แทงสูญ

  

ตั้งแต่กลับมา สังเกตตัวเองว่า ถ้ามีเวลาได้นั่งดูโทรทัศน์อยู่กับครอบครัว จะเป็นคนที่บ้ากดเปลี่ยนช่องรีโมทเอามาก ๆ เปลี่ยนช่องนู้นก็ทนดูไม่ได้ เปลี่ยนช่องนี้ก็ทนดูไม่ได้ สุดท้ายรำคาญ จนหันไปฟังเพลงหรืออ่านหนังสือแทน

สิ่งที่รำคาญคือ ความเพ้อเจ้อ ไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง แล้วรี่รู้สึกว่า ทำไมเดี๋ยวนี้เมืองไทย มันเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้หมด (ต้องบอกก่อนว่า ความคิดเห็นของรี่อาจไม่ยุติธรรม  เพราะห่างหายจากประเทศนี้ไปนาน พอกลับมา ความไม่ได้พบเจอ ห่างหายกันไปนาน สามารถทำให้ความรู้สึกเป็นทวีได้)

รี่ไม่ได้ว่าถึงรายการพวกตลกโปกฮา อะไรแบบนั้นนะค่ะ ถ้าพื้นฐานรายการเขาเน้นความสนุกสนานเฮฮาแบบนั้น จะหลุดโลก เพ้อเจอไง รี่รับได้ แต่หมายถึง รายการธรรมดาทั่ว ตั้งแต่การพูดจาของพิธีกร ถึงคนให้สัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นดารา นักการเมือง คนมีหน้ามีตาในสังคม ฯลฯ บางทีรี่ฟังแล้วอดรำพึงออกมาไม่ได้ว่า

 "ทำไมไม่พูดจาอะไรปกติ ตรง ๆ (ฟร่ะ)!!!"

คำพูดคำจา บางทีถูกดัดแต่งซะจน ฟังจบ ไม่เข้าใจว่า เนื้อความคืออะไร ต้องการพูดอะไร หรือทำให้ต้องรี่เลิกคิ้ว พร้อมกับรำพึงดัง ๆ ออกมาว่า

"คิดงั้นจริงอะ !?!"

ความแย่มันยังไม่จบแค่ที่ รี่ยังไปพบเจอคำพูดลักษณะนี้ในชีวิตประจำวัน แถมแย่กว่าตรงที่ รี่คงไม่สามารถทำหน้าทำตาคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน หรือรำพึงรำพันอะไรตามใจชอบเหมือนตอนดูทีวีได้ เพราะถูกคำว่า 'มารยาททางสังคม' จำกัดอยู่

ถ้าคิดตามหลักอุปสงค์ อุปทาน มันก็ทำให้รี่อดสงสัยไม่ได้ว่า นั่นเป็นเพราะว่า คนในสังคมเอง ที่เสพย์สิ่งเหล่านี้ ชอบที่จะหลงอยู่ในภาพที่สวย จนลืมถามหาความเป็นจริง หรือขาดการคิดไตร่ตรองแบบเป็นเหตุเป็นผลหรือเปล่า?

นึกถึงวันก่อน อ่านเจอความคิดเห็นหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการปิดสนามบิน แล้วมีความคิดทำนองว่า กลัวอะไรกับเรื่องเศรษฐกิจ เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ต่อให้ปิดประเทศจริง พวกเราก็ไม่อดตาย

ก็ไม่รู้คนที่เขียนแสดงความคิดเห็นแบบนี้ มีข้อมูลอยู่กับตัวแต่ไหน เกี่ยวกับพื้นที่ดินการเกษตรในประเทศที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน? แล้วการพึ่งพิงการทำการเกษตรกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มีมากน้อยแค่ไหน? และเทคโนโลยีเหล่านั้น เราสมารถสร้างขึ้นเองได้หรือไม่ หรือยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ? และที่สำคัญ เขายังจำได้เปล่าว่า พวกเราอยู่ในศตรวรรษที่ 21 แล้ว ไม่ใช่อยู่ในยุคพ่อขุนรามคำแหง?

และยิ่งมองไปถึงสภาพความวุ่นวายของประเทศที่ผ่านมา รี่ยิ่งรู้สึกเชื่อว่า สังคมไทยเราเป็นแบบนั้นจริง หลงอยู่ในภาพความฝัน (ที่พวกเขาอาจจะใช้คำพูดไพเราะน่าฟังว่า 'อุดมการณ์' 'ทำเพื่อชาติ' หรืออะไรคล้าย ๆ กันเทือกนี้) และก็จะมีอีกพวกหนึ่งที่มองเห็น  จับจุดนี้ไปทำประโยชน์ให้กับตัวเอง โดยอาศัยกลุ่มคนพวกนี้ เป็นจักรเฟืองให้ตัวเองได้มาซึ่งอำนาจหรือรักษาอำนาจของตนให้มั่นคง

ถามว่า จักรเฟืองเหล่านั้นที่ถูกใช้เป็นกองหน้าของการขัดคานอำนาจ น่าสงสารไหม?

จะโหดไปไหม ถ้ารี่จะยักไหล่ แล้วตอบว่าช่วยไม่ได้?

นี่คือโลกของความเป็นจริง เกิดขึ้นในทุกสังคม ตั้งแต่สังคมสัตว์ถึงสังคมมนุษย์ ผู้ใดที่อ่อนแอกว่า (ในกรณีพูดถึงวันนี้ คงต้องจัดเป็นการอ่อนแอทางความคิดและการใช้หลักเหตุผล) ย่อมเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแรงกว่า ในเมื่อพวกที่อ่อนแอ ไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ ตามกฏของธรรมชาติ ก็ต้องสูญพันธุ์ไป นั่นคือสัจธรรม ...

  

 


Misty

บรรเลงโดย Oscar Peterson และ Itzhak Perlman



 

 

เกี่ยวกับเพลง

 

ใครต้องมนต์ Misty ฉบับนี้บ้างค่ะ ยกมือขึ้นเร็ว ^^

สำหรับรี่ ปกติคุ้นกับเสียง saxophone หรือไม่ก็เสียงร้องครวญของ Ella Fitzgerlad นักร้องที่รี่ชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่ต้องยกเว้นให้กับ Misty ฉบับนี้เลยค่ะ เสียงไวโอลินของ Itzhak Perlman คลอกับเสียงพริ้วไหวของเปียโนที่บรรเลงโดย Oscar Peterson มันแจ่มเกินบรรยายจริง ๆ

รี่รู้สึกว่า Misty ที่ฟังอยู่ตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้รี่สึกอยู่ในความมืดจนเกินกว่าจะไร้ทางออกเหมือนที่ได้ฟังทุกที แต่มันทำให้เหมือนตกอยู่ในยามโพล้เพล้ ที่แม้เราจะรู้สึกอาลัยต่อการจากไปของทุกสิ่ง ณ วันนี้ แต่เราก็มีความหวังว่า พรุ่งนี้เราจะกลับมาเจอกัน

รู้สึกเช่นนั้นไหมคะ?

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic