ผีเสื้อสยายปีก

 

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พยายามคิดหาทาง ดึงตัวเองกลับมา ดึงพลัง ดึงความกระตือรือร้น ให้ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ล่องลอย ซึมกระทือไปเรื่อย เหมือนช่วงที่ผ่านมา

รี่เลยออกไปเดินเล่น และสุดท้าย ก็พาตัวเองไปโผล่ที่นี่ ... British Musuem

 

ด้วยความหวังว่า พอได้ดูนั่น ดูนี่ จะจุดประกายความสนใจของรี่ ให้อยากลุกขึ้นมาค้นคว้าอ่านเรื่องนั้น เรื่องนี้

แต่พอเอาเข้าจริง ตอนแรก ดูเหมือนมันจะไม่เป็นไปอย่างที่รีหวังแหะ

เริ่มต้นจาก เหลือบดู exhibition ของ BM ขณะนี้ ... The American Scene: Prints from Hopper to Pollock ... อะน่ะ ไม่มีความรู้สึกอยากดูสักนิด ไม่ต้องรสนิยมเลย รี่ไม่สนใจอะไรแนวนี้เท่าไร

จากนั้น ก็เดินไปห้องนั้น ห้องนี้ รี่ก็ยังเหนือย ๆ เหมือนเดิม สุดท้ายรู้สึกเบื่อมาก กะจะเลิกและกลับบ้านซะงั้น อาการ "เหม็นเบื่อ" งวดนี้ เป็นหนักมากนะเนี่ย

ก่อนกลับแวะร้านหนังสือใน BM ก็ดันไปเจอเรื่องที่ทำให้รี่ไม่สบายใจ กลับบ้านไปด้วยการพกความรู้สึกแย่หนักเข้าไปอีก

รี่เจอเด็กคนหนึ่งในร้านหนังสือ เป็นนักท่องเที่ยวแคนาดา แกแปลกดี ชอบวิ่งเข้ามาถามรี่ ถึงหนังสือเล่มนั้น เล่มนี้ แล้วบางทีก็ให้รี่ช่วยดูให้ว่า ราคามันเท่าไรถ้าเป็นหน่วยเงินดอลล่าร์แคนนาดา

น้องแกน่าสงสารมาก ที่ดันมาเจอรี่ภาคนางมารเข้า เพราะวันนั้น รี่หงุดหงิดมาก ที่กำลังอ่านอะไรอยู่แล้วโดนขัดจังหวะครั้งแล้ว ครั้งเล่า แล้วไม่เข้าใจว่า ทำไมน้องคนนี้ แกไม่รู้จักอ่านเอง ที่หน้าปก เพราะอายุก็มากพอจะรู้ความแล้ว (น่าจะ 12 -13 ขวบได้)

ครั้งสุดท้าย แกวิ่งมาถามรี่ว่า มีหนังสือศิลปะเล่มอื่นแนะนำแกไหม รี่หงุดหงิดมาก ทำเสียงไม่ดีเลย ชี้โบ้ยให้แกไปที่ section หนึ่งในร้าน

พอสักพัก มาคิดได้ว่า แกอาจอยากหาคนคุยด้วย หรืออะไรสักอย่าง เลยพยายามมาถามนั่นถามนี่ เพื่อชวนคุย รี่ไม่น่าเอาอารมณ์ไม่ดีมาพาลเพโลไปทั่ว เลยหลืบตาขึ้นมาดู หาน้องคนนั้น กะว่าจะไปเดินพูดคุยกับแก แนะนำแกดี ๆ ปรากฏน้องคนนั้น ไม่อยู่เสียแล้ว

T^T

 

 

วันรุ่งขึ้น ก็พอตัวเอง กลับไป BM อีกรอบ แล้วในที่สุด รี่ก็ประสบความสำเร็จ ในการค้นหาสิ่งที่จะดึงความกระตือรือร้น ความสนใจ อยากรู้อยากเห็นของรี่กลับมาในที่สุด

ห้องที่ว่าเป็นคอลเลกชั่นจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ

เริ่มจาก งานชิ้นนี้ค่ะ

แวบแรกที่รี่เห็น สะดุดใจกับรูปทรงองค์เอวของงานชิ้นนี้มาก ทำให้รี่นึกถึงความประทับใจของตัวเอง ตอนได้เห็นภาพวาดเหล่านางอัปสรที่เขาสิกิริยา ในศรีลังกา มาก ๆ เลยแหะ

งานชิ้นนี้ เป็นรูปของพระนางตารา ซึ่งเป็นโพธิสัตว์องค์หนึ่งในพุทธนิกายมหายาน ทำในศรีลังการะหว่างศตวรรษที่ 7 - 8 ซึ่งสะดุดความสนใจของรี่อย่างมาก เพราะความเข้าใจเดิมคือ พุทธศาสนาในศรีลังกา เป็นแบบเถรวาท แล้วรูปบูชาของพระนางตารา มาได้ยังไงเนี่ย?

ปรากฏว่า มาหาข้อมูลตอนหลัง ถึงเพิ่งทราบว่า ศรีลักกาในช่วงแรก ก็นับถือนิกายมหายาน และเปลี่ยนเป็นเถรวาทในตอนหลัง

ทีนี้ลองไปดูงานชิ้นอื่นในห้องเดียวกันนี้ ที่รี่หยิบเอามาแค่บางส่วน อาจไม่ใช่งานชิ้นสำคัญอะไร แต่รี่มีความชอบโดยส่วนตัว ก็เท่านั้นค่ะ

 

นี่คือรูปปั้นพระโพธิสัตว์จากแคว้นคันธาระ ทำในช่วงศตวรรษที่ 2 -3 สไตล์ออกแนวเป็นแบบรูปปั้นสไตล์คลาสิกของพวกกรีกเต็มที่เลยค่ะ

ถัดไปที่สะดุดใจรี่คือ พวกแผ่นหินแกะสลัก เล่าเรื่องราวส่วนหนึ่งในพุทธประวัติหรือชาดกต่าง ๆ เป็นงานจากคันธาระ และทำขึ้นในยุคเดียวกันรูปปั้นพระโพธิสัตว์ก่อนหน้านี้ค่ะ

อันนี้เป็นเรื่องราวจาก สีพิชาดก เกี่ยวกับกษัตริย์สิพิ (Sibi) ยอมบริจากเนื้อของตัวเองเพื่อช่วยเหลือนกพิราบ (ที่มุมซ้ายบนแผ่นสลัก) ที่หลบหนีจากการตามล่าของเหยี่ยว (ที่ตรงกลางด้านบนของแผ่นสลัก) โดยให้เนื้อของพระองค์ท่านแก่เหยี่ยวแทน

ตามเรื่องเล่า สัตว์ทั้งสองชนิดเป็นพระอินทร์กับพระอัคนี (รูปสลักด้านขวาบนแผ่นสลัก) แปลงองค์มาเพื่อทดสอดการบำเพ็ญทานบารมีของกษัตริย์สิพิ

รี่คิดว่า ชาดกเรื่องนี้ ทางเรา ไม่คุ้นเลยอะค่ะ แต่จะมีอีกชาดกหนึ่งที่คุ้นทางเรา คือ สีวิราชชาดก ที่เป็นการบำเพ็ญทานบารมี โดยการบริจาคดวงตา จากการขอของพรารมณ์ที่เป็นพระอินทร์จำแลงกายมา

พอลองหาข้อมูลดู คิดว่า อาจจะเป็นชาดกเดียวกัน แต่เป็นการแตกย่อยของเนื้อหาที่ไม่เหมือนกัน แต่รี่ก็ไม่มั่นใจเลยนะค่ะ เอาเป็นว่า ใครพอทราบ ช่วยบอกกันที

ส่วนแผ่นสลักนี้ พบที่แคว้นคันธาระอีกเช่นกัน ทำขึ้นอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 - 2 แสดงโทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกมาเป็นแปดส่วน ดั้งเดิม โทณพราหมณ์จะถูกรายล้อมด้วยกษัตริย์ที่มาขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ แต่รูปสลักพวกกษัตริย์สูญหายไปตามกาลเวลา เหลือแค่บางองค์ที่เห็นในภาพ

ดูรูปแบบการแกะสลักเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวออกมานะค่ะ แม้แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างปลายผ้าคลุมบนโต๊ะที่มีการพับงอ ได้อารมณ์เหมือนมีการเคลื่อนไหว ปลิวสะบัด ช่างน่าทึ่งมาก ๆ ทันทีที่ รี่เห็น รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ประทับใจกับพวกงานสลักบนแผ่นหินกลุ่มนี้มาก

ส่วนนี้ เป็นรูปยักษีหาริตี เป็นศิลปะแนวคันธาระ อีกเช่นกันค่ะ ทำในช่วงศตวรรษที่ 2 -3

นางยักษ์หาริตีชอบจับลูกของชาวบ้านไปกิน จนพระพุทธเจ้าได้นำลูกของนางไปซ่อน เพื่อให้นางได้สำนึกถึงทุกข์ของผู้เป็นแม่ที่ถูกพลัดพรากลูก นางจึงกลับตัวกลับใจ และภายหลังกลายเป็นเทพีปกป้องคุ้มครองเด็ก

