Third Day After Twelf Night

 

วันนี้เพิ่งรู้ตัวแหละว่าเป็นผู้โชคดี หลังจากผ่านไปแล้วเกือบสองอาทิตย์ หุ หุ

เรื่องมีอยู่ว่าเช้าวันหนึ่งในปารีส ณ ร้าน Brioche Dorée บนถนน Saint-Germain กับอาหารมื้อเช้า

 

 

อย่างอื่นก็ธรรมดาค่ะ แต่รี่ดี๊ด๊ากับขนมที่อยู่ทางมุมซ้ายล่าง มันคือ Galette des Rois ค่ะ เป็นขนมที่กินในช่วงเทศกาล Epiphany

[Epiphany เป็นการฉลองการเดินทางมาของเหล่าโหราจารย์ทั้งสาม (Magi หรือ Three Kings) ที่ติดตามดวงดามแห่งเบธเลเฮม เพื่อพบเจอกับพระบุตร ซึ่งการฉลองจะตรงกับวันที่ 6 มกรา หรือว้นรุ่งขึ้นหลังจากช่วงเทศกาล 12 วันของคริสมาสต์ค่ะ (25 ธันวาคม - 5 มกราคม]

ตอนแรกรี่ไม่คิดว่า มันจะมีขายให้เกร่อตั้งแต่ช่วงก่อนคริสมาสเสียอีก พอไปเจอเข้าก็ดีใจค่ะ รีบสั่งมาหม่ำทันที

หม่ำ ๆ ไป โอ๊ะ เจออะไรแข็ง ๆ  แล้วปรากฏว่า มันคือเจ้านี่ค่ะ

 

 

เจอเหรียญ £1 ในขนมนั่นเอง ... ไม่ช่ายยยยย ^^"

เจอเจ้าที่เห็นทางซ้ายค่ะ ส่วนเหรียญอ่ะ รี่เอามาถ่ายคู่ เพื่อการเทียบเคียงขนาด

ทีนี้ ขออนุญาต อธิบายนิดค่ะ  ... ขนม Galette des Rois ปกติจริง ๆ มันเป็นอันใหญ่แบบนี้ค่ะ

 

 

มีสองแบบ ทางซ้ายที่เห็นจะเป็นแบบขนมปัง ส่วนทางขวาจะเป็นแบบแป้งพัฟ ซึ่งเวลาทานเขาก็จะตัดแบ่งกันในวง แล้วใครได้ส่วนที่มีเจ้า Fève  ที่เป็น token ที่เขาจะใส่เข้าไปในขนม (แต่ละร้าน รูปร่างหน้าตาก็ต่างกันไปนะค่ะ  ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่รี่ได้) ก็จะได้ครอบครอบ มงกุฏแห่งกษัตริย์ ซึ่งก็คือมงกุฏกระดาษที่เห็นในรูปอะค่ะ

ทีนี่ที่รี่ซื้อหม่ำ มันเป็นแบบชิ้น ๆ รี่เลยไม่รู้ว่า ตัวเองโชคดีหรือเปล่าที่ได้เจ้า Fève เพราะไม่รู้ว่า ปกติ เขาใส่เจ้านี้ ไว้ทุกชิ้นอยู่แล้วหรือเปล่า

แล้วพอดีวันนี้คุณจ๊อดเขียนเรื่องเจ้าขนมที่ว่านี่ เลยได้สบโอกาสถาม ถึงรู้ว่า มันไม่ได้ใส่มาทุกชิ้น แล้วเผอิญมันไปตกที่ชิ้นที่รี่กิน ด้วยเหตุนี้ จึงเพิ่งตระหนักว่า เรานั้นโชคดี โย่วส์

ขอบคุณคุณจ๊อด สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับขนมนะค่ะ ^^

 

...........................................................

 

ไหน ๆ ก็มาเรื่องขนมแล้ว ต่อด้วยเรื่องขนมอื่นที่ไปพบเจอที่ฝรั่งเศสละกันค่ะ

อันนี้ คือ macaron จากร้าน Ladurée ซึ่งเป็นต้นกำเนิดขนมนี้

 

 

ความเห็นส่วนตัวคือ ยอมรับว่าอร่อยกว่า macaron ที่อื่นที่เคยกิน แต่ราคาไม่น่ารัก เป็นอันจบค่ะ ^^"

และถ้าใครอยู่ที่อังกฤษ อยากกิน macaron ของ Ladurée  ไม่ต้องถ่อไปถึงปารีสค่ะ เรียนเชิญได้ที่ Harrods เพราะ Ladurée มีมาเปิดสาขาที่นี่ค่ะ

อันถัดไป เป็นขนมที่รี่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จนกระทั่งลงไปถึง Bordeaux ถึงรู้จักค่ะ ขนมที่ว่าคือ Canelé เป็นขนมประจำท้องถิ่นที่นั่น

 ...

 

สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในหัว เมื่อกัดขนมนี้เข้าปากครั้งแรก คือ หน้าอาม่าที่บ้านค่ะ 555+

เหตุเพราะรสชาด มันคล้ายขนมเข่งมาก นี่ถ้าเอาไปชุบไข่ทอดได้ จะแจ่มไปเลย  (ความเห็นส่วนตัวอีกเช่นกันนะค่ะ โปรดใช้วิจารญาณ)

 

...........................................................

 

จากฝรั่งเศส กลับมาที่อังกฤษ ช่วง Christmas ควรหม่ำขนมอะไรคะ?

ติ๊ก ต๊อก ติ๊ก ต๊อก ติ๊ก ต๊อก

(เด็กต่างถิ่นตอบผิดไม่เป็นไรนะค่ะ แต่เด็กที่อยู่แถวนี้ ตอบผิดนี่ เรื่องใหญ่เลย ต้องหันก้นมาให้ตีสิบที ;>)

คำตอบคือ Christmas pudding เพราะ Christmas อังกฤษยังไม่มาถึงโดยสมบูรณ์ หากท่านยังไม่ได้หม่ำ Christmas pudding ค่ะ

อันนี้เป็น Christmas pudding ของรี่ปีนี้ค่ะ

 

 

จริง ๆ ตามธรรมเนียม ต้องประดับบนหัวด้วยใบ holly นะค่ะ แต่ว่า ปีนี้ มาอยู่ในกรุง หาเด็ดแถวบ้านไม่มี เลยโล้น ๆ แบบนี้อะค่ะ ปกติจะทานกับพวก brandy หรือ rum butter แต่จะทานกับครีมธรรมดาที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ก็ได้ สุดแล้วแต่ความชอบ

ปีนี้ ก่อนไปฝรั่งเศสก็ซื้อ Christmas pudding กักตุนไว้ค่ะ เพราะกลับมาถึง เดี๋ยวร้านรวงปิดหมดหาซื้อไม่ได้ แต่กลายเป็นว่า กว่าจะได้เอาออกมากิน ปาเข้าไปนู่นเลยค่ะ วันส่งท้ายปี เพราะว่า พอรี่กลับมา เกิดอาการแพ้แอลกอฮอล์อย่างหนัก อันเป็นผลมาจาก การไปทำซ่า เสี่ยงจิบไวน์ที่ปาร์ตี้ที่ Bordeaux ผลก็คือปาเข้าไปเกือบอาทิตย์ กว่าจะทุเลาพอจะกล้าเสี่ยงทานอะไรที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปต่อได้

-"-

...........................................................

 

Christmas pudding ทำจากแป้ง ผลไม้แห้ง เครื่องเทศ กวนเข้าด้วยกันนะค่ะ ซึ่งการกวน Christmas pudding มีธรรมเนียมปฏิบัติที่จะทำกันในวันอาทิตย์ที่เรียกว่า Stir-up Sunday ซึ่งเป็นอาทิตย์สุดท้ายก่อนเข้าเทศกาล Advent (สองสามอาทิตย์ก่อนคริสมาสต์) โดยเขาจะมีความเชื่อว่า ทุกคนในครอบครัว ควรจะมาร่วมด้วยช่วยกันกวน เพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่มีอีกความเชื่อหนึ่ง ที่ตลกดี รี่ไปเจอมาจาก Oxford Dictionary of Superstitions เขาบอกว่า 

. Every young woman in each household should help to stir the Christmas pudding if she has any wish to be married during the ensuing twelve months.

 (1883 BURNE Shropshire 277)

เดาว่า มันต้องเป็น tactic หลอกสาวเจ้า ให้มาช่วยกันทำงานแน่ ๆ  แล้วจะมีกุศโลบายใดเล่า จะได้ผลไปกว่ากุศโลบายนี้เป็นไม่มี จริงมะ?

 

...........................................................

 

สุดท้าย อันนี้ขอบ่นอะไรส่วนตัวหน่อยเหอะ ...

หลายเอนทรีก่อน เพิ่งพูดถึงเรื่อง ดั่งดวงหฤทัย ฉบับที่กำลังฉายอยู่ที่เมืองไทยอยู่ตอนนี้ว่า ช่างถูกสร้างมาได้ ดั่ง 'ทำร้าย' ดวงหฤทัย จริง ๆ -"-

อย่างที่บอก ทนดูได้แค่ตอนเดียว ก็เลิก แต่มารู้รายละเอียดจากที่เขาคุยกันในพันทิบ ถึงรู้ว่า มันมีการฉุดเข้ารกเข้าพงต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หลงเหลือกลิ่นอายความละเมียดละไมของนวนิยายดั้งเดิม กลายเป็นละคอนรักวัยรุ่นหลังห้องเรียน (เจ้าหญิงทรรศิกาพยายามเอาหัวโขกกำแพงเพื่อฆ่าตัวตาย มีตัวอิจฉามาทำให้เกิดรักหลายเส้า เจ้าหลวงมัวแต่ตามนางเอกจนเกิดกบฏ ฯลฯ เฮอ กลุ้ม -"-)

วันนี้ เจอกระทู้หนึ่ง เขาบอกว่า ให้เห็นใจผู้สร้าง โดยให้เหตุผลแบบนี้

" ... ดังนั้น คนทำละครก็จำเป็นต้อง "แปลง" เนื้อหาให้มันดูง่าย คนดูเห็นปั๊บเข้าใจปุ๊บ เติมแต่งรสชาติให้ถูกใจผู้ชมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชมในต่างจังหวัดทั่วประเทศ เราว่า 90% ไม่มีโอกาสอ่านบทประพันธ์แน่ และเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่อยากดูละครเพื่อความบันเทิง ก็เลยจำเป็นต้องเพิ่มสีสันของการแสดงให้มันฉูดฉาดอย่างที่เห็น ..."

(ขออนุญาต ไม่อ้างอิง url ของกระทู้น่ะ)

o_O' อึ้งกิมกี่ไปเลย

คิดเอง เออเอง สรุปเอง ว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ ไม่สามารถเข้าใจในบทประพันธ์ดั้งเดิม (90% อีกต่างหากน่ะ โพลสำนักไหน? 'ดั่งดวงหฤทัย' ของลักษณาวดีเนี่ย มัน Quantum Physics หรือไง!?!) นอกจากนี้ยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือการดัดแปลงบทประพันธ์ (literary adaptation) อีกต่างหาก

จะดัดแปลงบทประพันธ์ ต้องเข้าใจแก่นแท้ในเนื้อเรื่องของบทประพันธ์ เข้าใจเนื้อแท้ของตัวละคอนต่าง ๆ ในงานประพันธ์นั้น จะเพิ่มเติมฉากใดเข้าไป มีสิทธิที่จะทำได้ และบางครั้งควรที่จะกระทำ เพราะหนังหรือละคอน ไม่เหมือนหนังสือ คนดูคงไม่สามารถไปอ่าน 'ความคิด' ของตัวละคอนได้ แต่ฉากที่จะเพิ่มเติมเข้าไป มันควรจะอยู่บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับแก่นของเรื่อง และพื้นฐานตัวละคอน ซึ่ง 'ดั่งดวงหฤทั้ย' ฉบับที่เห็นอยู่ตอนนี้ มันไม่ได้เป็นไปตามที่ว่าเลย ไม่ควรที่จะใช้คำว่า 'แปลง' เลยสักกะนิด มันควรเรียกว่า เขียนบทขึ้นใหม่เอง แล้วไปยืมชื่อนวนิยาย คนแต่ง ตัวละคอน เขามามากกว่า

ไม่รู้ว่ากรณีนี้ ตัวเองมองในแง่มุมที่แคบเกินไปหรือเปล่า แต่อยากเห็นเสียงตำหนิรุนแรงไปยังคนทำละคอน ไม่อยากจะใช้คำว่า 'หยวน ๆ แค่ละคอนดูเอาสนุก' เพราะมองการกระทำแบบนี้ ไม่ต่างจากการขโมยผลงาน  ไม่เคารพภูมิปัญญาของผู้อื่น ที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทสร้างสรรค์ออกมา

แล้วตกลง รี่บ้าไปแล้วใช่ไหมเนี่ย? ซีเรียสเกินเหตุ?

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic