In Santa Croce With No Baedeker

 

Now she entered the church depressed and humiliated, not even able to remember whether it was built by the Franciscans or the Dominicans. Of course, it must be a wonderful building. But how like a barn! And how very cold!

- A Room With A View
E. M. Forster

 

 


Basilica di Santa Croce เมื่อมองมาจากยอด Duomo

 

ไม่ว่าจะกลับมา Firenze กี่ครั้ง แม้ว่าจะพลาดไปเยี่ยมชมสถานที่ใดก็ตาม แต่ Santa Croce จะเป็นสิ่งที่รี่ไม่พลาดที่จะแวะกลับไปเสมอ

และไม่ว่าจะกลับไปครั้งใด รี่จะเหมือน Lucy Honeychurch (จาก Forster's "A Room With A View")ตรงที่ ไม่เคยมี Baedeker เล่มแดงติดตัวถืออยู่ที่มือ ชั่วแต่ว่า รี่อยู่ในศตวรรษที่ 21 ที่ข้างโบสถ์มี Audio guide พร้อมเสร็จสรรพให้เช่า จึงไม่จำเป็นต้องไปงง เหรอหรา เหมือน Lucy ที่สูญเสียหนังสือ Baedeker

โลกยุคใหม่อะไรก็สะดวกสบายไปเสียหมด   ;>

 


Façade สไตล์ neo-Gothic ที่เพิ่งทำในศตวรรษที่ 19 โดย  Nicolò Matas

 

มหาวิหาร Santa Croce เป็นโบสถ์ของพวกฟรานซิสกันที่ใหญ่ที่สุดใน Firenze  ก่อตั้งโดยตัวนักบุญฟรานซิสแห่งอาซิซิ (San Francesco d'Assisi) ผู้ก่อกำเนิดคณะฟรานซิสกัน ด้วยตัวเองเลย โดยเริ่มสร้างมาแต่ปีคริตศักราช  1294 และแล้วเสร็จในปี 1442

 


รูปปั้น Dante ขนาดใหญ่ ที่อยู่ข้างมหาวิหาร

 

ผังของโบสถ์จะเป็นกางเขน Tau (ตัวอักษรกรีก ที่คล้าย ๆ ตัว T ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งแตกต่างกับโบสถ์โดยที่ทั่วไปที่เป็นกางเขนแบบกากบาท โดยส่วนที่เป็นส่วนหัวของตัว Tau จะเป็น chapel ต่าง ๆ ที่ภายในบรรจุภาพเขียนเฟรสโกที่สวยงดงาม และเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดึง นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาที่มหาวิหารแห่งนี้

เข้าไปภายในโบสถ์ จะเห็นส่วนที่เป็นทางเดินกลาง ล้อมรอบด้วยเสาโค้งแหลม ประกอบด้วยทางด้านข้าง ฝั่งละข้าง มีหลังคาทำจากไม้

 


ภายในของมหาวิหาร ตามแนวทางเดินกลาง (nave)

 

วันที่รี่ไป ไม่ได้รู้สึกเย็นอะไรเลยสักนิด แบบที่ Lucy Honeychurch บรรยายไว้ เหตุเพราะตอนนั้น เป็นหน้าร้อนของอิตาลี อุณหภูมิระอุมาก อยู่ที่ 36 - 38 C นอกจากนี้ ยังเซ็งเมื่อเห็นสุดปลายอีกด้านหนึ่ง บริเวณส่วนที่เป็น High Altar ถูกล้อมด้วยนั่งร้าน เนื่องจากำลังทำการบูรณะ

 

 

มหาวิหารแห่งนี้ ถือได้ว่าคือ Pantheon แห่ง Firenze ค่ะ เพราะเป็นที่เก็บศพของบุคคลสำคัญของอิตาลี ในหลากหลายแขนง

 

หลุมศพของ Galileo โดยที่ฐานของรูปปั้น แสดงระบบสุริยะจักรวาล ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่โลก

 

Galileo Galilei เสียชีวิตในปี 1642 แต่ศพไม่ได้รับการอนุญาต ให้ฝังภายในมหาวิหาร เนื่องจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของเขาที่ขัดกลับศาสนจักรในยุคสมัยนั้น จนกระทั่งเกือบจะร้อยปีให้หลัง ในปี 1737 ที่ชิ้นส่วนกระดูกของเขา รวมทั้งลูกสาว Maria Celeste จึงถูกย้ายเข้ามาฝังภายใน

 


อนุสรณ์รำลึกของ Machiavelli

 

Niccolò Machiavelli เป็นนักปรัชญาการเมืองในยุค Renaissance ของอิตาลี เคยมีส่วนร่วมในการบริหารเมือง Firenze ในช่วงยุคสาธารณะรัฐ และเป็นผู้เขียนหนังสือ Il Principe ว่าด้วยศิลปะและศาสตร์ของการปกครอง Machiavelli เสียชีวิตที่ชานเมือง Firenze ในปี 1527 โดยไม่ทราบที่ฝังศพที่แท้จริง มีเพียงอนุสรณ์รำลึกตั้งไว้ที่มหาวิหาร Santa Croce พร้อมด้วยคำจารึกในภาษาละตินว่า Tanto nomini nullum par elogium (No praise is sufficient for so great a man)

 


หลุมศพของ Michelangelo

 

Michelangelo Buonarroti ไปเสียชีวิตที่โรมในปี 1564 และศพถูกเคลื่อนบ้ายกลับมาที่เมือง Firenze และฝังที่มหาวิหารแห่งนี้ โดยหลุมศพนี้ออกแบบโดย Vasari มีรูปงานปฏิมากรรมหญิงสาวทั้งสามเป็นตัวแทนศิลปะทั้งสามแขนงที่ Michelangelo เชี่ยวชาญ ได้แก่ งานจิตกรรม ปฏิมากรรม และสถาปัตยกรรม

 


อนุสรณ์รำลึก Dante

 

Dante Alighieri นักกวีนามอุโฆษแห่งเมือง Firenze ที่ถูกมรสุมทางการเมือง ทำให้ถูกเนรเทศ และสุดท้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมือง Ravenna ซึ่งเป็นที่ที่เขาใช้เวลาในการเขียน La Commedia และจบชีวิตที่เมืองนี้ ปัจจุบันหลุมศพของ Dante ยังคงอยูที่เมือง Ravenna ขณะที่ที่ Santa Croce มีเพียงอนุสรณ์รำลึกเท่านั้น

 

 

งาน pulpit ของ   Benedetto da Maiano  ที่มหาวิหารแห่งนี้แปลกดีค่ะ เพราะจะเป็นเหมือนเพียงแท่นที่ผูกติดไว้กับเสา ไม่มีบันไดเดินขึ้นไปทางพื้น เหมือนที่พบเห็นในงาน pulpit ทั่วไป โดยถ้าเดินอ้อมไปดูด้านหลัง จะเห็นเป็นเพียงช่อง เข้าไปที่ตัว pulpit เท่านั้น และคงต้องเอาบันไดมาต่อขึ้นไปเอง ที่ต้องออกแบบในลักษณะนี้ เพราะว่าความจำกัดเรื่องพื้นที่ในโบสถ์ เพราะพื้นที่ที่ล้อม pulpit ถูกจำกัดใช้เป็นที่วางแผ่นจารึกหลุมศพของคนอื่นนั่นเอง

 


Pulpit ออกแบบโดย Benedetto da Maiano โดยการว่าจ้างของ Pietro Mellini

 

ลวดลายของ pulpit ถูกสลักเสลาอย่างสวยงาม แสดงพระประวัติในช่วงชีวิตต่าง ๆ ของนักบุญฟรานซิสแห่งอาซิซิ (San Francesco d'Assisi)


รายละเอียดงานแกะสลักบน pulpit เล่าเรื่องราวพระประวัติของนักบุญฟรานซิสแห่ง Assisi: The Test of Fire (panel ซ้ายมือ) และ The Stigmata of Saint Francis (panel ขวามือ)