ส่วนนี่เป็น พระเศียรของพระพุทธเจ้าขณะบำเพ็ญทุกขกิริยา ศิลปะคันธาระ จากราวัลปินดี ทำขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 - 3 อีกเช่นกัน

อันนี้เป็นองค์พระพุทธรูป ศิลปะคุปตะ จากสารนาถ รัฐอุตรประเทศ พระพุทธรูปอยู่ในปางปฐมเทศนา พระหัตถ์ขวาทำเป็นวงที่เรียกว่า ธรรมจักรมุทระ พระหัตถ์ซ้ายประคองพระหัตถ์ขวา

สถานที่ปฐมเทศนาคือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นชื่อเดิมของ สารนาถ ที่เป็นแหล่งที่มาของพระพุทธรูปองค์นี้ค่ะ

ทีนี้ มาดูแนวศิลปทิเบตบ้างค่ะ อันนี้เป็นยมานตกะซึ่งเป็นภาคดุร้ายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ที่กอดกับวัชรไภรว ซึ่งนับเป็นภาคดุร้ายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีเช่นกัน

ตรงนี้ ขอแทรกนิดหนึ่งนะค่ะ เพื่อใครไม่คุ้นเคย อาจตกใจกับลักษณะรูปบูชาข้างบน

ลักษณะการกอดรัดของสองเพศที่คล้ายการร่วมเพศแบบนี้ เป็นเรื่องปกติของพุทธทางสายธิเบตอะค่ะ เป็นการสื่อถึงความรู้สึกอิ่มเอิบแห่งการบรรลุธรรม

ต้องเข้าใจว่า พุทธศาสนาในทิเบต อยู่บนพื้นฐานปรัชญาความเชื่อแบบตันตระ ซึ่งถือเรื่องการร่วมเพศ เป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตประจำวันปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บซ่อนเร้นหรืออะไร เรื่องราวการร่วมเพศก็มีการอธิบายวิถีการปฏิบัติเปิดเผย ทำนองเดียวกับพวกหลักกามาสุตราของอินเดีย หรือเรื่องการร่วมเพศในลัทธิเต๋าของจีน

ส่วนนี่คืองานแกะสลักจากหินขนาดใหญ่ เป็นรูปพระวัชรสัตว์ จากอินเดีย ประมาณศตวรรษที่ 10 ในยุคสมัยของราชวงศ์ปาละ

ในความเชื่อของนิกายมหายาน จะเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าที่เธอกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่จุดกำเนิดของเวลา เรียกว่าธยานิพุทธ ซึ่งมีทั้งหมดห้าองค์ ได้แก่ ไวโรจนะ อัคโษภยะ รัตนะสัมภาวะ อมิตาภะ และอโมฆสิทธิ และในบางสายของมหายาน จะมีการวางตำแหน่งของพระไวโรจนะ ให้เป็นอติพุทธะ หรือพระพุทธองค์แรก  หรือบางทีก็เรียกอติพุทธะในอีกพระนามหนึ่ง อาทิ พระวัชระสัตว์

ที่เห็นในรายละเอียด ตรงพระหัตถ์ซ้ายจะถึอกระดิ่งเล็ก ๆ แบบเดียวกับที่เห็นใช้ในพิธีกรรมของพวกพุทธมหายาน ส่วนมือขวาขององค์พระที่หายไป คาดว่าจะถือสายฟ้าตามชื่อพระนามของพระโพธิสัตว์องค์นี้ (วัชระ = สายฟ้า)

ส่วนองค์นี้คือ พระโพธิสัวต์อวโลกิเตศวร

เหนือพระเศียรที่เห็นเป็นองค์พระเล็ก ๆ ทั้งห้า คือ พระธยานิพุทธ ส่วนพระพุทธรูปเล็กที่ปรากฏบนด้านหน้าพระเศียรคือพระอมิตพุทธะ ส่วนข้างพระบาทขวา คือสุจิมุขเปรต (เปรตที่มีปากรูเข็ม) กับ พระสุธนกุมาร

[แต่จากคำบรรยายที่พิพิธภัณฑ์ เขาใช้คำว่า pig-faced Suchimukha แต่รี่ดูยังไง ก็หน้าไม่เป็นหมูอะค่ะ ออกจะปากยาวยื่นแบบนั้น รี่เลยตีความป็นสุจิมุขเปรตร เอาเอง ซึ่งถ้าผิดพลาดไป ก็ขออภัย]

ส่วนนี่เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ค่ะ มาจากรัฐหิมาจัลประเทศ ทำขึ้นในศตวรรษที่ 12 ซึ่งผ่านมาแปดร้อย เก้าร้อยปี สภาพยังดีมากจนน่าทึ่ง

ถัดมา เป็นรูปบูชาพระนางปรัชญาปารมิตา พระโพธิสัตว์อีกองค์ในนิกายมหายานค่ะ จากแคว้นแคชเมียร์ ทำขึ้นประมาณศตวรรษที่ 9 - 10

สุดท้าย เป็นงานแกะสลักบนแผ่นหินชีสต์ จากแคว้นแคชเมียร์ ทำในศตวรรษที่ 8 เป็นรูปพระโพธิสัตว์ พระศรีอารยเมตไตรยกับพระอวโลกิเตศวรขนาบข้างอยู่กับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

 

 

ที่รี่เอามาลง เป็นส่วนอันน้อยนิดจากในคอลเลคชั่นที่อยู่ในห้องนี้ทั้งหมด ยังมีงานอีกหลายชิ้น ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่บางอัน รี่ก็ลืมถ่ายรูปมา หรือถ่ายมาก็เบลอ จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร -"-

นอกจากนี้ยังมีพวกงานศิลปะของทางฮินดู ที่รี่แยกออกไปก่อน ว่าจะไปเขียนอีกเอนทรีหนึ่ง (ถ้ายังมีอารมณ์ จะกลับมาเขียนต่อ หรือไม่งั้น ก็หายสาบสูญ ไปเขียนเรื่องอื่นแทนแล้ว lol)

ไปละค่ะ จนกว่าจะพบกันอีก เมื่ออารมณ์อำนวยนำพาให้มาเขียน

:)

 

อ้างอิง

ข้อมูลส่วนใหญ่ รี่ได้มาจากคำบรรยายที่ติดไว้ข้างงานแต่ละชิ้นค่ะ แล้วก็มีอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ของ BM

ส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธนิกายมหายาน มาจากแหล่งข้อมูลพวกนี้ค่ะ

- Oxford Dictionary of Buddhism

- Encyclopædia Britannica

- Wikipedia

 

 



Butterfly Lovers' Violin Concerto


เกี่ยวกับเพลง

ลูกหลานเชื้อสายจีนคนในไม่รู้จักเรื่อง เหลียงจู้ หรือ ม่านประเพณีบ้างคะ?

เรื่องราวของ จู้อิงไถ หญิงสาวที่ปลอมเป็นชาย เดินทางแรมไกล เพื่อไปเรียนหนังสือ และได้พบรักกับพ่อหนุ่ม เหลียงซานป๋อ เพื่อนในชั้นเรียน แต่สุดท้ายก็โดนกีดกันจากพ่อแม่ และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมการตายของเขาและเธอ

เรื่องเล่าที่เก่าแก่ยาวนานของจีนนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบงิ้ว เล่นซ้ำกันไปมาไม่รู้กว่ากี่ร้อยปีแล้ว อย่างตอนเด็กรี่ก็เห็นเวลาอาม่าไปดูงิ้วอะไรที่ไหน ก็ไม่พ้นต้องมีเรื่องนี้ประจำ และก็จำได้ว่า จะมีหนังเรื่องม่านประเพณีของชอว์บราเธอร์ที่ผู้ใหญ่ในบ้าน เขาชอบดูกัน ดูกันรแล้ว ดูกันอีก เป็นเรื่องราวที่คลาสิกจริง ๆ

ตอนแรกกะลงฉบับที่มีคนร้อง บรรเลงแบบจีนแท้ ๆ เลยมาลง แต่รู้สึกมันจะอึกทึกไปหน่อยสำหรับเนื้อหาในเอนทรีนี้ เลยเปลี่ยนเป็นงานดัดแปลงเป็นสไตล์ตะวันตกดีกว่า

เพลงที่ได้ยินในเอนทรีนี้รู้จักกันดีในชื่อ Butterfly Lovers' Violin Concerto (Butterfly Lovers เป็นชื่อตำนานเหลียงจู้ ในภาษาอังกฤษนะค่ะ เพราะตามตำนานบางทีว่า มีผีเสื้อบินออกมาจากหลุมศพของซานป๋อกับอิงไถ นัยว่า เป็นคู่รักทั้งคู่ที่ตายไปนั้นแล) ซึ่งเป็นการนำบางส่วนของเพลงงิ้วมาดัดแปลงในสไตล์สากล โดย เฉินกัง และ  เหอจันห่าว นักประพันธ์เพลงชาวจีน

ส่วนใครอยากลองฟังฉบับเสียงร้องในภาษาจีน ลองฟังที่นี่ดูค่ะ

 

梁祝

we are in diaryis.com family | developed by 7republic