ปารีส เชอ' แตม (2)

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

เราหยุดพักทานกาแฟกันที่รถเข็นขายกาแฟแถว  Musée du Louvre ค่ะ และเมื่อเติมคาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ก็พร้อมจะลุกขึ้นเดินต่อสู้กับความหนาวเย็นต่อไปค่ะ ...

 

....................................................

 

จาก Musée du Louvre  เดินไปยังริมฝั่งแม่น้ำ Seine จะมองเห็นตึกที่เป็นอดีตสถานนีรถไฟเก่าค่ะ แต่ทุกวันนี้คือที่ตั้งของ  Musée d'Orsay

 

 

สำหรับรี่ คำบรรยายสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่นึกถึงเลยสำหรับ Musée d'Orsay  คือ "สรวงสวรรค์แด่ผู้ชื่นชอบภาพเขียนแนว Impressionism"

 ผู้ใดเดินขึ้นตรงไปชั้น 5 ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แล้วไม่รู้สึกดื่มดำติดตรึงใจ ตามมาเตะรี่ได้เลยค่ะ

6 ชม. ในนั้น คือ หนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทริปนี้เลย!!! ด้วยเหตุนี้ รี่ว่า จะพยายามหาทางเขียนเอนทรีหนึ่งเกี่ยวกับ Musée d'Orsay  ไปเลย อย่างเดียว

 

....................................................

 

จาก Musée d'Orsay  เตินเรียบแม่น้ำไปทางทิศตะวันออก ก็จะพบกับหนึ่งในเกาะกึ่งกลางแม่น้ำ Seine ... Île de la Cité ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Notre Dame de Paris ค่ะ

 

 

สำหรับผู้ต้องมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแบบ French Gothic แล้ว คงไม่มีทางที่จะพลาดแวะชมความงามของโบสถ์แห่งนี้ ไม่ว่าจะกลับมากี่ครั้งก็ตาม จริงไหม?

รายละเอียดของมหาวิหาร Notre Dame แห่งกรุงปารีสนี้ รี่แยกเอนทรีไปเขียนต่างหากนะค่ะ ใครสนใจก็ลองตามกันไปดู (Notre Dame de Paris)

 

...................................................

 

จากเกาะ Cité เราเดินข้ามกลับมาฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Seine ค่ะ มาสู่ย่านที่เรียกว่า Latin Quarter (Quarier Latin) ที่เป็นย่านปัญญาชนแห่งมหานครปารีสค่ะ 

มาถึงแล้ว เราไปเดินตามหา ดอนกิโฆเต้ แห่ง Latin Quarter กันค่ะ ... เลขที่ 37 ถนน rue de la Bûcherie 

นั่นไง เจอแล้ว

 

 

ซึ่งถ้ามาจาก Notre Dame เดินตางมาเลย ๆ รับรอง เห็นร้านนี้ ไม่มีพลาดค่ะ  ... ร้าน Shakespeare&Co. ที่รู้เคยพูดไปเมื่อหลายเอนทรีก่อนหน้านู้น (ร้านหนังสือที่รัก)

Shakespeare&Co. ที่สถานที่ตั้งในปัจจุบันนี้ เป็นอีกยุคหนึ่งค่ะ ไม่ใช่ยุคสมัยของ Sylvia Beach แต่เป็นร้านของ George Whitman (another 'American in Paris' lol) ที่ได้ชื่อ Shakespeare&Co. มาจาก Sylvia Beach และคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Shakespeare&Co. คือ เน้นขายหนังสือภาษาอังกฤษ และเป็นที่ชุมนุมของเหล่านักเขียนและปัญญาชน ทุกวันนี้ ร้านแห่งนี้ เป็นยุคของลูกสาวของ George Whitman ค่ะ

ส่วนที่เรียก ดอนกิโฆเต้ แห่ง Latin Quarter  ก็เรียกตามผู้ก่อตั้งร้านค่ะ ซึ่งคำพูดของเขา แปะโขว์หราอยู่หน้าร้าน

 

 

บรรยากาศในร้าน เป็นอะไรที่ unique มาก ๆ ค่ะ ทางเดินแคบ ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยชั้นหนังสือ ที่น่าจะเรียกว่ายัดใส่ตู้ เหมือนชั้นหนังสือในบ้าน มากกว่าชั้นหนังสือที่เราเห็นตามร้านหนังสือสมัยใหม่ ส่วนด้านนอกร้าน ที่เห็นหนังสือวางเป็นกระบะนั้น คือ พวกหนังสือมือสอง

 

....................................................

