แต้มสีบนผืนผ้า


สุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ รี่ได้กลับบ้านกลับช่องแล้วค่ะ เพราะเป็นช่วงหยุดกีฬามหาวิทยาลัย พอกลับมาถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปเปิดหูเปิดตา และมีความจำเป็นต้องหาซื้อรองเท้าใส่เสียหน่อย เพราะไม่มีรองเท้าของตัวเองติดบ้านเท่าไรเลย เนื่องจากขนไปที่มหาวิทยาลัยหมด

หลังจากใช้เวลาเตร็ดเตร่อยู่แถวสยามทั้งวัน รี่ก็ไม่ได้รองเท้าสักกะคู่ติดมือมา แต่ดันได้ DVD 5 แผ่นมาแทน ที่ไม่สามารถใส่แทนรองเท้าได้!!! ... โอ้ ให้มันได้แบบนี้สิหน่า!!! ใครเป็นแบบนี้บ้างเอ่ย รี่เป็นประจำเลยอ่ะค่ะ ตั้งใจออกไปหาซื้อของสิ่งหนึ่ง มักได้สิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกันเลยมาแทน -"-

เอาเถอะ การได้ DVD มาแทน มิได้เป็นเรื่องสูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยรี่ได้ประเด็นเรื่องที่จะมาเปิดเอนทรีใหม่ของไดอารี่เล่มนี้อย่างไรละค่ะ อย่างเอนทรีวันนี้ รี่ตั้งใจจะพูดถึงหนึ่งในแผ่นหนัง DVD ที่รี่เพิ่งเลือกขึ้นมาดู  นั่นคือเรื่อง The Painted Veil

 


 

เรื่องนี้ รี่เหมือนเคยได้ดู trailer ในโรงหนังเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งดูแล้วก็น่าสนใจ และทราบว่าดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเรื่องเดียวกันนี้ของ Maugham แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลทั้งสองที่ว่ามานั้น ไม่ใช่แรงผลักดันหลักที่ทำให้รี่ดูหนังเรื่องนี้ค่ะ แม่เหล็กที่ดึงดูดความเร้าใจอยู่ที่ Edward Norton ที่เล่นเป็นพระเอกในเรื่องต่างหากละค่ะ ซื้อ DVD แผ่นนี้มา เพราะอยากดูการแสดงของ Edward Norton โดยเฉพาะเลยอะค่ะ และเข้าใจว่าเรื่องนี้เข้ามีส่วนโดยการเป็นโปรดิวเซอร์และการเขียนบทด้วย ประการหลังนี้ รี่อยากรู้ว่า intepretation ของเขา ต่องานของ Maugham จะเป็นอย่างไร

The Painted Veil ของ Maugham ได้ชื่อเรื่องมาจากบรรทัดแรกในบทโคลงของ Shelley ที่ว่า ...


Lift not the painted veil which those who live
Call Life:  though unreal shapes be pictured there,
And it but mimic all we would believe
With colours idly spread, --- behind, lurk Fear
And Hope, twin Destinies; who ever weave
Their shadows, o'er the chasm, sightless and drear.
I knew one who had lifted it --- he sought,
For his lost heart was tender, things to love,
But found them not, alas !   nor was there aught
The world contains, the which he could approve.
Through the unheeding many he did move,
A splendour among shadows, a bright blot
Upon this gloomy scene, a Spirit that strove
For truth, and like the Preacher found it not.


สิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตเปรียบเหมือนผ้าคลุมหน้าที่ถูกระบายสี สิ่งที่เราเห็น มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง ต่อให้เราพยายามจะค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตที่ซ่อนอยู่นั้น เรา็อาจจะไม่วันพบเจออะไรเลยก็เป็นได้

The Painted Veil คือเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่าง Walter Fane  นักแบคทีเรียวิทยาชาวอังกฤษที่มีบุคคลิกเงียบขรึม หมกหมุ่นอยู่กับหน้าที่การงาน ไม่ถนัดกับการเข้าสังคม กับ Kitty หญิงสาวที่มีบุคลิกตรงข้าม Walter ทุกอย่าง เธอเป็นคนตื้นเขิน สนุก รื่นเริงกับชีวิตแบบฉาบฉวย

Walter หลงรัก Kitty เมื่อแรกพบ ขณะที่ Kitty มอง Walter เป็นช่องทางหลุดพ้นจากครอบครัวตัวเอง และเป็นหลักยึดเกาะให้สถานะที่มั่้นคงในอนาคต เมื่อทั้งคู่แต่งงานกัน ได้ย้ายไปตั้งรกรากที่ฮ่องกง (ในภาพยนตร์เปลียนเป็น เซียงไฮ้) Kitty เริ่มทนไม่ได้กับชีวิตเงียบเหงา ที่สุดแสนจะน่าเบื่อสำหรับเธอ และหันไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่น จนกระทั่ง Walter จับได้

Walter ทำเรื่องขอเป็นอาสาสมัครไปดูแลผู้ป่วยที่ชนบทห่างไกลในจีน ซึ่งเป็นเขตที่ีกำลังมีการระบาดของโรคอหิวาต์อย่างหนัก โดยบังคับให้ Kitty ไปด้วย ซึ่งเสมือนเป็นบทลงโทษทั้งตัวเขาเองและ Kitty และ ณ ที่อันห่างไกลนี้เอง ที่ Kitty ได้มีโอกาสมองเห็นตัวตนของ Walter ชัดเจนขึ้น ได้มองเห็น Walter ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อจะระงับการระบาดของโรคร้าย ทำให้เข้าใจถึงการใีัช้ชีวิตแบบมีคุณค่าและมีประโยชน์ และเธอเริ่มมีเข้ามใจ Walter มากขึ้น

บทสรุปของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในหนังสือและในภาพยนตร์จะแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งโดยส่วนตัว รี่ชอบฉบับภาพยนตร์๋มากกว่า นอกจากนี้ ในฉบับภาพยนตร์ จะทำให้เราเห็นความคิดและความรู้สึกของ Walter ได้ชัดเจนขึ้น เราไ้ด้มองเห็นการเติบโตของตัวละคอนทั้งสองคู่ขนานไป ความผิดพลาดของความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ มิใช่เกิดมาจาก Kitty เพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่ตัว Walter ก็มีส่วนด้วย ดังที่เขาได้กล่าวถึงมัน ในวันที่เขาได้เห็นภาพชัดเจนของความสัมพันธ์ของเขากับ Kitty


"It was silly of us to look for qualities in each other that we never had."


ความโง่เขลาที่ว่านี้ คงไม่ใช่มีเพียงแค่ Walter และ Kitty เท่านั้น แต่คงมีความรักของใครอีกหลายคน ที่รักแบบที่อยากให้คนที่เรารักเป็นอย่างที่เราต้องการ แทนที่จะเรียนรู้และยอมรับในสิ่งที่คนรักของเราเป็น

จนถึงตรงนี้ ใครที่ยังไม่ได้นึกอยากหางานเล่มนี้ของ Maugham มาอ่านอยู่ดี รี่อยากแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ค่ะ ถึงแม้ไม่ใช่หนังที่ถูกสร้างอย่างยอดเยี่ยมอะไร แต่เป็นหนังที่รี่เชื่อว่า เมื่อทุกคนดูจบ จะได้แง่มุมความคิดหลายอย่างที่อาจได้นำมาย้อนมองดูชีวิตตนเอง เพื่อทำให้เราได้ตระหนักถึงความจริงในชีวิตเราดีขึ้น

หรือต่อให้ไม่อยากจะคิดอะไรทั้งสิ้น ก็ยังขอแนะนำให้ดูอยู่ดี เพราะงาน cinematorgraphy ของภาพยนตร์เรื่องนี้ สวยมากค่ะ แถมผนวกกับอารมณ์แบบบริติ๊ด บริติชของหนังเรื่องนี้ ทำให้เราอาจได้อารมณ์ประมาณงานของ David Lean หรือประมาณ Merchant-Ivory อีกครั้ง เพราะฉะนั้นใครเป็นแฟนผลงานปู่ลีนหรือ Merchant-Ivory บอกได้คำเดียวว่า ห้ามพลาดค่ะ!!!



:: (ภาพบนสุด) เป็นภาพตอนเปิดเรื่องนี้ ที่ Walter และ Kitty กำลังรอคนมารับไปยังเขตชนบทที่ Walter ขอย้ายตัวเองไปทำงาน และเนื่องจากเพิ่งเกิดความร้าวฉานอย่างรุนแรงในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เมื่อ Walter พบว่า Kitty มีชู้ จึงทำให้แต่ละคน ต่างเมินเฉยซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของคำโปรยบนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ว่า ... Sometimes the greatest journey is the distance between two people
(ล่างซ้ายและล่างขวา) คำบรรยายบ่มี แค่จะบอกว่า Edward Norton เท่ห์เนอะ LOL
::


À la claire fontaine

À la claire fontaine,
M'en allant promener
J'ai trouvé l'eau si belle
Que je m'y suis baigné

At the clear fountain,
While I was strolling by,
I found the water so nice
That I went in to bathe.

 
Il y a longtemps que je t'aime
Jamais je ne t'oublierai

So long I've been loving you,
I will never forget you.


Sous les feuilles d'un chêne,
Je me suis fait sécher
Sur la plus haute branche,
Un rossignol chantait

Under an oak tree,
I dried myself.
On the highest branch,
A nightingale was singing.


Chante rossignol, chante,
Toi qui as le cœur gai
Tu as le cœur à rire,
Moi je l'ai à pleurer

Sing, nightingale, sing,
Your heart is so happy.
Your heart feels like laughing,
Mine feels like weeping.


J'ai perdu mon amie,
Sans l'avoir mérité
Pour un bouquet de roses,
Que je lui refusai

I lost my beloved,
Without deserving it,
For a bunch of roses,
That I denied her
.


Je voudrais que la rose,
Fût encore au rosier
Et que ma douce amie
Fût encore à m'aimer

I wanted the rose
To be still on the bush,
And my sweet beloved
To be still loving me.

 

เกี่ยวกับเพลง

À la claire fontaine เป็นเพลงภาษาฝรั่งเศส ที่โด่งดังใน Quebec ในศตวรรษที่ 17 โดยร้องกันในหมู่กลุ่มชาวฝรั้่งเศสที่ไปตั้งอาณานิคมที่นั่น ซึ่งรี่ก็ไม่มั่นใจว่า ทำไมถึงเอามาเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับอาณานิคมอังกฤษในจีน ดูไปคนละทิศกันเลย  หรือเป็นเพราะผู้ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ Alexandre Desplat (งานดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับรางวับ Best Original Score สำัหรับเวทีลูกโลกทองคำ และมี Lang Lang นักเปียโนดาวรุ่งมาบรรเลงดนตรีประกอบให้ แต่ส่วนตัวรี่เฉย ๆ กับดนตรีเรื่องนี้มาก) เป็นชาวฝรั่งเศส?

จะด้วยเหตุใดก็ตาม เนื้อเพลงเพลงนี้ ช่างเหมาะกับเนื้อหาของภาพยนตร์ตอนที่เพลงนี้ถูกข้บร้องอย่างมาก รี่เชื่อว่า หลายคนที่ได้ดู จะต้องน้ำตาซึมขณะที่เพลงนี้บรรเลงเป็นแน่แท้ ...

 


we are in diaryis.com family | developed by 7republic