Do not stand at my grave and weep

 

เมื่อคืน ตัดสินใจหยิบ "คู่กรรม" มาดูต่อให้จบ หลังจาก ที่เคยเล่าว่า ไปติดละคอนเรื่อง "คู่กรรม" แต่พอดูไปได้จนเกือบใกล้จบแล้ว รี่ก็ต้องหักดิบ หยุดดู ด้วยเหตุผลว่า ทำใจไม่ได้ มันบีบหัวใจเกินไป และคิดว่า ถ้าเว้นระยะ ให้อารมณ์ไม่ต่อเนื่อง พอกลับมาดู จะได้ไม่รู้สึกอะไรมาก

จริงดังคาด อารมณ์ที่ขาดช่วงไป ช่วยทำให้รี่ไม่ต้องปล่อยโฮ เพียงแค่น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาเรื่อย ไหลออกมาไม่หยุด พร้อมกับกองกระดาษทิชชู่ กองเบ้อเริ่ม อยู่ข้างหน้าจอ รอให้โกยลงถังขยะวันรุ่งขึ้น ก็เท่านั้นเอง ...

 

 

จำได้ว่า ตอนอ่านเรื่อง "ในฝัน"  ในบทท้ายสุด เมื่ออ่านถึงเสียงระพันของเจ้าหญิงพรรณพิลาสที่ว่า ...

 

หม่อมฉันฝากรอยจูบไปกับสายลม
ฝากคำกระซิบทูลไปกับแมกไม้
ฝากน้ำตาไปกับสายธารที่ไหลริน
เพื่อจะได้นำความไปทูลกับยอดรักของพรรณพิลาศว่า
'ลาก่อนยอดรัก แล้วเราคงได้พบกันอีก ...

 

รู้สึกอึ้งจนบอกไม่ถูก สงสัยเหลือเกินว่า คนแต่งเขาเรียบเรียงความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? คำพูดที่มีความไพเราะมาก ในขณะเดียวกัน แฝงด้วยความสะเทือนใจอย่างมาก  จนทำให้ต้องเสียน้ำตาไปมากมายกับคำพูดนี้

กลับมาเมื่อคืนนี้ อีกครั้งกับงานเขียนจากผู้แต่งคนเดียวกันที่ดึงอารมณ์เกินกว่าจะห้ามน้ำตาตัวเอง ไม่ให้ไหลรินตามออกมาได้ ...

 

อังศุมาลิน: อนาตะ โอ อาอิชิ มาสุ ฉันรักคุณค่ะ โกโบริ อย่าถามนะคะว่ามันมากแค่ไหน คุณเป็นคนได้มันไปเป็นคนแรกและคนสุดท้าย ฉันพยายามจะไม่รักคุณค่ะ  เพราะฉันต้องต่อสู้กับหัวใจตัวเอง คุณไม่รู้หรอกว่าฉันทรมานตัวเองมากแค่ไหน เป็นความพยายามอย่างยิ่งตลอดมา

โกโบริ: ผมรู้ เพราะผมรักคุณตลอดมา

อังศุมาลิน: การที่เรารักใครสักคน ถึงแม้จะทนทรมาน
เพราะคิดว่าไม่สมหวัง ก็ยังดีกว่าพยายามที่จะไม่รักคนที่
เรารักเขามากเหลือเกิน เข้าใจไหมคะ ความทุกข์จาก
การได้รัก ไม่เท่าความทุกข์จากการพยายามไม่รัก ...

 

.............................................

 

โกโบริ: ผมไม่ไปไหนหรอก จะติดตามคุณไปทุกแห่ง

อังศุมาลิน: เวลาฉันตาย คุณจะมาอยู่ใกล้ไหมคะ

โกโบริ: มาสิ มารับคุณไปไว้บนดาวเจ้าหญิงทอหูกไง

อังศุมาลิน: คุณคงคอยฉันอยู่บนดาวดวงนั้น ไม่นานหรอกค่ะ

โกโบริ: ไฟดับหมดแล้วหรือ ฟ้ามืดเหลือเกิน

อังศุมาลิน: ค่ะ ไฟดับแล้ว มีแต่พระจันทร์กับดาว ...

 

.............................................

 

อังศุมาลิน: เวลาคุณจะจากฉัน คุณจะลาฉันไหมคะ

โกโบริ: อนาตะ โอ อาอิชิมัตสุ ผมรักคุณเสมอ ฮิเดโกะ...รักเสมอ

 

 

การตายของโกโบริ ชวนสะท้อนใจว่า มีทหารมากมายในสงคราม ที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองมา เพื่อมาตายในที่ที่ไม่ใช่ "บ้าน" ที่ที่ตนเองแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ทหารในโลกนวนิยายอย่าง "โกโบริ" ยังโชคดี ที่ได้ตายในอ้อมกอดอันอบอุ่นของคนที่รัก แต่คงมีทหารจริง ๆ อีกมากมาย ที่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในที่อันห่างไกล เหลือเพียงแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ ป้ายชื่อ หรือบางคนไม่เหลือแม่แต่ชื่อ ถูกตีตราเป็น "ทหารนิรนาม" กลับสู่มมาตภูมิ

 

 

นึกถึงบทกลอนอันหนึ่ง ที่ตัวเองเอามาลงในเอนทรีวันเกิดเมื่อสองปีก่อน และคิดว่า ไม่ได้เล่ารายละเอียดถึงบทกลอนอันนั้น

เหตุที่เอามาลงในเอนทรีนั้น เพราะเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไรมิทราบ เช้าวันนั้น ขณะกำลังคุ้ยตู้หนังสือเพื่อจะหาหนังสือเล่มอื่นอยู่ หนังสือรวมบทกลอน ที่มีกลอนนี้อยู่ ก็ตกลงมา พร้อมกับแง้มหน้าที่มีบทกลอนที่ว่า

รี่เป็นคนที่ไม่เรียบร้อย ชอบซื้อหนังสือ แต่ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน เสร็จแล้วก็ยัดเข้าตู้แบบหมกไว้ สะเปะสะปะ หนังสือรวมบทกลอนนี้ก็เช่นกัน แม้รี่จะซื้อทิ้งไว้หลายปีแล้ว แต่แทบจะไม่เคยเปิดอ่านเลย อาจมีพลิกดู สามสี่หน้าแรก ช่วงซื้อมาใหม่ จากนั้นไปสนใจเรื่องอื่น แล้วก็ยัดเข้ากรุสมบัติไป

ด้วยทั้งเหนื่อยและหงุดหงิดที่หาของที่อยากได้ไม่เจอ เลยนั่งพัก หยิบหนังสือและหน้าที่ถูกง้างไว้ ขึ้นมาอ่าน

 

Do not stand at my grave and weep;
I am not there. I do not sleep.
I am a thousand winds that blow.
I am the diamond glints on snow.
I am the sunlight on ripend grain.
I am the gentle autumn rain.

When you awaken in the morning's hush
I am the swift uplifting rush
Of quiet birds in circles flight.
I am the soft stars that shine at night.
Do not stand at my grave and cry;
I am not there. I did not die.

 

แวบแรกที่อ่านจบ รู้สึกถึงอารมณ์บางอย่างบอกไม่ถูก อยากจะยิ้ม? อยากจะร้องไห้? หรือยิ้มพร้อมน้ำตาที่ไหลริน?

หลังจากอึ้งและงงกับความรู้สึกที่บอกไม่ถูกสักพัก รี่เลยลองเสริชหาข้อมูลเกี่ยวกับบทกลอนอันนี้ ซึ่งในหนังสือ มิได้ให้รายละเอียดไว้สักเท่าไร

ใน Wikipedia ให้ข้อมูลว่า น่าจะเป็นผลงานแต่งของ Mary Frye (แต่หลายแหล่งข้อมูล รวมทั้งหนังสือรวมบทกวีของรี่ด้วย จะให้เครดิตบทกลอนนี้ เป็น นิรนามค่ะ) เขียนบทกวีนี้ให้กับเพื่อน ที่เพิ่งสูญเสียแม่ไป โดยเธอไม่มีโอกาสกลับไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย

ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งที่แม้จะไม่ใช่เกี่ยวข้องกับที่มาที่ไปของบทกลอนนี้โดยตรง แล้วก็ไม่มีข้อยืนยันความถูกต้องของเรื่องราว แต่อ่านแล้ว ชวนให้สะเทือนใจมาก  นั่นคือ บทกลอนนี้ ถูกจดลงบทกระดาษ พกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อของนายทหารคนหนึ่งที่ไปรบ และเมื่อเขาเสียชีวิตลง ศพถูกส่งกลับบ้าน พร้อมกับจดหมายฉบับนี้ให้กับพ่อแม่ที่บ้านเกิดเมืองนอน

ไม่รู้ว่า นี่คือเรื่องจริงหรือเปล่า รายละเอียดรี่ก็จำไม่ได้มาก แต่ไม่น่าแปลกถ้ามันจะเป็นเรื่องจริง เพราะครั้งแรกที่รี่อ่านบทกลอนนี้จบ โดยไม่ได้รู้ที่มาที่ไปอะไรทั้งสิ้น แวบแรกที่คิดเลยคือ ถ้าตัวเองต้องตายไป แล้วสามารถฝากบอกใครอันที่เป็นที่รักที่อยู่เบื้องหลังได้ รี่ก็อยากบอกเช่นนั้น ...

 

ปัจฉิมลิขิต

 

1. จำไม่ได้แล้วว่า ไหนเวบไหนสักเวบ หรือไม่ก็ในหนังสือรวมบทกวีของรี่นั่นแหละ (รี่ไม่มีหนังสือ เล่มนั้นอยู่กับตัวตอนนี้ค่ะ) มีระบุชื่อ นามสกุล นายทหารคนนั้นด้วย

2. เขียนไปนี่ ก็สงสัยว่า ทำไมถึงเพิ่งมาพูดถึงบทกลอนนี้ ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านมานมนาน และตลอดเวลาที่ผ่าน รี่ก็มีหยิบมาอ่านแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า น่าประหลาดที่ไม่เคยบันทึกในไดอารี่เล่มนี้

คำตอบของมันอาจจะเป็นที่ว่า ทุกเรื่อง มีเวลาของมันเองค่ะ บางเรื่องเกิดขึ้น สมองเรียบเรียงเป็นคำพูด เขียนออกมาได้เลยทันที ขณะที่บางเรื่อง อาจใช้เวลาในการตกผลึก ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา ประมวลเข้าด้วยกัน จนหาคำพูดที่จะพูดถึงมันได้

 

Edit

 

รี่เพิ่งไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่พอเป็นหลักเป็นฐานหน่อย เอามาเล่าสู่กันฟังนะค่ะ เพราะข้างบน เขียนมาจากความทรงจำ อาจจะมั่ว ผิด ๆ ถูก ๆ ^^"

ข้อมูลจากหนังสือ  Oxford Dictonary of Quotations ระบุผู้ประพันธ์คือ Mary E. Frye (1905 - 2004) เป็นนักกวีและแม่บ้านชาวอเมริกัน ส่วนนายทหารคนที่ว่า เป็นนายทหารอังกฤษชื่อ Stephen Cummins เสียชีวิตโดยขบวนการ IRA อะค่ะ

ส่วนจากเวบไซต์ของ The Poetry Libry ที่นี่ ให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกมากเลยค่ะ เขาบอกว่า บทกลอนนี้ เคยถูกอ้างอิงว่าแต่งโดยคนนั้น คนนี้ รวมไปถึง Stephen Cummins ด้วย

แต่จากข้อมูลที่ตีพิมพ์ในวารสาร The London Magazine ปี 2005 ข้อมูลของบทกลอนนี้คือ แต่งโดย Mary Frye ในปี 1932 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Magaret Schwarzkopf สาวชาวยิว-เยอรมัน ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเธอ และกำลังเศร้าโศกกับข่าวของแม่ที่เจ็บป่วยที่เยอรมันนี แต่เธอไม่สามารถเดินทางกลับไปดูแลได้ [ปี 1932 แม้จะก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายปีอยู่ แต่กระแสการต่อต้านพวกยิว (Antisemitism) ในเยอรมันนีเกิดเต็มที่แล้วค่ะ - รี่] และเมื่อแม่เสียชีวิตลง Magaret พูดกับ Mary ว่า เธอไม่มีโอกาสที่จะได้ยืนข้างหลุมศพและคร่ำครวญ [คิดว่า นี่คือที่มาของประโยคขึ้นต้นกลอนนี้นะค่ะ Do not stand at my grave and weep ซึ่ง  Mary ผู้ประพันธ์คงต้องการจะสื่อกระมังว่า แม่ของ Magaret คงจะอยากพูดเช่นนั้นกับลูกสาว - รี่]

บทกลอนนี้เผยแพร่กันในแวดวงส่วนตัว และ Mary ไม่เคยส่งไปตีพิมพ์ที่ไหนค่ะ นอกจากนี้บทกลอนนี้เคยถูกจัดเป็นหนึ่งใน Nation's Favourite Poem ของที่นี่ ในการทำแบบสำรวจในปี 1996 [เคยพูดเรื่องผลสำรวจนี้ ในเอนทรีนี้ค่ะ - Eternal Echoes]

 


ฝากรักเอาไว้ในเพลง
ขับร้อง วิสุตา สาณะเสน

we are in diaryis.com family | developed by 7republic