 

จากร้านนี้ เดินตรงต่อไปเรื่อย ๆ จะเจอถนน Boulevard Saint-Germain เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านกาแฟ และร้านขายของกินค่ะ เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะหาสักร้านแวะหลบลมหนาว หรือพักเหนื่อย หลังจากที่เดินชมโบสถ์ Notre Dame เสร็จ

รี่ชวนไปดูร้านกาแฟ ร้านหนึ่งที่จตุรัส Place Saint-Germain des Prés ค่ะ ... ร้าน Les Deux Magots

 

ร้านกาแฟ ที่เป็นที่ hang out ของพวกนักเขียนอย่าง Sartre Camus หรือ Hemingway ตอนเฮียแกมาอยู่ปารีสค่ะ รวมทั้งศิลปินอย่าง Picasso ด้วย

ถ้าหน้าร้อน เก้าอี้ข้างหน้าคงไม่ว่างแบบนี้หรอกค่ะ แต่ถึงอย่างไร วันที่ไป เปิดเข้าไปข้างในก็ยังแน่นขนัดวุ่นวายหน้าดู หมดอารมณ์ เลยคิดว่าเดินเลยถัดไปอีกนิด ไปลองร้าน Cafe de Flore ดู

 

 

Cafe de Flore อีกหนึ่งร้านกาแฟโด่งดังของย่านนี้ ครั้งหนึ่งก็เป็นที่ hang out ของพวกนักคิด นักเขียนเหมือนกัน เปิดเข้าไป ก็เจอร้านแน่นพอกัน ไม่ค่อยจะต่างกับ Les Deux Magots สักเท่าไร แต่ก็ขี้เกียจเดินไปหาร้านอื่นแล้ว 

ถ้าใครไม่สูบบุหรี่ เดินตรงลิ่วขึ้นไปชั้นสองเลยค่ะ ไม่งั้นได้สำลักควันชั้นล่างตายแน่ คนฝรั่งเศสเนี่ย สิงห์อมควันกันเหลือเกิน - -"

ปกติ ถ้าไม่มีโปสการ์ดให้เขียน ระหว่างจิบกาแฟตามร้าน  รี่ชอบแอบมองโต๊ะข้าง ๆ แล้วเดาสุ่มไปเรื่อยต่าง ๆ นานา พอมาร้านนี้ หันซ้ายและขวา ได้กลิ่น intellectual สุด ๆ

ฝั่งซ้าย คุณตาคนหนึ่ง นั่งอยู่คนเดียว ลักษณะการแต่งตัว เดาแบบมั่ว ๆ ได้ว่า น่าจะเป็น professor จาก Sorbonne  lol จากนั้นคุณตา หยิบสมุดเล็ก ๆ เล่มหนึ่งขึ้นมา ... อ่ะห่ะ address book ของ Moleskine

ท่าทางจะนัดใครสักคนไว้ แล้วกำลังหาเบอร์โทรศัพท์ กระมัง ต่อจากนั้น คนตาก็ค้นของในกระเป๋า หยิบสมุดออกมาอีกเล่ม จดบันทึกอะไรสักอย่างอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก ... อ่ะห่ะคุณตาคนนี้ Moleskine มาทั้งเซ็ท

หันไปทางขวาบ้าง อายุพอกับคุณตาฝั่งซ้าย มีเอกสาร กับหนังสือกองเต็มโต๊ะ ดูจาก title ของหนังสือแล้ว เดาสุ่มว่า กำลังค้นคว้าวิจัยอะไรเกี่ยวกับ Marie Curie สักพัก เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ค้นกระเป๋าเอกสาร หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา ...  อ่ะห่ะ Moleskine เช่นกันครับผม

สรุปว่า แถวนี้ ไม่นิยมสมุดยี่ห้ออื่นนอกจาก Moleskine เท่านั้น!!!

 

....................................................

 

จิบกาแฟให้ร่างกายอุ่นแล้ว ก็ไปท้าลมหนาวกันต่อไปค่ะ เราไปสวนที่รี่ชอบมาก ๆ แถวละแวกนี้กันดีกว่าค่ะ ... Jardin de Luxembourg

จากถนน Saint-Germain เดินลงเรื่อยไปทางใต้เรื่อย ๆ ก็จะเจอสวนที่ว่า

 

 

บรรยากาศในหน้าหนาว ช่างแตกต่างกับในหน้าร้อน ราวฟ้ากับดิน ช่างเงียบเหงา ผู้คนหายกันไปหมด

 

 

ถ้าหน้าร้อน จะไม่มีวันที่ได้เห็น เก้าอี้ว่าง ๆ เรียงกันเป็นตับแบบนี้เป็นขาดเชียว!!!

 

จริง ๆ ก็ดีไปอย่างค่ะ ถ้าไม่นับว่า มันก็หนาว จนรี่เองก็ทนอยู่ที่โล่ง ๆ แบบนี้นานไม่ไหวเหมือนกัน บรรยากาศหน้าหนาวแบบนี้ ให้อารมณ์สวยแบบเศร้า ๆ ดี รี่ชอบน่ะ ชอบมากกว่า ดูดอกไม้สีสรรค์สดใส บานสะพรั่งอีก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ...

 

 

....................................................

 

ไม่ไกลจากสวน Luxembourg นี้ คือ ที่ตั้งของ  Pantheon แห่งปารีส ซึ่งเป็นที่ฝังศพ เหล่าวีรบุรุษแห่งชาติของฝรั่งเศส ทั้งหลายนะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวอลแตร์ อูโก โซล่า รุสโซ และวีรสตรีหนี่งเดียวที่ มารี คูรี ที่ได้รับเกียรติให้ฝัง ณ Pantheon แห่งนี้ (คิดว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวนะค่ะ แต่ถ้าความทรงจำรี่เลอะเลือน ช่วยแย้งที)

 

 

....................................................

 

จาก Latin Quarter รี่ขอพาไปอีกฝากหนึ่งของปารีสเลยค่ะ

 

 

เห็นโบสถ์นี้ คงอ๋อกันทันทีว่า มาย่าน Montmartre นั่นเอง

โบสถ์ Sacré-Cœur  หรือ Sacred Heart ในภาษาอังกฤษ เป็นโบสถ์ของพวกโรมันแคธอลิกที่เพิ่งสร้างขึ้นมาไม่นาน เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 นี่เองค่ะ (อยู่แถวนี้ อะไรที่แค่ไม่กี่ร้อยปี ถือเป็นของใหม่หมดค่ะ lol)

เนื่องจากตั้งอยู่บนเขาแบบนี้ เวลาขึ้นไป แล้วมองหันหลังกลับมาจะเห็นวิวทิวทัศน์ทั่วกรุงปารีสค่ะ ยิ่งถ้าได้ขึ้นมาในยามพระอาทิตย์ใกล้ตก จะโรแมนติกมาก ๆ

 

....................................................

 

ย่าน Montmartre เนี่ย เป็นย่านที่เดินแล้วก็ระวังหน้า ระวังหลังดูและกระเป๋าตัวเองดี ๆ นะค่ะ มีพวกแปลก ๆ ยุบยับเต็มไปหมด เข้ามาเกาะแกะขอตังค์อันนี้เรืองปกติ อย่าเผลอเชียว เพราะจะได้มีรายการจิกกระเป๋าติดมือไป เป็นของแถมด้วย หรือไม่งั้นก็แบบมากระชากกันโต้ง ๆ ไปเลยก็มี อย่างคุณการบูร ก็โดนกระชากกระเป๋าหลุยส์แถวนี้อ่ะค่ะ ต้องให้คุณชงวิ่งไปตามเอากลับคืนมาให้

ส่วนคุณรี่ ถือกระเป๋าใบมอซอ แถวหูขาดอีกต่างหาก คงไม่มีขโมยตาถั่วที่ไหนมากระชากไปหรอก ขืนมากระชาก รี่ก็คงไม่ต้องรอคุณชง แต่ใช้แขนอวบ ๆ ของตัวเอง ตบผัวะกลับไปซะงั้น

ถ้าไม่นับเรื่องเจอพวกเขะขะ แถวนี้ก็น่าเดินค่ะ ร้านรวงก็มีของน่ารักเต็มไปหมด มีพวกศิลปินมานั่งวาดภาพ มีร้านขายพวกโปสการ์ดเก่า ๆ แบบแนว vintage แล้วรี่ก็ไปเจอร้านขายพวกบ้านตุ๊กตาแบบนี้ น่ารักดี

 

 

 

....................................................

 

พอเดินลงไปจากส่วนที่เป็นเนินเขา ก็จะไปเจอถนนใหญ่ Boulevard de Clichy เดินไปตามถนนสายนี้ ก็จะเจอพวกร้าน sex shop ทั้งหลาย แล้วก็ตามต่อด้วยพวก caberet อย่าง Chat Noir (ที่ภาพแมวดำ สัญลักษณ์ของ caberet นี้ วางขายให้เกลื่อนเมืองปารีสไปหมด)

 

หรือไม่ก็คาบาเร่ต์ กังหันแดง ... Moulin Rouge

 

 

คุณอุ๋มชอบพูดว่า ไปปารีส ต้องไป Montmartre ต้องดู Mouline Rouge แต่รี่กับเฉย ๆ ไม่เคยสนใจเลยค่ะ รู้สึกว่า ไม่ใช่รสนิยม สำหรับรี่ Montmartre นะหรอ ไม่ใช่ทั้งหมดที่ว่ามานั่นค่ะ รี่มีที่ชอบของรี่ ที่เห็นแล้วรู้สึกกรี้ดกราด ปานประหนึ่ง ไป Winchester ไปบ้านเจน ออสเตน อยากไปถ่ายรูปหน้าบ้าน ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีอะไรเลยสักนิด

สถานที่ที่ว่านั้น ใน Montmartre ก็คือ ...

 

 

ชอบบันไดข้างเขานี้ มากถึงมากที่สุดค่ะ ไม่รู้ทำไม รู้แต่ชอบมาก จะเห็นว่า รี่เคยเอารูปบันไดข้างเขานี้ มาทำเป็นเฮดไดอารี่นี้ด้วย :)

 

....................................................


 

'ปารีส เชอ' แตม จะมีแค่ภาค 2 เท่านั้น แล้วจบค่ะ เพราะฉะนั้นรี่จะอัดหน้าเอนทรีนี้ต่อไป ด้วยสถานที่ที่ต้องซ่าส์ถามหาเมื่อเอนทรีก่อน ... Cimetière du Père-Lachaise สุสานแห่งนี้อยู่ด้านตะวันออกสุดของปารีสค่ะ เรียกว่า กระโดดไปคนละโยชเลย

 

 

สุสานแห่งนี้ ใหญ่มาก มีประตูเข้าหลายทางค่ะ แต่ถ้าไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แล้วยังไม่รู้ว่า หลุมศพจุดหมายอยู่ที่ใด ขอแนะนำให้เขาประตูหลัก Porte Principale ที่อยู่บนถนน Boulevard de Menilmontant ที่ขึ้นมาจาก metro ป้าย Père-Lachaise

เหตุเพราะว่า จากประตูนี้ เดินไปทางซ้าย จะเจอ Conservation Office  และโปรดเข้าไปเพื่อไปนำเอาสิ่งนี้ออกมาค่ะ

 

 

นี่ไม่ใช่ลายแทงสมบัติแต่อย่างใด แต่เป็นแผนที่ของสุสานแห่งนี้ 

สำคัญมากนะค่ะ เพราะว่า ถ้าตั้งใจมาแบบมีเป้าหมาย ไม่มีทางที่จะจ๊ะเอ๋เจอหลุมศพที่ตั้งใจมาดูโดยบังเอิญแน่แท้ โดยเฉพาะใครที่เพี้ยนสนิทโผล่ไปสุสานแห่งนี้ ตอนเช้าตรู่ ที่อากาศหนาวแช่แข็ง แล้วแทบไม่เจอมนุษย์สักเท่าไรในสุสาน ไม่พบเจอกลุ่มนักท่องเที่ยวมุงดูสุสานไหน พอที่จะเป็นเครื่องช่วงชี้ทางสว่างแล้วละก็ การมาค้นหาหลุมศพสักหลุมโดยลำพัง จากทั้งหมด 800,000 หลุม ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะค่ะ ขอบอก!!!

ขนาดมีแผนที่ในมือ ก็ต้องงมหาเช่นกันค่ะ เพราะแผนที่ระบุแค่คร่าว ๆ ว่า หลุมศพคนนั้น คนนี้ อยู่ในเขตที่เท่าไร (สุสานเปรียบเหมือนเมืองเล็ก ๆ ค่ะ มีถนนสายต่าง ๆ มีแบ่งเป็นเขต ที่รู้สึกมีอยู่ประมาณ เกือบร้อยเขต) แล้วอยู่บริเวณไหนในเขตนั้น

อย่างที่เคยมีเกริ่นไปบ้างในไดอารี่ว่า สุสาน Père Lachaise เป็นสุสานที่มีบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย จากหลายวิชาชีพฝังอยู่ที่นี่ เรียกว่า ถ้าวิญญาณมีจริง สุสานแห่งนี้ คงเป็นสถานที่น่าเดินที่สุดในปารีสกระมัง

จริง ๆ รี่ตั้งใจไปดูหลายคนมาก แต่ขอสารภาพเลยค่ะว่า งวดนี้ ขอยอมแพ้ ทนสภาพอากาศไม่ได้จริง ๆ เดินไปสักพัก ไม่ไหวแล้วค่ะ ไว้กลับมาปารีสตอนฤดูที่มันอุ่นกว่านี้ ค่อยว่ากันต่อละกัน

เริ่มจากหลุมศพแรก (ที่หาเจอ -"-)  คือ หลุมศพของโชแปงค่ะ

ร่างอยู่ที่นี่ แต่หัวใจโบยบินกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนค่ะ เพราะหัวใจของโชแปงเก็บอยู่ที่โบสถ์ Holy Cross Church ในกรุง Warsaw ค่ะ

 

ต่อมาก ก็เป็นหลุมศพของนักเขียนที่คุณบิกชื่นชอบค่ะ ... Balzac

 

บางหลุมศพ แทบจะไม่มีการตกแต่งอะไร แล้วดูธรรมดามาก จนถ้าไม่สังเกตชื่อ ก็คงเดินผ่านเลยไป อาทิเช่น หลุมศพของบิเซ่ท์ รี่เดินหลงอยู่แถวนั้น ผ่านหน้าหลุมนี้ไปมาหลายรอบ เพิ่งสังเกตุเห็น - -'

 

 

ส่วนบางหลุม ก็ช่างตรงกันข้าม โดดเด่นมาแต่ไกลเชียวค่ะ อาทิเช่น หลุมศพของเขา (เธอ) คนนี้ ... Oscar Wlide

 

หลังจากต้องคดีที่เกี่ยวพันกับการ Homosexual ของเขา ก็ไม่ได้รับการต้อนรับกลับคืนสู่สังคมอังกฤษอนุรักษ์นิยม เลยมาใช้ชีวิตที่ปารีสและจบชีวิตที่นี่ค่ะ

Oscar Wlide คือหนึ่งใน idol ของกลุ่มเกย์ และทุกวันนี้ พวกเขาเหล่านั้น ก็หาโอกาสแวะมาคาราวะหลุมศพของ Oscar Wlide พร้อมกับการทิ้งรอยจูบ เป็นคาบลิปสติกเต็มไปหมดบนหลุมศพนี้

 

 

และต่อให้รี่พลาดหลุมศพไหน ต่อหลุมศพไหน รี่คงไม่พลาดหลุมศพนี้กระมัง ... Edith Piaf

 

 

แต่หลุมศพที่เป็นความตั้งใจมา Père Lachaise มากที่สุด คือ หลุมศพนี้ค่ะ

 

 

Pierre Abélard พระ นักคิด และนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงในสมัยยุคกลางของยุโรป ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งคือ บุคคลที่มีตำนานรักที่เศร้าสะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์

 

 

 

ยามเมื่อมีชีวิตอยู่ Pierre Abélard และ Héloïse ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ในที่สุดความตาย ก็นำเขากลับมาอยู่ร่วมกัน ณ หลุมศพแห่งนี้ ....

 

----   Fin  -----

 

 

วันนี้เปิดเพลงเข้ากับเนื้อเรื่องมากๆ เลย เอิ๊กก

ขำอันนี้อะพี่ "(อยู่แถวนี้ อะไรที่แค่ไม่กี่ร้อยปี ถือเป็นของใหม่หมดค่ะ lol)" ห้าๆ แล้วก็เพิ่งรู้ว่าพี่รี่เป็นแฟนตัวจริงของคุณชง เอิ๊กก ต้องจำไม่ได้ละว่าโดนวิ่งราวตรงไหน เพราะปารีสบทจะอันตรายก็หลายที่เชียว

ตรงย่านลาตินอ่านแล้วเห็นภาพมากๆ เสียดายต้องไม่ชอบกินกาแฟ ไม่งั้นคงได้ไปกระทบไหล่นักวิชาการแถวนั้นแล้ว ว่าแต่คงต้องอดมื้อกินมื้อเผื่อจะไปนั่งร้านแถวนั้น เอิ๊กก

เรื่องสุสานนี่ ประสบการณ์ตรง.. ต้องคิดว่าถ้าอากาศไม่หนาวแบบนี้พี่คงมีเวลาเดินสักหกชั่วโมงแน่ๆ อารมณ์จะแบบว่า สวัสดีคะคุณ.. ติดตามผลงานคุณมานานแล้ว ดีใจที่ได้มาเจอตัวจริงวันนี้(แต่ไม่มีเสียงจริง.. ไม่งั้นคงหลอน.. เอิ๊กก)

ปารีสต้องยังเที่ยวไม่ครบเลย อารมณ์มันแบบว่าจะรีบไปทำไมกัน เดี๋ยวคราวหน้ากลับมาก็ไม่มีอะไรดู.. ฮา ว่าแล้วพี่รี่ก็อย่าลืมใช้ Moleskine นะคะ.. หุหุ
002962
28 ธ.ค. 2550 เวลา 06:17 น.
หูย ฉากวิ่งราวเนี่ย สำคัญน่ะ เพราะคุณชงอ่ะ ตามไปเอากระเป๋ากลับคืนมา จนได้รับบาดเจ็บ แล้วคุณการบูรเลยได้ช่วยทำแผลให้ เลยเกิดการซาบซึ้งใจกัน อิ อิ

ส่วน Moleskine คอลเลคชั่นใหม่ ปี 2008 มีแบบปกสีแดงกิ๊บเก๋ยูเรก้าด้วย แต่ไม่ไหวอ่ะ ยังไงก็คลาสิกสู้สีดำไม่ได้ เพราะความคลาสิกของ Moleskine ก็อยู่ที่ปกดำนี่แหละด้วย

ส่วนเพลงนี่ กำลังจะเขียนอธิบายเลย เพราะเดี๋ยวคนคิดว่า บ้ารึเปล่า นี่มันปาเข้า winter สุดโต่งแล้ว ยังมา autumn leaves อยู่อีก

ไม่รู้สิ ภาพส่วนใหญ่ที่เอามาลง มีแต่ต้นใม้ใบไม้ร่วงโกร๋น ๆ ทั้งนั้น เลยทำให้นึกถึงเพลงนี้ อีกอย่างอ่ะ อยากได้เพลงของ Piaf ที่ไม่โฮกฮากเกินไป

และอีกอย่างของอีกอย่าง มีเวอร์ชั่น Montand ด้วย ผู้มีหนึ่งหลุมศพในแปดแสนหลุม แห่ง Pere Lachiase

002653
28 ธ.ค. 2550 เวลา 06:55 น.
ตอนแรกอ่านยังนึกว่าใครที่ไหนชื่อการบูร แปลกๆ โธ่ที่แท้ก็นิยาย ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริง พระเอกคงโดนกระซวกด้วยมีดก่อนที่จะชิงกระเป๋ากลับมาได้ lol
000644
28 ธ.ค. 2550 เวลา 10:04 น.
we are in diaryis.com family | developed by 7republic