The Queen

The Queen

 

เมื่อหลายวันก่อน เพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ ... The Queen

 

 

 คงมีคนแอบขมวดคิ้วกัน แล้วรำพึงว่าหนังปีมะโว้ เพิ่งมาดูอะไรเอาป่านนี้  ^^"

ยอมรับว่าได้ยินเสียงลือ เสียงเล่าอ้าง ของหนังเรื่องนี้มาพอสมควร แต่ไม่เคยคิดจะดูเลย เพราะความงี่เง่า หลงคิดไปว่า เรื่องนี้ เป็นพระประวัติของควีนอลิซาเบธที่ 2  และคิดเองเออเองว่า คงไม่ใช่แนวหนังที่ตัวเองจะชอบ ดูแล้วคงรู้สึกเบื่อเปล่า ๆ

แต่ไม่รู้นึกไง หยิบมาดู แล้วกลายเป็นว่า สิ่งที่คิดก่อนหน้าช่างตรงกันข้ามทั้งนั้น รี่กลับสนุกกับหนังเรื่องนี้มาก ดูเสร็จแล้ว ต้องขอบอกว่า นี่คือหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ชื่นชอบมาก และอยากแนะนำให้ใครหลายคน ถ้ายังไม่ได้ดู ลองหามาดูค่ะ

The Queen ไม่ใช่เป็นหนังพระประวัติอะไรแบบที่รี่มั่วคิดเองตั้งแต่ต้น ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่เกี่ยวพันกับควีนอลิซาเบธโดยตรง และมีพระองค์เป็นตัวดำเนินเรื่องหลักก็ตาม แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ จับประเด็นแค่ช่วงเหตุการณ์ของการเกิดวิกฤตศรัทธาต่อราชวงศ์อังกฤษในช่วงภายหลังการสูญเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่าใหม่ ๆ

สิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ในช่วงเหตุการณ์วุ่นวายตอนนั้น แต่สิ่งสำคัญที่ได้ คือประเด็นต่าง ๆ ทางสังคมที่ชวนให้นำมาคิด มาถกกัน ภายหลังที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จบ

มีหลายประเด็นมากที่น่าสนใจ แต่ขอเลือกแค่ประเด็นเดียวที่เหมาะสมกับการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ  มาคุยกันในไดอารี่นี้ละกันค่ะ  ประเด็นที่ว่า คือ การสะท้อนให้เห็นถึง การปลุกกระแสอารมณ์หมู่ของคนในสังคม ที่เกิดจากการเสพสื่อ

นึกถึงเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรใหญ่ ๆ ขึ้น ไม่ว่าจะเปิดทีวีช่องไหน วิทยุคลืนไหน หนังสือพิมพ์ฉบับไหน จะมี่แต่ข่าวนั้นซ้ำ กรอกหูเช้า กรอกหูเย็น  ซึ่งการ 'ล้างสมอง' คนให้เชื่ออะไร ด้วยการยัดเหยียดข้อมูลซ้ำไป มาเนี่ย เป็นวิธีการง่าย ที่ส่งผลตามมาได้อย่างเหลือเชือ ลองมองไปรอบตัวดูสิคะ หาตัวอย่างมาสนับสนุนได้ทันที จริงไหม?

แถมสื่อยังมีกลวิธี ที่ช่วยปลุก 'อารมณ์ดราม่า' อาทิเช่น การคิดสรรหาคำพูดที่จะเกาะกินใจคนมาใช้ หรือเทคนิคอื่นอีกต่าง ๆ นานา ซึ่งทำให้รี่นึกถึง กระทู้แนะนำอันหนึ่งในพันทิบเฉลิมไทย เมื่อไม่นานมานี้  มีคนมาตั้งกระทู้ตำหนิพวกนักข่าว ที่มีการไปสั่งบอกให้คุณพ่อของ บิก D2B ช่วยจูบลูกหน่อย เพื่อช่างภาพจะได้ถ่ายภาพกัน

ในกระทู้นั้น มีความคิดเห็นหนึ่ง บอกว่า เป็นคนทำงานอยู่ในวงการสื่อสารมวลชน แล้วอธิบายว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นจะผิดตรงไหน ภาพถ่ายส่วนใหญ่ที่เป็นข่าว ก็ล้วนจัดทั้งนั้น แต่ก็เป็นการจัดภาพให้ได้บรรลุจุดประสงค์ตามที่ต้องการจะสื่อ อาทิ ถ้าเพียงได้ภาพคุณพ่อจับมือ คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่า คุณพ่อรักลูกมากมายแค่ไหน ในขณะที่ถ้าเป็นภาพคุณพ่อจูบลาลูกเป็นครั้งสุดท้าย คนที่เห็นจะรู้สึกสะเทือนใจไปกับการสูญเสียอย่างมาก

 (แหม น่าจะเลิกเป็นช่างภาพข่าวดีกว่า ไปเป็นผู้กำกับละคอนหลังข่าว ให้มันรู้แล้วรู้เลิศไปเลย -"-)

ด้วยที่ว่ามา และอาจได้รับการผสมรวมกับธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ ที่มักโอนเอียงไปในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นดีเห็นงาม (ความรู้สึก 'ปลอดภัย'  คือ หนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์?) กระแสอารมณ์หมู่ จึงสามารถปลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทวีความรุนแรง และในขณะเดียวกัน ก็อาจผันผวนกลับไปอีกทิศทางหนึ่งได้เช่นกัน

อย่างที่เรามักได้เห็นเทพบุตรหรือเทพธิดา 'สร้างได้' จากที่วันหนึ่งเขาและเธอ เกิดไปทำสิ่งที่ดีอะไรบางอย่าง ได้รับการเผยแพร่จากสื่อ จากนั้นทุกคนในสังคมร่วมชื่นชม ต่อจากนั้นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีได้ทั้ง 'ดี' และ 'ชั่ว' อาจถูกยกกลายเป็น 'เทพ' ที่ล้วนอุดมไปด้วยคุณความดี

แต่ถ้าวันหนึ่ง 'เทพ' นั้น เผลอไปทำอะไรพลาดสักอย่าง ผสมกับการโจมตีจากสื่อ 'เทพ' ก็สามารถตกสวรรค์กลายเป็น 'ซาตาน' ได้ในบัดดล

 

............................................................

 

สิ่งที่ว่ามา คุ้น ๆ เนอะ ว่าไหม?

ทำให้หวนคิดถึงสังคมบ้านเราค่ะ ที่มีลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นมาบ่อยเหลือเกิน ไม่รู้กี่ครั้ง ต่อกี่ครั้ง แล้วมีสิ่งหนี่ง ที่รี่ไม่ชอบเลย เวลาได้ยิน นั่นคือการโยนโบ้ยให้เป็นลักษณะนิสัยพื้นฐานของคนไทย อาทิพวกประโยค "ก็แบบนี้แหละ คนไทย"  หรือไม่ก็โบ้ยไปให้ความเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนา และประชนชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีการศึกษา ไปนั่น

เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นได้ทุกสังคม จะเป็นสังคมที่ขึ้นชื่อว่า ประเทศพัฒนา กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา (เรียกตามที่กติกากระแสหลักบนโลกนี้ยึดถือกันค่ะ ไม่ได้หมายตรงตามตัวอักษร) หรือไม่เกี่ยวกับการที่ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่มีการศึกษา หรือไม่มีการศึกษา (เวลารี่พูดว่า 'การศึกษา' โปรดระลึกไว้เสมอว่า รี่หมายถึง formal education ซึ่งสำหรับรี่ ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ ความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะจบระดับสูงแค่ไหนก็ตาม!!!)

 รี่ว่าที่น่าตลกก็คือ พวกสังคมที่ขาดการค้นหา substance ของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง และมักมองเห็น value ของมนุษย์จากองค์ประกอบภายนอกอันฉาบฉวย เช่น ระดับทางการศึกษา ตัวเลขของเงินทองที่หามาได้หรือมีครอบครอง ฯลฯ มีแนวโน้มที่จะถูกปลุกกระแสอารมณ์หมู่ได้ง่ายที่สุด

แล้วสิ่งไหนเล่าที่จะเป็นตัวกำหนดว่า สังคมนั้นมีความหนักแน่น หรือผันแปรได้ง่าย?