 

 

อย่างที่ว่าก่อนหน้า เรื่องผังของโบสถ์เป็นกางเขน Tau ดังนั้นด้านหลัง จึงเป็นการเรียงหน้ากระดานกันของ chapel ต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นคือ Cappella Bardi  เป็นของตระกูล Bardi โดยสร้าง chapel นี้ เผื่ออุทิศแด่นักบุญนักบุญฟรานซิสแห่งอาซิซิ (San Francesco d'Assisi)และว่าจ้างให้ Giotto เขียนภาพเฟรสโกแสดงพระประวัติของนักบุญฟรานซิส ประดับภายใน chapel แห่งนี้

 


Cappella Bardi (Bardi Chapel)

 

ภาพเขียนที่งดงามพวกนี้ ถูกทาสีทับไปในศตวรรษที่ 18 เพิ่งมาค้นพบและบูรณะใหม่ในศตวรรษที่ 19 นี้เองค่ะ

 


ผลงานภาพเฟรสโกของ Giotto ที่ Capella Bardi:Death and Ascension of St Francis 

 


ผลงานภาพเฟรสโกของ Giotto ที่ Capella Bardi: Vision of The Ascension of St Francis

 


ผลงานภาพเฟรสโกของ Giotto ที่ Capella Bardi: Renunciation of Worldly Goods (บน) และ Apparition at Arles (ล่าง)

 


แท่นบูชาที่ Capella Bardi: แสดงเรื่องราวในประวัติของนักบุญฟรานซิส

 

นอกเรื่องหน่อยค่ะ ... ตอนที่ดูภาพ รี่นึกถึงอารมณ์ของ Hannah ในเรื่อง The English Patient ที่ Kip ขึงเชือกทำให้เธอลอยขึ้นไปดูภาพเขียนเฟรสโกในโบสถ์เก่าแก่ มันเป็นฉากที่งดงามและซาบซึ้งมาก และดนตรีประกอบก็ไพเราะดึงอารมณ์ละมุนละไมได้เต็มที่ นี่คือซีนที่รี่ชอบมากถึงมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ ^^

กลับเข้าเรื่องต่อค่ะ ... อีก chapel หนึ่งคือ Capella Peruzzi ซึ่งเป็นของตระกูล Peruzzi ซึ่งเป็นตระกูลธนาคารที่มีอธิพลใน Firence ในศตวรรษที่ 13 โดย Donato di Arnoldo Peruzzi ได้ทิ้งเงินก้อนหนึ่งในพินัยกรรมเพื่อทำการจัดสร้าง chapel แห่งนี้ 

 

Capella Peruzzi

 

ภายในตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกของ Giotto อีกเช่นกัน โดยฝากหนึ่ง เป็นภาพพระประวัติของนักบุญจอห์น แบพติสท์ (San Giovanni  Battista) นักบุญพิทักษ์เมือง Florence และอีกฝากหนึ่งเป็นของนักบุญจอห์น อีแวนเจลลิส (San Giovanni Evangelista) ซึ่งพ้องกับชื่อ Giovanni di Rinieri Peruzzi  หลานชายของ Donato ผู้ว่าจ้างให้ Giotto วาดภาพประดับ chapel แห่งนี้

ผลงานภาพเฟรสโกของ Giotto ที่ Capella Peruzzi แสดงพระประวัติของนักบุญจอห์น แบพติสท์: Anunciation to Zacharias(บน) Birth and Naming of The Baptist  (กลาง) และ Feast of Herod (ล่าง)

 

ผลงานภาพเฟรสโกของ Giotto ที่ Capella Peruzzi แสดงพระประวัติของนักบุญ จอห์น อีแวนเจลลิส: Raising of Drusian (บน) และ Ascension of The Evangelist (ล่าง)

 

ขออนุญาตนอกเรื่องอีกสักครั้งน่ะค่ะ ^^" ....

ตอนอยู่ที่ Peruzzi Chapel นี้ นึกถึงบทโต้สนทนาระหว่างตัวละคอนอังกฤษสองตัวในเรื่อง A Room With A View คือสาธุคุณ Eager และนาย Emerson คนแรก เป็นพวกเคร่งทางศาสนา และอนุรักษ์นิยมแบบอังกฤษ ขณะที่คนหลัง เป็นพวก Socialist และไม่ยี่หระอะไรกับกรอบประเพณีเดิม

สาธุคุณ Eager ได้อธิบายให้กับกลุ่มลูกทัวร์ชาวอังกฤษที่ติดตามท่านมาชม Peruzzi Chapel ไว้แบบนี้ค่ะ ...

Remember, the facts about this church of Santa Croce; how it was built by faith in the full fervour of medievalism, before any taint of the Renaissance had appeared. Observe how Giotto in these frescoes--now, unhappily, ruined by restoration--is untroubled by the snares of anatomy and perspective. Could anything be more majestic, more pathetic, beautiful, true? How little, we feel, avails knowledge and technical cleverness against a man who truly feels!

ตา Emerson ที่อยู่แถวนั้น ได้ยินคำบรรยายเยี่ยงนี้เข้า แกก็เสียงดังลั่นโบสถ์ เดินเข้ามาโต้ว่า ...

No! Remember nothing of the sort! Built by faith indeed! That simply means the workmen weren't paid properly. And as for the frescoes, I see no truth in them. Look at that fat man in blue! He must weigh as much as I do, and he is shooting into the sky like an air balloon.

[ Fat man in blue ที่ตา Emerson หมายถึง คือนักบุญ John The Evangelist ในรูปด้านบน ที่ท่านกำลังเสด็จขึ้นสวรรค์อะค่ะ (The Ascension of  The Evangelistc) อะค่ะ ]

เป็นไงคะ หมดกันเลย คำบรรยายของสาธุคุณ Eager ก่อนหน้า พังเละเทะ หมดกัน

555+  รี่สุดจะชอบซีนนี้ในนวนิยายเลย เป็นอะไรที่ฮามาก และกัดได้เจ็บมาก ๆ ด้วย

จริง ๆ มีวาทะของตา Emerson เรื่องนี้ต่อน่ะค่ะ เกี่ยวกับภาพของนักบุญ John The Evangelist นี่ ใครสนใจ ลองไปหาอ่านดูค่ะ อยู่ในบทที่สองของนวนิยายเรื่องนี้ ที่มีชื่อบท เหมือนกับเชื่อเอนทรีวันนี้ของรี่ค่ะ เพราะรี่ไปขอยืมเขามาใช้ ^^"

โอ้ นอกเรื่องไปซะไกลอย่างเคย ขออภัยค่ะ รี่ชอบเขียน ๆ แล้วไม่แน่วนิ่งอยู่เรื่องที่เขียนสักเท่าไร สงสัยเป็นพวกสมาธิสั้น มันต้องมีจิตไพล่คิดไปถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้เสียทีสิน่า และอดไม่ได้ที่จะชวนพายเรือออกอ่าวไปซะไกล ^^"

 เรากลับมาที่เรื่องต่อค่ะ ...

อีก chapel หนึ่งที่น่าสนใจคือ Capella Baroncelli  เป็น Chapel ที่ประดับตกแต่งด้วยภาพเฟรสโก ผลงานของ Taddeo Gaddi แสดงพระประวัติของพระแม่มารี

 

ผลงานภาพเฟรสโกของ Taddeo Gaddi ที่ Capella Baroncelli แสดงพระประวัติของพระแม่มารี:  Joachim Driven from the Temple and the Anunciation to Joachim (บน) Meeting at the Golden Gate (กลางซ้าย) the Birth of the Virgin (กลางขวา) Presentation of the Virgin in the Temple (ล่างซ้าย) และ Betrothal to Joseph(ล่างขวา)

 

 

ออกจากตัวมหาวิหาร ทางประตูด้านข้างฝั่งทิศใต้ ก็จะไปพบบริเวณ Cloister และ Capella di Pazzi

 


หอระฆังและ Cloister

 


Cappella dei Pazzi ผลงานการออกแบบของ Brunelleschi

 

Capella di Pazzi เป็นที่ประชุมสงฆ์ (Chapter House) ของมหาวิหารแห่งนี้ค่ะ เป็นผลงานการออกแบบของ Brunelleschi ซึ่งเสียชีวิตไป ก่อนที่การสร้าง chapel แห่งนี้จะเสร็จ ทิ้งไว้ช่างรุ่นหลังสานต่อตามแบบเดิมที่ออกแบบไว้

 


Cappella dei Pazzi (รายละเอียด)

 

 

และท้ายที่สุด เป็นส่วนของโถงทานข้าวเดิมของโบสถ์ ที่ผนังด้านหนึ่งตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกของ Gaddi อีกเช่นกัน


ภาพเฟรสโก ผลงานของ Taddeo Gaddi ที่ Reflectory: Tree of Life (กลางบน) Four Miracles (ซ้ายและขวาบน) และ The Last Supper (ล่าง)

 

ต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life)ถูกนำเสนอเป็นรูปลักษณะของพระคริสต์ที่ถูกตรึงกางเขน
โดยที่กิ่งของต้นไม้ ประดับด้วย รูปของเหล่าศาสดาในคริสตศาสนา พร้อมกันหนังสือคำพยากรณ์

นอกจากนี้ในภาพยังปรากฏผู้อุปถัมป์การเขียนภาพนี้ นั่นคือ หญิงสาวที่สวมเสื้อผ้าในลักษณะของพระ
ฟรานซิกัน ซึ่งกำลังยกมือสวดภาวนา ที่ใต้เบื้องพระบาทด้านขวาของพระคริสต์

ภาพต้นไม้แห่งชีวิต ขนาบข้างด้วยภาพสิ่งมหัศจรรย์ทั้งสี่ (Four Miracles) อันได้แก่

- การรับสติกมาตาของนักบุญฟรานซิสแห่งอาซิซิ  

- การแจกอาหารเลี้ยงคนยากจนและคนเจ็บป่วย ของนักบุญหลุยส์แห่งตูลูส

- การได้ยินเสียงพูดถึงความหิวของนักบุญเบเนดิคที่เก็บตัวอยู่ในป่า ของกลุ่มพระที่กำลังเตรียมอาหารสำหรับเทศการอีสเตอร์

- แมรี่ แมกดาลีนกำลังเช็ดเท้าของพระคริสต์ขณะเสวยพระกระยาหาร

และเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่มักนิยมตกแต่ง อาคารทานข้าว ด้วยภาพเขียน พระกายาหารเมื้อสุดท้าย เพราะถ้าจำกันได้ ภาพซีนเดียวกันนี้ ของ Leonardo Da Vinci ก็อยู่ที่โรงทานข้าวของโบสถ์ Santa Maria delle Grazie ที่มิลาน

 


ภาพเฟรสโก ผลงานของ Taddeo Gaddi ที่ Reflectory: The Last Supper (รายละเอียด)

 

 

 

 

กลับมาดูภาพเฟรสโกของ Giotto ที่นี่อีกครั้ง ก็ยังรู้สึกซาบซึ้งมาก ทำให้นึกถึง Capella Scrovegni ที่ Padova ซึ่งในวิหาร ล้วนตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกของ Giotto ตระการตามาก ทั้งอาคาร

ยังไม่เคยไปเห็นด้วยตาตนเองเลยค่ะ Y^Y และทำให้อยากไปมากในตอนนี้ เอาเป็นว่า ถ้ารี่ยังเขียน diary เล่มนี้อยู่ คงมีสักเอนทรีนี้ในอนาคตที่รี่จะมาขึ้นชื่อว่า In Cappella Scrovegni With No Baedeker

ต้องรอติดตามชม ... ^o^

 

 

Caro Mio Ben

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic