลับ ที่ตามทฤษฏี 'โอ้ลัลล้า' ของแดน บราวน์ ก็เป็นที่สถิตสุดท้ายของ Holy Grail หรือ Mary Magdelene

 

 

และสุดท้าย ขอปิดท้ายที่ Musée du Louvre ละกันค่ะ

 

 

เอนทรี่หน้าค่อยเดินจาก Louvre ข้ามไปอีกฝากของแม่น้ำ Seine ละกันเนอะ  ตอนนี้พักก่อน เหนื่อยอ่ะ -"-

ตอนแรก ว่าจะเขียนให้หมดทีไปเลยทีเดียว เพราะไม่งั้น ตอน 2 ตอน 3 อาจเป็นเพียงแค่ตอนในจินตนาการอีกเหมือนเคย แต่เห็นทีจะไม่ไหวแล้วค่ะ เพราะเขียนไปเขียนมา ทำไมมันเยอะจังก็ไม่รู้ (จริง ๆ เนื้อหานิดเดียว แต่พล่ามนอกเรื่องซะเยอะ -"-)  

เอาเป็นว่า อากาศมันก็หนาวมากถึงมากที่สุดอะน่ะ ก็คิดดูละกัน ขนาดบึกบึนแบบรี่ที่สุดแสนจะขี้ร้อน ยังบ่นหนาวเนี่ย มันคงหนาวจริงแหละ เรียกว่าเดินไปไม่เท่าไร รี่ต้องขอแวะเติมคาเฟอีนอุ่น ๆ ในเส้นเลือดเป็นระยะเลย แล้ววันที่เดินมาแถวนี้ รี่ก็ขอแวะจริง ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้น เอนทรีนี้ ขอแวะจิบกาแฟที่รถเข็นขายกาแฟของร้าน Paul ที่จอดอยู่แถว Arc de Triomphe du Carrousel นี้ละกัน (chain ขายขนมปัง กาแฟ ที่พบทั่วไปในฝรั่งเศส เป็น supplier หลัก สำหรับอาหารยามเช้าของรี่ตลอดทริปนี้ lol) 

 

 

แล้วสัญญาค่ะ ว่าจะมี ปารีส เชอ' แตม (2) ตามมา ...

ราตรีสวัสดิ์และนอนหลับฝันดีค่ะ 

 

Paris je t'aime!!!!

Joyeux Noël

Le Bonheur de Kati par Docteur Sakan
003596
27 ธ.ค. 2550 เวลา 05:44 น.
^
^
คนนี้มาได้ยังไงนี่ หุหุ

อยากอ่านตอนต่อไปที่พี่รี่ไปเยี่ยมหลุมคนดัง
หุหุ

สุขสันต์วันคริสต์มาสคะ
002962
27 ธ.ค. 2550 เวลา 06:35 น.
LOL
มีใส่หมวกแบบจิตรกรด้วย

เฮ่อ อยากไปถ่ายรูปที่ปารีส แต่สงสัยกว่าจะได้ไปคงอีกนาน -_-'
000644
27 ธ.ค. 2550 เวลา 16:39 น.
ตามมาอ่าน เรื่องราวจากสาวรี่ค่ะ



(สารภาพว่ายังอ่านไม่จบ)



แต่จะบอกว่าชอบรูปคุนรี่มากเลยอ่ะ คุนรี่ถ่ายรูปสวยได้ใจประมาณนึงทีเดียวนะเนี่ย ตั้งแต่ทริปก่อนหล่ะ



ชอบชอบ ^^
Gift
27 ธ.ค. 2550 เวลา 18:13 น.
คุณเชอรี่ได้ไปเคาะๆตรงฐานปิระมิดใน

ลูฟร์ด้วยรึป่าวครับ อยากรู้ว่า มี "อะไร

อยู่ข้างใต้" จริงรึป่าว เอิ๊กๆ
สหายดอกหญ้า
27 ธ.ค. 2550 เวลา 21:15 น.
ต๊าย สาวก 'โอ้ ลัลล้า' ของแดน บราวน์ มาเองหรือเปล่าคะเนี่ย 555

มันไม่มีอะไรจ่ะ มันเป็นแค่แทงปิรามิดตัน ที่เขามาวางไว้เฉย ๆ ไม่ใช่ เป็นส่วนหัวของปิรามิตใหญ่ที่ทะลุไปชั้นใต้ดิน มีห้องลับ เก็บศพของ 'Holy Grail' (aka Mary Magdalene) ค่ะ
002653
27 ธ.ค. 2550 เวลา 21:36 น.
ทำไมตัวผอมแต่หน้าอ้วน 555
JM!D
27 ธ.ค. 2550 เวลา 23:49 น.
หมวกแบบสาวปาครีเซียงต่างหาก

หุหุ
002962
28 ธ.ค. 2550 เวลา 04:00 น.
we are in diaryis.com family | developed by 7republic