ความเห็นของรี่ คือ การดำรงชีวิตแบบมี 'สติ' ของคนในสังคม ค่ะ 

 

ปัจฉิมลิขิต

 

1. ส่วนหนึ่งที่ยอมเยี่ยมมากของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ casting ค่ะ  นักแสดงทุกคน ที่มาสวมบทบาทบุคคลจริง ถ่ายทอดบุคลิกออกมาได้เหมือนจริงมาก ตั้งแต่ดาราอังกฤษผู้มากความสามารถอย่าง Helen Mirren ที่เล่นเป็นควีนอลิซาเบธ และนักแสดงคนอื่น ๆ ที่เล่นเป็น เจ้าชายฟิลลิป ควีนมัม โทนี่ แบลร์ฯลฯ

2. บทแทรกเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือคำพูดสั้น ๆ ที่เสริมเข้ามาดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่กลับสะท้อนความเป็นบุคคลคนนั้นได้อย่างชัดเจน อาทิเช่น มีตอนหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ โทรศัพท์มาหาควีนอลิซาเบธขณะที่ท่านกำลังจะไปพักทานน้ำชา และพอควีนอลิซาเบธคุยธุระเสร็จ กลับมาที่โต๊ะที่จัดน้ำชา เจ้าชายฟิลลิปก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่ซีเรียสมาก ๆ ว่า

 Your tea is getting cold!

ซีนนี้ ทำระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้อง เกือบตกเก้าอี้อ่ะค่ะ ^^"

หรืออีกฉากหนึ่งที่ Cherie แซว Tony Blair ได้ฮามากคือ

Mister saviour of the Monarchy

โหย เรื่องนี้มีประโยคเด็ด ๆ คม ๆ ขำ ๆ สำหรับคนประเทศนี้เยอะค่ะ ดูแล้วมันส์ดี ^^

3. เผื่อมีคนไม่ชอบขี้หน้า (เดาว่าน่าจะมีเยอะ lol) งั้นให้รี่ช่วยหาความเป็น irony ให้ดีไหม?

ทำไม รี่ถึงคิดว่า นักแสดงเหล่านั้น เล่นได้สมจริง เหมือนบุคคลจริง รี่รู้จักบุคคลเหล่านั้น ตัวเป็น ๆ รึ?

perception ของรี่ ที่มีกับบุคคลเหล่านั้น ก็เป็นสิ่งที่รี่รับรู้ผ่านสื่อ ใช่หรือไม่?

 

 

เกี่ยวกับเพลง

 

หนึ่งเพลงอันดับต้น ๆ ที่คนต้องนึกถึง ถ้าต้องการอารมณ์แบบ British Patriotism  ;)

เพลงสุดฮิตของคนประเทศนี้ ที่แต่งโดย composer สุดที่รักของคนประเทศนี้อีกเช่นกัน ... Edward Elgar ที่เพิ่งฉลองครบรอบปีเกิด 150 ปีไป เมื่อปีที่แล้วนี่เองค่ะ

งานเพลง Pomp and Circumstance ส่วนหนึ่ง ถูกดัดแปลงไปเป็นเพลง Land Of Hope and Glory  ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นเพลงที่เป็นสัญลักษณ์ความเป็นชาติของประเทศอังกฤษ ส่วนชื่อเพลง Pomp and Circumstance นั้น Elgar เอามาจากท่อนหนึ่งในบทประพันธ์เรื่อง Othello ของ Shakespear ค่ะ ในองก์ที่ 3 ฉากที่ 3 ที่ว่า

 

O farewell,
Farewell the neighing steed, and the shrill trump,

The spirit-stirring drum, th' ear-piercing fife;
The royal banner, and all quality,
Pride, pomp, and circumstance of glorious war!
And O you mortal engines, whose rude throats
Th' immortal Jove's dread clamors counterfeit,
Farewell! Othello's occupation's gone.

จาก Shakespear's "Othello"

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic