The Mist of The Past

 

สวัสดีวันอาทิตย์อีกเช่นเคยค่ะ วันเดียวในสัปดาห์ที่ชีวิตรี่ว่างพอที่จะกลับมาพบกับมิตรสหายผ่านหน้าไดอารี่นี้ :)

อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นอาทิตย์ที่รู้สึกแย่มากกับอะไรหลายอย่างรอบด้านค่ะ ทำให้รี่เบรคแตก ถึงขนาดนั่งร้องไห้ ตลกไหมค่ะ โตจนป่านนี้ เอะอะอะไร น้ำตารี่มักพาลไหลพรั่งพรูออกมาง่ายเสียเหลือเกิน แล้วทุกครั้ง รี่มักนึกถึงป๊าค่ะ นึกถึงภาพในอดีต ที่เราโต้เถียงกันเสมอเรื่องประเด็นการร้องไห้เนี่ย

ป๊าไม่ชอบเห็นรี่ร้องไห้มาก ๆ ป๊าให้เหตุผลว่า มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้น ที่ชอบร้องไห้ ส่วนรี่ก็มักเถียงกลับว่า ทำไมรี่จะร้องไห้ไม่ได้ รี่เป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ มีอารมณ์ มีความรู้สึก รี่ร้องไห้ เพราะอารมณ์นำพาให้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่รี่ควบคุมได้ แล้วรี่ไม่แคร์ด้วยว่า ใครจะมองว่ารี่เป็นคนไง

แล้วการโต้เถียงก็จะยุติไว้ตรงนี้ ป๊าได้แต่ทำหน้าเอือมระอานิสัยเถียงคำไม่ตกฝากของรี่ แล้วไม่ว่ารี่จะโตจนอายุกี่ขวบก็ตาม ป๊าก็ไม่เคยทำให้รี่เลิกเป็นพวก 'บ่อน้ำตาแตกง่าย' เสียที

 

........................................................

 

อาทิตย์ก่อน รี่โหยหาสิ่งหนึ่งเสียเหลือเกิน จนรู้สึกสะท้อนใจอย่างมากที่สิ่งนั้น ณ ปัจจุบันนี้ มันกลายเป็นสิ่งที่เริ่มถอยห่างไปจากชีวิตของรี่ที่ละน้อย ทราบไหมคะว่าสิ่งนั้นคืออะไร?

คำตอบคือ การได้เดินออกจากที่ทำงาน ไปนั่งอยู่ใน cafe พูดคุยสัพเพเหระกับเพื่อนฝูง ก่อนจะเดินกลับมาทำงานต่อ

 

Cafe on the Riva degli Schiavoni
by John Singer Sartent

 

รี่คิดถึงมันมากค่ะ คิดถึงมันมากเสียจนรี่รู้สึกเศร้าและหดหู่ เพราะคิดว่า ถ้ารี่ได้ทำสิ่งนี้ เหมือนที่รี่ได้เคยทำเสมอตอนเรียนหนังสือ รี่คงไม่รู้ึสึกโลกประจำวันของรี่มันแย่มาก เหมือนที่รี่รู้สึกเมื่อาทิตย์ที่ผ่านมา

การที่รี่ไม่สามารถทำสิ่งที่อยากทำได้ ไม่ใช่เหตุเพราะว่า รี่ไม่ว่างนะค่ะ แต่เนื่องจาก ที่ทำงาน ไม่มีร้าน cafe ไหนที่รี่รู้สึกว่า อยากจะออกไปนั่งปลดปล่อยอารมณ์ จิบกาแฟไป ดูผู้คนเดินผ่านไปมา หรือไม่ก็นั่งคิดอะไรเพลินไปเรื่อย เพราะร้านกาแฟเกือบทุกร้านในมหาวิทยาลัย มีแต่โหวกเหวกเสียงดัง แล้วไม่มีการพื้นที่ร้านให้มีมุมสงบพอที่รี่อยากนั่งเงียบ ๆ ไม่ยุ่งกับโลกภายนอกได้

นอกจากนี่ รี่ยังขาดเพื่อนคอกาแฟอีก หันไปทางซ้าย หันไปทางขวา รี่ก็ไม่ค่อยจะเจอคนที่พอจะร่วมอุดมการณ์กับรี่ว่า การใช้เวลาอยู่ใน cafe ตอนบ่ายสาม เป็น a must!!! 

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใช่ไหมคะ กับการที่เราโหยหาสิ่งหนึ่งมากแล้วได้ตระหนักว่า ยังไงมันก็ไม่มีวันกลับมาแล้ว ทุกอย่างเป็นภาพเลือนลาง เปรียบดังหมอกควันที่กำลังจางหายไป ...

........................................................

 

La Vie En Rose
ประพันธ์ Édith Piaf
ขับร้อง Madeleine Peyroux

เกี่ยวกับเพลง


อืมมมม ... เราจะมองเห็นโลกสดใสยามเมื่อเรามีความรัก เป็นเช่นนั้นตามที่บทเพลงว่า จริงหรือคะ?

รี่คงต้องทิ้ง question mark แบบนี้ไว้ต่อไป แล้วถ้ารี่มีความรักเมื่อไร รี่จะมาหยิบมันออกไป หรือไม่เช่นนั้น มันก็อาจอยู่ที่เดิมตรงนั้นตลอดไป ;)

Signature song ของ Piaf ที่พี่จูน requestผ่านทาง facebook ของรี่ โดยบอกว่า ขอฉบับแปลก ๆ ซึ่งรี่ก็ไม่มั่นใจว่า แปลกในที่นี้หมายถึงอะไร รีเองมีหลากหลายฉบับ เลยสุ่มมั่วเอาอันนี้มาล่ะกัน เพราะเห็นว่ามันพอถูพอไถไปกับอารมณ์ของเอนทรีนี้ได้ เสียงที่ได้ยินเป็นของ Madeleine Peyroux นักกร้องรุ่นใหม่ค่ะ

รี่ก็ไม่รู้ตอบโจทย์ถูกหรือเปล่า แต่ส่วนตัวรี่เชื่อว่า ไม่ว่าเวอร์ขั่นไหน จะไพเราะยังไงก็ตามแต่ แวบแรกที่ความคิดถึงเพลงนี้เขามาเยือนในหัว เราคงไม่สามารถนึกถึงเสียงใครอื่นใด นอกจากเสียงของ Édith Piaf เท่านั้น จริงไหมคะ?

ดังนั้นถ้าใครรู้สึกว่าเวอร์ชั่นนี้ไม่โดนใจเลยสักนิด ยังไงยังอยากฟังเสียงของ Édith Piaf อยู่ดี รี่ก็ขอชวนให้กดที่ player เลื่อนตรงไปเพลงที่สองได้เลยนะค่ะ

รี่ต้องไปนอนแล้วค่ะ พรุ่งนี้รี่ต้องไปรังสิตแต่เช้า ขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดีนะค่ะ คิดถึงเสมอ แล้วเราจะกลับมาพบกันอีก เมื่อไร เมื่อนั้น ...

we are in diaryis.com family | developed by 7republic