อาทิตย์ที่รัก


สวัสดียามบ่ายแก้ ๆ วันอาทิตย์ค่ะ หมู่นี้ รี่รู้สึกเราจะกลับมาพบกันบ่อยเกินไปไหมคะ  เมื่อเทียบกับความห่างเหินในการเขียนไดอารี่ในช่วงหลัง ๆ นี้ เราจะเบื่อกันแย่ไหม ;>


รี่ให้ทายดีกว่าว่า วันนี้ เหตุใดรี่ถึงโผล่มาเขียนไดอารี่ได้คะ


ก) สงสัยจะว่างจัดมาก ไม่รู้จะทำอะไรดี

ข) เครียดจัดมาก อยากหาทีระบาย

ค) ไม่มีคำตอบใดถูกเลย

 

(นี่ถ้าในชีวิตจริง รี่ออกข้อสอบแบบนี้ นักศึกษาเขาคงดีใจ รักรี่ตายเลย ไม่เห็นรี่เป็นนางมารเหมือนทุกวันนี้ lol)

 

คำตอบคือ ....

 

ค) ค่ะ

 

ก) ว่างจัด ไม่ใช่รี่ตอนนี้แน่นอน เสาร์ อาทิตย์นี้ รี่ไม่กลับบ้านค่ะ มาออฟฟิศทุกวัน และคิดว่า รี่คงไม่ได้กลับบ้านเสาร์อาทิตย์ อีกสักพักเลยทีเดียว ส่วน ข) รี่ก็เครียดจริงค่ะ แต่ไม่ใช่มูลเหตุชักนำพามาเขียนไดอารี่วันนี้

 

....................................................


รี่กลับมาเขียนไดอารี่เพราะรี่เมาค่ะ  เมาของรี่ ไม่ใช่แอลกอฮอลล์น่ะค่ะ รี่ทานไม่ได้ เพราะแพ้อย่างรุนแรง เมาที่ว่าคือ เมากาแฟค่ะ เวลารี่ได้จิบกาแฟรสดี รี่จะรู้สึกเคลิ้มอกเคลิ้มใจ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ และปกติรี่มักเติมรสชาตของกาแฟนั้นให้ละมุนยิ่งขึันด้วยการฟังเพลงที่รื่นรมย์ ความสุนทรีย์เช่นนี้ ทำรี่อดไม่ได้หรอกค่ะ ที่จะไม่มาเขียนบันทึกอะไรสักหน่อย เพราะไดอารี่เล่มนี้คือ rendezvous ของรี่ ที่ที่รี่จะได้รับความสบายใจเสมอ ไม่ว่ารี่จะมาด้วยสภาพใดก็ตาม ;>

การที่รี่รู้สึกดีในวันนี้ ขอยกความดีความชอบให้เจ้ากระป๋องนี้และคนที่มอบมันมาให้กับรี่ค่ะ



 

รี่เพิ่งประเดิมเปิดกระป๋องไปเมื่อตะกี้ ทันทีที่แค่เปิดกระป๋อง กลิ่นหอมกรุ่นก็ลอยขึ้นมาเตะจมูกทันที รี่คิดว่า นี่คือกลิ่นของความสุขค่ะ ^^ กลิ่นของความสุขนั้นยังคงอบอวนต่อเนื่อง ยามที่รี่ได้บดมัน ยามที่ลิ้่นได้ละเลียดน้ำกาแฟจากมัน รสนุ่มละมุนลิ้่นมากค่ะ .... โอ้ มีความสุขจริง ๆ ค่ะ

หลายคนคงจะแปลกใจ ถ้ารี่จะบอกว่า รี่ไม่เคยซื้อกาแฟ illy แบบนี้ มาต้มทานเอง ถ้า illy ที่ได้ทาน ก็จะมาจากตามร้านกาแฟ ถ้าซื้อทาน ปกติรี่ก็ลองไปเรื่อย  สมัยก่อนอยู่ต่างประเทศ หาซื้อกาแฟง่าย รี่ก็มักเดินเข้าไปตามร้าน ให้เขาชั่งรสนู้นนิด รสนี่หน่อย ไม่ค่อยทานพวกที่เป็นแพ็คสำเร็จของยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง แต่ถ้าไม่สะดวก และมีเวลาแค่เข้าห้างสรรพสินค้าทั่วไป ยี่ห้อเดียวที่รี่รับได้ คือ lavazza ถุงดำ Arabica 100% ค่ะ

แล้วมีวันหนึ่ง คุณบิ๊กก็ถามรี่ว่า แล้วทำไมรี่ถึงไม่ทาน illy? รี่ก็แอบอึ้งไปเหมือนกันค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เผอิญเคยลอง lavazza แล้วมันถูกโฉลก รี่ก็เลยติดอยู่กับ lavazza ไม่ได้นึกถึงยี่ห้ออื่น ทั้ง ๆ ที่ชื่อเสียงของ illy ในวงการกาแฟ ไม่ได้ด้อยกว่า lavazza เลย

รี่เลยแซวคุณบิ๊กไปว่า ถ้ามีคนซื้อให้ รี่ก็ิยินดีลองอยู่แล้ว lol ตอนนั้นที่คุยกัน เป็นช่วงใกล้ปีใหม่ค่ะ คุณบิ๊กบอกรี่ว่า เดี๋ยวจะซื้อใ้ห้เป็นของขวัญปีใหม่ รี่ก็นึกว่าคำว่า 'ปีใหม่' ของคุณบิ๊กหมายถึง ปีใหม่ตามปฏิทินสากล ที่ไหนได้ ปีใหม่สากลก็ผ่านไป ปีใหม่จีนก็ผ่านไป ปีใหม่ไทยก็ผ่านไป จนรี่เริ่มคิดว่า มันคือ ปีใหม่หน้า อีกหกเดือนที่กำลังจะถึงนี่กระมัง - -'

แต่แล้วเมื่อคืนวันพุธก่อน ขณะที่รี่กำลังจะเคลิ้มหลับในออฟฟิศ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แล้วปลายเสียงก็ถามรี่ว่า รี่จะเอา illy แบบไหนดี? ^o^

นั่นแหละค่ะ คือที่มาของเจ้า illy กระป๋องนี้

 

....................................................


แม้ตัวกาแฟ illy รี่จะไม่เคยคิดเล็งมาก่อน แต่ที่รี่ชื่นขอบคือ งานออกแบบถ้วยกาแฟของ illy ค่ะ เคยเห็นตามร้านกาแฟ แล้วรู้สึกทึ่งในความกิ๊บเก๋ของการออกแบบมาก ซึ่งถ้าไปดูในเวบไซต์ของ illy เขาจะมีรวบรวมกันเป็น gallery กันเลยทีเดียวค่ะ  มีชื่อผลงาน ชื่อผู้ออกแบบ และรายละเอียดเกี่ยวกับงานนั้น ๆ และที่สำคัญคอลเลกชั่นถ้วยกาแฟของ illy มีมาตั้งแต่ปี 1992 นู่้นเลยค่ะ ใครชอบอะไรทำนองนี้ รี่อยากแนะนำให้ไปดูเป็นอย่างยิ่ง เหมือนเป็นการเดินเที่ยวดูพิพิธภัณฑ์ในอีกรูปแบบนั้นทีเดียวเชียว


Illy Cup Gallery

 

รี่ขอยกถ้วยบางอันที่รี่ดูแล้วชอบมากมาให้ลองดูนะค่ะ

 

 

อันซ้ายมือ เป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นที่ชื่อ Venexia ออกแบบโดย Lucca Trazzi ในปี 1997 ค่ะ เชื่อเลยว่า ทันทีทีี่ใครได้เห็น สิ่งแรกที่ชวนให้สะดุดใจคือ ตัวด้ามจัดนั่นเอง นึกออกไหมคะว่ามันเหมือนอะไร? ใครนึกไม่ออก ลองกลับไปดูที่ชื่อคอลเลกชั่นนี้อีกที แล้วลองนึกใหม่ดู เดี๋ยวจะถึงบางอ้อเองค่ะ ^^

แม่นแล้ว มันคือหัวเรือ gondola นั่นเองค่ะ ถ้วยชุดนี้ออกเพื่อฉลองการครบรอบครั้งที่ 47 ของงานเทศกาลศิลปะ Venice Biennale นั่นเองค่ะ แนวความคิดของเขาคือ สิ่งธรรมดาที่เราเห็นในชีวิตประจำวันเช่นถ้วยกาแฟ ก็สามารถกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าได้

ส่วนใบขวามือในรูป ออกมาในปี 1998 โดย Robert Rauschenberg ชื่อชุด World Cups ค่ะ ไอเดียคือเป็นการนำแผนที่ของจุดต่าง ๆ บนโลกใบนี้ มาลงสู่ถ้วยกาแฟและจานรอง จิบกาแฟไป ก็จะได้นึกถึงเรื่องราวของการเดินทาง และส่วนอื่นของโลกอันกว้างใหญ่นี้

สุดท้าย รี่ขอนำเสนอ ชุดที่รี่ชอบที่สุดค่ะ คือชุดในปี 2008 โดย William Kentridge




เป็นการออกแบบถ้วยให้คล้ายกลับเวลาเรามองภาพสะท้อนจากกระจก นอกจากนี้ ภาพที่เราเห็น ยังขึ้นกับมุมมองที่เรามองภาพนั้นด้วย เป็นถ้วยกาแฟที่แอบแฝงอะไรให้เราได้คิด  ยามจิบกาแฟค่ะ รี่จึงโหวตให้ชุดนี้ 

 

....................................................

 

เห็นถ้วยกาแฟสวย ๆ แบบนี้ แล้วนึกอยากทานกาแฟอีกถ้วยนะค่ะ ^^ อืม รี่ขอตัวไปก่อนดีกว่าค่ะ ไม่ใช่ไปชงกาแฟนะคะ่ แต่ไปทำงาน อิ อิื

ขอให้มีวันอาทิตย์ที่สุขสงบ จิตใจแจ่มใส แล้วจนกว่า เราจะกลับมาพบกันอีก เมื่อไร เมื่อนั้นค่ะ :)

 

O Sole Mio
ทำนอง Eduardo di Capua
เนื้อเพลง  Giovanni Capurro

 

เกี่ยวกับเพลง


ดื่มกาแฟอิตาเลี่ยนแท้ ๆ แล้วจะไม่ฟังเพลงอิตาเลี่ยนแท้ ๆ ได้อย่างไรกันคะ?

รี่นั่งจิบ illy ไป รี่เปิด O Sole Mio ค่ะ เลยคิดว่า สำหรับเอนทรีนี้ ไม่มีอะไรเหมาะยิ่งไปกว่าเพลงนี้อีกแล้ว อีกอย่างนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาได้ เพราะเผอิญเพิ่งได้ยินคนพูดถึงเพลงนี้ขึ้นมา และมันทำให้รี่ประเด็นประหลาดเกี่ยวกับเพลงนี้ขึ้นมาได้ ตรงที่ เหตุใดคนถึงชอบเรียก O Sole Mio เป็นเพลงโอเปรา?

สำหรับรี่ เวลาจะเรียกเพลงอะไรว่า 'เพลงโอเปรา' หมายถึงว่า เพลงนั้นเป็นหนึ่งในเพลงที่ตัวละคอนร้องในอุปรากรเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวเราต้องระบุชื่อของอุปรากรที่มาของเพลงนั้นได้ด้วย ซึ่งถ้าใช้ตรรกะเช่นนี้ เราจะไม่มีวันเรียกเพลงผิดเลยว่า เพลงนั้นเพลงนี้เป็น 'เพลงโอเปรา' เพราะอย่าง O Sole Mio มาจากเรื่องอะไรละคะ?

คำตอบคือ ไม่มีค่ะ เพราะัมันไม่ใช่

O Sole Mio เป็นเพลงที่ในภาษาอิตาเลี่ยนเรียกว่า Canzone Napoletana หรือเพลงสไตล์พื้่นเมืองแถบเมืองนาโปลีหรือเนเปิลส์นั่นเองค่ะ  เพลงในกลุ่มนี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้ัจักกันดีนอกจาก O Sole Mio แล้ว ก็มี Santa Lucia  หรือ Torna a Surriento อะไรทำนองนี้ ทีนี้ รี่คิดว่า คนคงไปเข้าใจผิดว่าเป็น 'เพลงโอเปรา' เป็นเพราะเพลงเหล่านี้ ถูกนักร้องเสียงเทนเนอร์ (tenor) ที่โด่งดังทั้งหลายทั้งในยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบันอย่าง Caruso Lanza หรือ Pavarotti เป็นต้น นำไปขับร้อง

รี่ว่ารี่เคยเอาฉบับ Mario Lanza หรือฉบับ Pavarotti ลงไปไดอารี่ไปแล้ว หน้าไหนสักหน้าค่ะ รี่จำไม่ได้แล้ว วันนี้เลยพยายามหาเสียงนักร้องคนอื่นมามั่ง เลือกมาให้ลองฟังเสียงสองหนุ่มในยุคอดีตกันค่ะ เพราะกับบรรยากาศหวนนึกถึงความหลังยามเย็นวันอาทิตย์กันค่ะ

 

เป็นหนุ่มอิตาเลี่ยนแท้ ๆ ทั้งคู่ค่ะ คนทางซ้ายคือ Franco Corelli เป็นนักร้องเสียงเทเนอร์ทีี่มีชื่อเสียงในยุคทศวรรษที่ 60 ส่วนขวามือคือ Giuseppe Di Stefano ที่โด่งดังตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 40 ถึงต้นทศวรรษที่ 70 ค่ะ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดของ Beniamino Gigli นักร้องเสียงเทนเนอร์ระดับตำนาน

ท้ายสุด รี่แอบเอา O Sole Mio ที่ร้องด้วยเสียงสูงของทางฝั่งผู้หญิง (soprano) มาฝากด้วย เผื่อใครฟังแล้วชอบ เป็นเสียงของนักร้องสาวรุ่นใหม่ Katherine Jenkins ค่ะ แต่ส่วนตัว รี่รู้สึกว่า จะร้องไพเราะอย่างใด แต่มันไม่ใช่ความเป็น O Sole Mio ค่ะ

^___^

we are in diaryis.com family | developed by 7republic