นิทานแสนเศร้า

 

หลายเอนทรีก่อน รี่เอ่ยถึงความเชยของตัวเองว่า เพิ่งทราบว่า มีละคอนเพลงเรื่องคู่กรรม แล้วถามหาว่า มีใครพอทราบว่า มี dvd ออกมาบ้าง เพราะสนใจอยากดู

มีคนบอกว่า รี่ไม่รู้ว่ามีละคอนเพลงเรื่องนี้ไม่แปลก เพราะขนาดอยู่เมืองไทย ก็ยังไม่รู้ว่ามีเหมือนกัน เดาเอาว่า ละคอนเรื่องนี้ การโปรโมทไม่มากเท่ากับพวกบัลลังก์เมฆ ทวิภพ หรือฟ้าจรดทรายนั่น

อย่างที่เล่าค่ะว่า หลังจากได้ลองฟังเพลงจากละคอนเพลงเรื่องนี้ แล้วรู้สึกชอบการสื่อเรื่องราวออกมาในเพลงมาก อย่างเพลง 'เสียงดนตรี' ที่ลงเมื่อเอนทรีก่อน หรือเพลง 'นิทานแสนเศร้า' ที่เปิดในเอนทรีนี้ มันมีอารมณ์ลึกซึ้งซ่อนอยู่ในบทเพลง ฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งดีค่ะ

'นิทานแสนเศร้า' เป็นบทร้องระหว่างอังศุมาลินกับโกโบริ ต่างเล่านิทานพื้นบ้านของตัวเอง (เสียงอังศุมาลิน ไพเราะหวานจับใจ แต่เสียงโกโบรินี่สิคะ ต้องพยายามฟังสักสิบรอบ จะพอคุ้นสำเนียงแล้วเข้าใจว่าแกพูดอะไร ^^") โดยเปิดมาด้วยอังศุมาลิน เล่าเรื่องตำนานหิงห้อย ซึ่งถ้าใครทราบเรื่องคู่กรรม คงทราบว่า ณ ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหิงห้อยนี้ ครั้งหนึ่งวนัส เคยขอให้อังศุมาลินสัญญาว่าจะรอคอยการกลับมาของเขา และพูดเปรียบเปรยได้อย่างน่าสะเทือนใจว่า เขาไม่อยากเป็นเหมือนหิงห้อยเที่ยวตามหานางลำพู คนรักที่จากหายไป

จากนั้นโกโบริ ก็ชี้ให้อังศุมาลิน ดูดาวบนท้องฟ้า แล้วเล่านิทานของเจ้าหญิงทอหูก ธิดาเจ้าแห่งสวรรค์ ที่พบรักกับคนเลี้ยงวัว แล้วถูกทำให้พรากจากกัน อยู่กันคนละด้านของแม่น้ำสวรรค์ และได้โอกาสมาพบกันเพียงปีละครั้ง ซึงตรงกับวันที่เจ็ด เดือนเจ็ด อันเป็นเทศกาลทานาบะตะ (Tanabata) ของญี่ปุ่นนั่นเอง

ตำนานของเจ้าหญิงทอหูกกับคนเลี้ยงวัวคิดว่าคงแพร่หลายแทบเอเชียตะวันออก อาจมีรายละเอียดผิดเพี้ยนกันไปบ้าง และต้นตำนานน่าจะมาจากจีน และการพบกันของทั้งคู่ตรงกับเทศกาลฉีซี (Qi Xi) ของจีน

เคยเห็นนักเรียนจีนที่อังกฤษนี่ฉลองเทศกาลนี้ เขาเรียกเป็นเทศกาลแห่งความรักของจีน และเคยเอาไปถามม้า ม้าบอกว่า ไม่รู้จัก รู้จักแต่สารทจีนที่อยู่ในช่วงนั้น จากนั้นก็บ่นเรื่องวุ่นวายกับการเตรียมของไหว้สารทจีน

แป่ววว - -"

เลยเดาเอาว่า พวกคนจีนแต้จิ๋ว คงไม่ฉลองกันกระมัง และรู้สึกเสียดายว่า ถ้าได้ถามป๊า คงมีเรื่องราวอะไรมาเล่ามากกว่านี้ ...

 

................................................................

 

นิทานเจ้าหญิงทอหูกกับคนเลี้ยงวัว เป็นการผูกเรื่องราวของตำแหน่งดวงดาวเวก้า (Vega) ที่อยู่ในกลุ่มดาวพิณ (Lyre) กับดาวอัลแตร์ (Altair) ในกลุ่มดาวนกอินทรีย์ (Aquilla)

 

จาก Astronomy Picture of The Day
ถ่ายโดย Andy Steere

 

ตามรูป เจ้าหญิงทอหูกคือดาวเวก้า ดาวสว่างสดใสที่เห็นฝากบนของทางช้างเผือก ขณะที่คนเลี้ยงวัวคือดาวอัลแทร์ ดาวสว่างที่อยู่ทางขวามือสุด และจะเห็นว่า  'แม่น้ำสวรรค์' ผ่านกลางระหว่างดาวทั้งสอง แยกพวกเขาจากกันจริง ๆ

บางเรื่องเล่าว่า ทางเชือกเผือกเกิดมาจาก แม่ของเจ้าหญิงใช้ปิ่นผม ขีดเป็นสายน้ำพรากเขาจากกัน และยังมีเสริมต่อว่า ทั้งคู่มีลูกสองคน ที่ถูกทิ้งให้อยู่กับพ่อ อันเป็นที่มาของดาวอัลเชน (Alshain -  β Aquilae)  และดาวเทราเซด (Tarazed - γ Aquilae) ซึ่งเป็นดาวในกลุ่มดาวนกอินทรีย์ที่ขนาบข้างดาวอัลแทร์

จริง ๆ ได้ยินนิทานมาแต่เด็ก แต่ไม่รู้ทำไมไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า เหตุใดต้องเป็นวันที่เจ็ด เดือนเจ็ด จนมาฟังเพลงนี้อีกครั้ง แล้วเกิดฉุกใจนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้

มีใครพอทราบเหตุผลจริง ๆ ไหมคะ? ข้องใจเหลือเกิน มันน่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างเกี่ยวพันกับการสังเกตเห็นดวงดาวหรือทางช้างเผือก รึเปล่า?

ลองหาข้อมูลดู ก็ไม่ได้คำอธิบายโดยตรงอะค่ะ อย่างในหนังสือ The Monthly Sky Guide (โดย Ian Ridpath และ Wil Tirion) เขาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสังเกตุสามเหลี่ยมฤดูร้อน (Summer Triangle - สามเหลี่ยมจินตนาการที่ลากเส้นเชื่อมระหว่างดาวเวก้า ดาวอัลแทร์ และดาวเดเนบ (Deneb) ดาวสว่างสุกใสทางซ้ายมือด้านล่างในรูปบนอะค่ะ) ที่แม้จะชื่อระบุแบบนั้น แต่ยังคงมองเห็นชัดเจนเลยไปถึงฤดูใบไม้ร่วงด้วย ซึ่งนั่นก็คลุมถึงเดือนเจ็ดจีน หรือเดือนสิงหาคมตามปฏิทินสากล

รี่เลยคาดว่าช่วงเวลาดังกล่าว น่าจะเป็นช่วงที่เห็นทางช้างเผือก พาดผ่านสามเหลี่ยมฤดูร้อนชัดเจนพอดี เลยผนวกเข้ากับเรื่องราวของเจ้าหญิงและคนเลี้ยงวัว

ส่วนอีกเล่มหนึ่งชื่อ Star Names and Their Meanings (โดย R. H. Allen) ให้ข้อมูลว่า คู่หนุ่มสาว มาพบกันที่ทางช้างเผือก โดยอาศัยก้าวเดินข้ามบนสะพานที่เกิดจากการรวมตัวกันของนกสาลิกาดง โดยหลังจากนั้น เมื่อทั้งคู่แยกกันกลับไปแต่ละฝากของตัวเองแล้ว เหล่านกก็บินแยกย้ายกันออกมา พร้อมกับสภาพขนบนหัวที่หลุดร่วงเหตุเพราะถูกเหยียบจากเจ้าหญิงและคนเลี้ยงวัวนั่นเอง ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับที่ว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงผลัดขนของนกสาลิกาดง

นอกจากนี้ เขายังบอกว่า ฤดูนี้เป็นฤดูฝน ดังนั้น ถ้าฝนมาตกตอนเช้า คนเล่าเรื่องก็จะเล่าว่า เป็นน้ำตาแห่งความปิติของทั้งคู่ที่กำลังจะพบเจอกัน แต่ถ้ามาตกตอนค่ำ ก็จะเป็นน้ำตาของความโศกเศร้าที่พวกเขาจะต้องพรากจากกันอีกครั้ง

ส่วนพวกเด็ก ๆ จะถูกสอนให้ไล่พวกนกสาลิกาดงที่มาต้วมเตี้ยมแถวบ้าน เหตุเพราะนกพวกนี้นิสัยไม่ดี มาทำอ้อยอิ่ง ไม่ยอมบินไปรวมตัวกัน ทำเป็นสะพานช่วยเหลือคู่หนุ่มสาว

^^

โอ้โห ลองนึกถึง ยุคที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเตอร์เนท และยามค่ำคืน ถูกฆ่าเวลาไปกับการมองดูดาวบนท้องฟ้า ฟังนิทานที่ผูกโยงสิ่งรอบด้านในธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันเป็นเรื่องราวจริงจัง ช่างชวนให้เคลิบเคลิ้มยิ่งนัก คงนอนหลับปุ๋ย ฝันดีเป็นแน่แท้เลยเชียว น่าอภิรมย์ยิ่งนัก ...

ท้ายสุด ก่อนรี่จะไปเข้านอน พลันนึกขึ้นมาได้ว่า กลุ่มดาวพิณที่เจ้าหญิงทอหูกอยู่นั้น เป็นพิณของออร์ฟิอุส (Orpheus) ที่เที่ยวตามหานางยูริดิซี (Eurydice) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตำนานอันแสนเศร้าของการพลัดพรากเช่นกัน เลยนึกถึงว่า มันช่างสอดรับกับคำร้องในท่อนหนึ่งของเพลงนี้ที่ว่า

 

โลกนี้ช่างแสนเศร้า
ดั่งนิทานที่ปวดร้าวดวงใจ
ความรักเลื่อนลอยหาย
ฝังรอยไว้ให้ทรมาน

 

ทราบไหมคะ ใครเขียนบทเพลงของละคอนเรื่องนี้ ช่างเขียนอะไรออกมาได้บาดจิตบาดใจเช่นนี้เนี่ย!!!

 



นิทานแสนเศร้า

ขับร้อง ธีรนัย ณ หนองคาย/ Seigi Ozeki

 

ปัจฉิมลิขิต

ในหนังสือพูดถึงนกที่ว่าแค่เป็นนก magpie ซึ่งรี่ก็ไม่มั่นใจว่านกนั้นจะเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี

ที่รี่ใช้ว่า 'สาลิกาดง' มันตรงกับนก Red-billed Blue Magpie อะค่ะ ลองดูรายละเอียดได้ที่เวบองค์การสวนสัตว์ไทย ที่นี่ค่ะ

ซึ่งถ้านกที่ขึ้นไปก่อสะพานให้เจ้าหญิงกับคนเลี้ยงวัว ไม่ใช่เจ้าตัวนี้ ก็ขออภัยนะค่ะ ^^"

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic