ลำนำแห่งบทกวี

 

 

ในห้องที่มืด และเงียบกริบ โสตประสาทที่ไม่สามารถรับรู้สิ่งอื่นใด นอกจากลำนำแห่งบทเพลงของเส้นสายกีรต้าร์ที่พริ้วอ้อยอิ่ง ห้วงอารมณ์ที่ให้ออกมาปานประหนึ่ง มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวที่ถูกทิ้งให้เฝ้ารอ

หากเสียงกีรต้าร์นั้น ในที่สุดแล้ว มิได้โดดเดี่ยวต่อไป เสียงของ bandoneon ได้ตอบรับกลับเสียงเรียกหาของกีรต้าร์ สองเสียงที่ช่างแตกต่าง ได้แลกเปลี่ยนการเอื้อนเอ่ยวาจาที่แผ่วเบา ปานประหนึ่งเปี่ยมด้วยความขวยอายยามแรกพบ  มนุษย์เช่นเราผู้ยังมิได้มีจิตที่ละเอียดพอ มิสามารถรับรู้ได้ว่า สองเสียงนั้น เจรจราสิ่งใด แต่ใจนั้นยังคงสามารถสัมผัสถึงความละเมียดละไมของการเจรจรา

ความแผ่วเบา สลับสับเปลี่ยนเป็นการสอดประสานของสองเสียงนั้นในจังหวะที่เร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น ราวกับการจับมือกันวิ่ง ไปในทุ่งกว้างใหญ่ ใต้แสงแดดอันร้อนแรง หากในท้ายที่สุด พลังแห่งเสียงนั้น เริ่มอ่อนล้า อารมณ์แห่งความเงียบสงบกลับมาเยือนอีกครา สิ่งที่ได้รับรู้เหลือแต่เพียง เสียงกระซิบแห่งการจากลา ...

 

 

เกี่ยวกับบทเพลง

 

หากใครติดตามไดอารี่เล่มนี้กันมานานพอตัว จะคุ้ยเคยกับ main theme ของเพลงที่ได้ยินในหน้าไดอารี่หน้านี้กระมัง เพราะด้วยความชื่นชอบส่วนตัว เจ้าของไดอารี่จึงเอามาเปิดหลายครั้งต่อหลายครา ยังไม่นับรวมบทกวีของ Neruda ที่แวะเวียนมาเยี่ยมหลายเอนทรีของไดอารี่นี่เช่นกัน

ใช่แล้วค่ะ สกอร์จากภาพยนตร์เรื่อง Il Postino (ซึ่งรี่เคยมีเกริ่นไปแล้วในเอนทรีนี้: Il Postino)

เหตุที่หวนนึกขึ้นมาอีกครั้ง ก็เพราะว่า หลายวันก่อน รี่ไปเจอโดยบังเอิญใน imeem ว่า มีคนเอา soundtrack ของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาลงทั้งอัลบั้มเลยค่ะ ขอย้ำว่าทั้งอัลบั้ม!!!

อย่างที่เคยพูดไปแล้วว่า อัลบั้มเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ น่าสนใจดี ตรงที่จะแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ ส่วนแรก เป็นการอ่านบทกวีของ Neruda และส่วนที่สอง จะเป็นส่วนดนตรีที่แต่งโดย Luis Bacalov ที่ใช้ประกอบในภาพยตร์ ตัวรี่เองเคยมี soundtrack ของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่กับตัว แต่มีเหตุหายไป ที่มีติดตัว ก็แค่บางบทกลอนและบางเพลงเท่านั้น พอมาเจอทั้งอัลบั้ม รู้สึกปลาบปลื้มมากมายที่มีโอกาสได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง

 

...........................................................

 

งานของ Luis Bacalov ชิ้นนี้ ได้รางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมทั้งออสการ์และ BAFTA แต่นั่นไม่ได้หมายความว่างานชุดนี้ ต้องเป็นงานที่ดีที่สุดค่ะ เพราะถ้าใครเป็นแฟนงานดนตรีประกอบภาพยนตร์ของ James Horner จะต้องเถียงขาดใจแน่ว่า งานชิ้นนี้ แทบไม่มีอะไร มีแต่ main theme หลัก เล่นเวียนซ้ำไปซ้ำมา เมื่อเทียบงานอลังการกว่าของ Horner ในปีเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Braveheart หรือ Apollo13 ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทั้งคู่ แต่พลาดไปให้กับ Il Postino

ส่วนถ้าถามรี่ ก็คงต้องตอบว่า ไม่ทราบค่ะ ว่าอะไรดีกว่าอะไร รู้แต่ว่า หนึ่ง รี่ไม่ใช่แฟนของ James Horner และสอง ประทับใจดนตรีชิ้นนี้เหมือนรักแรกพบ ตั้งแต่ได้ดูภาพยนตร์ และจะผ่านมาเป็นสิบปีกว่าปีแรก จะกลับมาฟังอีกกี่ครั้ง ความรู้สึกก็เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

จำได้ว่า เคยอ่านบทวิจารณ์จากที่ไหนสักที่นานมากแล้ว เขาบอกว่า งานชิ้นนี้ ช่างเหมือนกับงานของ Ennio Morricone เรียกได้ว่า ถ้าไม่เห็นชื่อคนประพันธ์ ต้องนึกว่าเป็นของ Morricone แน่แท้ และด้วยเหตุนี้ การที่งานชิ้นนี้ จะได้รับรางวัล ก็ถือเสียว่าเป็นตัวแทนของ Morricone ผู้ซึ่งผลิตผลงานเป็นที่กล่าวขวัญมากมาย เป็นเจ้าพ่อแห่งการได้รับการเสนอชื่อมากมาย แต่ไม่เคยได้สักกะรางวัล

ฮากลิ้งเลย บทวิจารณ์ทำนองนี้ ฟังแล้ว nonsense แต่ในใจลึก ๆ แอบเห็นด้วย :P

(เมื่อเร็ว ๆ นี้ Morricone ได้เป็น Honorary Award ชดเชยแทนนะค่ะ ที่รี่เคยมีเกริ่นนิดหนึ่งและเอางานเพลงส่วนตัวของ Morricone ที่ชื่นชอบมาลง ในเอนทรีนี้ค่ะ Friday With Morricone

 

...........................................................

 

แอบเสียดายเล็ก ๆ ที่ไม่เปิดคอมเมนต์เอนทรีนี้ เพราะไม่งั้น รี่อยากจะถามว่า ถ้าตัดทุกโสตประสาทของการรับรู้ เหลือไว้แต่เพลงการได้ยิน เพื่อติดตามทุกท่วงทำนองของบทเพลงนี้ ความรู้สึกเป็นเช่นไร จินตนาการเช่นไร จะเหมือนหรือแตกต่างกันไปไหมจากความรู้สึกของรี่

นี่คือ เสน่ห์ของงานดนตรี ที่ไร้ซึ่งคำร้องใด ๆ เพราะผู้ฟังใช้ใจแต่ละคนสัมผัสท่วงทำนอง พร้อมจินตนาการที่เปิดกว้างให้ใจโผบินไปในที่ต่าง ๆ สุดแล้วแต่ความรู้สึกแต่ละคน ...

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic