Love Unspoken

สวัสดีค่ำคืนวันเสาร์ วันที่อากาศแสนดี ฟ้าครึ้ม ไม่ร้อนอบอ้าวเกินไป รี่อยากชวนมิตรสหายมานั่งร่วมฟังดนตรีกันค่ะ ใช้เทคโนโลยีของโลกยุคศตวรรษที่ 21 เชื่อมโยงให้เราได้มีโอกาสมานั่งชื่นชมความงามของบทเพลงร่วมกัน ณ เวลาเดียวกันนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่สารทิศใดก็ตามที

ถ้าใครได้อ่านเอนทรีก่อนหน้า คงจะคุ้นเคยกับเสียงดนตรีในเพลงนี้แน่นอน เพราะนี่คือดนตรีเพลงวอลซ์เพลงเดียวกันค่ะ และเป็นเพลงวอลซ์ที่รี่มีหยิบมาเปิดในไดอารี่นี้ หลายเอนทรีแล้ว ด้วยความชอบส่วนตัวของรี่เอง เป็นเพลงที่มาจากจุลอุปรากรเรื่อง Die lustige Witwe ของ Franz Lehár นักประพันธ์เพลงเชื้อสายฮังกาเรี่ยน ทีมีผลงานการประพันธ์อุปรกรหลายเรื่อง แต่เรื่องที่โด่งดังที่สุด เห็นจะเป็น Die Lustige Witwe นี่กระมังคะ


 

 .: Franz Lehár:.



.: Franz Lehar. The Merry Widow, piano score, front page, Vienna 1906 :.

เนื้อเรื่องของ Die Lustige Witwe ดัดแปลงจากบทละคอนเรื่อง L'attaché d'ambassade (The Embassy Attaché) ของ Henri Meilhac นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส (Meilhac นอกจากเขียนบทละคอนแล้ว ยังเขียนเนื้อร้องให้กับอุปรากรหลายเรื่อง รวมทั้ง Carmen ของ Offenbach ด้วย) ประพันธ์ดนตรีโดย Franz Lehár และเนื้อร้องเขียนโดย Leo Stein และ Victor Leon เนื้อเรื่องป็นเรื่องราวของ Hanna Glawari ม่ายสาวพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคาร เป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศสมมุตินามว่า Pontevedro ม่ายสาวใช้ชีวิตหรูหรา ณ มหานครปารีส ร่ายล้อมไปด้วยชายหนุ่มที่มาตามจีบ ทำให้ท่านทูต Mirko Zeta เกิดความวิตกว่า ถ้าเธอแต่งงานไปกับชาวต่างชาติ อาจมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และคาดหวังว่า เธอควรจะแต่งงานกับ Count Danilo Danilovitsch ซึ่งเป็นเลขานุการเอก และเป็นอดีตคู่รักของ Hanna แต่ตัวฝ่ายชาย Danilo แม้จะยังคงรักฝ่ายหญิงอยู่ ก็พยายามปฏิเสธ เนื่องจากไม่ต้องการขึ้นชื่อว่า แต่งงานกับผู้หญิงร่ำรวยเพื่อหวังทรัพย์สมบัติ

Die Lustige Witwe เปิดการแสดงรอบปฐมฤกษ์ในปี 1905 ที่โรงละคอน Theatre An der Wein โดยมีนักแสดงชื่อดังในยุคนั้นคือ Mizzi Gunter และ Louis Treumann รับบทเป็น Hanna และ Danilo และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หลังจากการขาดทุนติดกันของละคอนก่อนหน้าของโรงละคอนแห่งนี้ ถึงขนาดว่า ทั้ง Gunter และ Treumann ต้องขนเสื้อผ้าหรูหราของตัวเองมาใช้ในการแสดง


.: Franz Lehar ถ่ายภาพร่วมกับ Mizzi Gunther (โซปราโน)  และ Louis Treumann (บาริโทน๗ นักแสดงคู่พระนางคู่แรกของจุลอุปรากรเรื่อง Die Lustige Witwe:. 


ด้วยเพราะการประสอบความสำเร็จนี่เอง จุลอุปรากรเรื่องนี้เลยถูกดัดแปลงไปแสดงในหลายที่ รวมทั้งที่ลอนดอน โดย George Edwardes  ผู้อำนวยการละคอนเวที เป็นผู้นำจุลอุปกรเรืื่องนี้เข้ามาเปิดการแสดงที่ Daly's Theatre ในปี 1907 มีชื่อในภาษาอังกฤษที่เราคงคุ้นหูกันดี นั่นคือ The Merry Widow โดยมี Adrian Ross และ Edward Morton เป็นผู้เขียนเนื้อร้องในฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ได้แปลโดยตรง แต่เป็นการดัดแปลง เทียบเคียงกับบทร้องเดิมในภาษาเยอรมัน นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงชื่อตัวละคอนบางตัวในเรื่องด้วย อาทิ นางเอกจาก Hanna กลายเป็น Sonia หรือพระเอกจากตำแหน่ง Count กลายเป็น Prince และมีนักแสดงอังกฤษ  Lily Elsie และ Joseph Coyne เล่นเป็นคู่พระนางของ The Merry Widow

 



.: The Merry Widow ซึ่งดัดแปลงจาก Die Lustige Witwe นำแสดงโดยนักแสดง Lily Elsie และ Joseph Coyne  :.

 

เพลงเอกในอุปรากรนี้ ที่เด่นมากคือ Vilja ซึ่งรี่เคยเปิดในไดอารี่ไปแล้ว เป็นบทเพลงที่ Hanna ร้องขับกล่อมแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านของเธอ ซึ่งตามท้องเรื่องกล่าวถึงเพลงนี้ว่า เป็นเพลงท้องถิ่นเก่าแก่ของประเทศ Pontevedro ส่วนอีกเพลงเด่นคือ เพลงที่ได้ยินในเอนทรีนี้ คือ เพลง Lippen Schweigen ซึ่งเป็นบทร้องคู่ (duet) ที่คู่พระนางร้องตอนท้ายของอุปกร เมื่อ Hanna และ Danilo เปิดใจถึงความรักที่มีให้ัแก่กัน เนื้อเพลงและดนตรี ถูกประพันธ์เข้ากันได้หวานซึ้งมากค่ะ

Danilo

Lippen schweigen, 's flüstern Geigen   
Lips fall silent, whispering are violins

Hab mich lieb!   
Love me!

All die Schritte sagen bitte, hab mich lieb!   
All the steps say please, love me!


Jeder Druck der Hände  
Every press of the hands

deutlich mir's beschrieb  
Clearly described it to me

Er sagt klar, 's ist wahr, 's ist wahr,  
He said clearly, it's true, it's true,

Du hast mich lieb!  
You love me!

Hanna

Warum?  
Why?

Bei jedem Walzer+++  
At each step of the waltz

Tanzt auch die Seele mit,  
The soul will dance along,

Da hüpft das Herzcchen klein,  
Then hops my little heart,

Es klopft und pocht:  Sei mein!  Sei  mein!  
It knocks and pounds:  Be mine!  Be mine!

Und der Mund, der spricht kein Wort,  
And my mouth, it speaks not a word,

Doch tönt es fort und immerfort:  
Still it sounds on and continuously on:

Ich hab' dich ja so lieb, ich hab' dich lieb!  
"I  do love you so, I love you!"

Jeder Druck der Hände  
Every press of the hands

Deutlich mir's beschrieb...  
Clearly described it to me...

Er sagt klar, 's ist wahr, 's ist wahr`  
He says clearly, it's true, it's true

Du hast mich lieb!
You love me!

พอมาเป็นฉบับภาษาอังกฤษ เพลงนี้กลายเป็น Love Unspoken ค่ะ ซึ่งเนื้อร้องในภาษาอังกฤษ แม้มิได้แปลโดยตรง แต่ก็มีความหมายโดยรวมใกล้เคียงฉบับดั้งเดิม และคงความหวานซึ้งไว้ไม่ต่างกัน


  Danilo: Love unspoken,
           Faith unbroken,
    All life through.
           Strings are playing
           Hear them saying
    'Love me true'

Sonia: Now the echo answers
    'Say you want me too.

Danilo:  All the world's in love with love
          And I love you

Sonia: I hear the music play,
          It carries me away.
          'All sorrow will have flown
           When you are mine and mine alone.'
          So that music seems to sing ----
          It's wanting you to know
          I love you so.

สำหรับเพลงที่เปิดในเอนทรีวันนี้ รี่เลิก Love Unspoken เป็นเพลงแรก ซึ่งเป็นฉบับที่ขับร้องโดย  Jeremy Brett และ June Bronhill นักแสดงชาวอังกฤษ ซึ่งชื่อนักแสดงหญิงเราอาจจะไม่คุ้นกันนัก แต่นักแสดงชายนี่ อาจจะมีร้อง 'อ๋อ' ถ้าบอกว่า เขาคือพ่อหนุ่ม Freddy Eynsford-Hill ที่ร้องเพลง On The Street Where You Live ตามไล่จีบแม่สาวขายดอกไม้ Eliza Doolittle ฉบับ Audrey Hepburns และต่อมา เล่นเป็น Sherlock Holmes ที่ฉายออกอากาศทางทีวีที่อังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 80 - 90 ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนรี่ว่า ถ้า Holmes มีตัวตนบนโลกความเป็นจริง ก็ต้องเขานี่แหละที่เป็น Sherlock Holmes ส่วน เพลงที่สอง กลับไปสู่เนื้อเพลงดั้งเดิมในภาษาเยอรมัน และเลือกเสียงบาริโทนของ Bryn Terfel กับเสียงโซปราโนของ Renée Fleming มาค่ะ  

 


.: Jeremy Brett ในบท Freddy Eynsford-Hill จากภาพยนตร์เรื่อง My Fair Lay (1964) และ Sherlock Holmes :.

 

รี่ต้องไปเข้านอนแล้วค่ะ ขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี ฝ้นหวาน เคลิ้มไปกับเสียงเพลงหวานซึ้งเพลงนี้นะค่ะ แล้วจนกว่าเราจะกลับมาพบกันอีก เมื่อไร เมื่อนั้น

...




we are in diaryis.com family | developed by 7republic