An Education

สวัสดียามค่ำคืนของวันอาทิตย์ที่สิบ เดือนสิบ ปีสองพันสิบ ค่ะ  :) และเพราะเจ้าตัวเลข triple tens บนหน้าปฏิทินนี้เอง ที่ทำให้รี่ต้องรีบมาเปิดหน้าไดอารี่ เขียนบันทึก เอาวันเลขสวยเสียหน่อย

หลายวันก่อน รี่เผอิญได้ดูภาพยนตร์เรื่อง An Education เป็นภาพยนตร์ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว (2009) ไม่รู้ว่า มีใครดูไปกันหมดหรือยัง เพราะปกติ รี่เป็นพวกดูหนังสุดแสนจะช้ากว่าชาวบ้านเขา เนื่องจากไม่ค่อยได้ไปดูหนังตามโรงหนังเสียเท่าไร อาศัยดูเอาตามแผ่น  DVD หรือที่เอามาฉายตามช่องโทรทัศน์นั่นแล



 

ด้วยว่า เรื่องราวบางอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันค่อนข้างเกี่ยวกับสายงานอาชีพของรี่โดยตรง ระหว่างที่รี่น้่งดูเรื่องนี้ เลยทำให้รี่เกิดความคิดใคร่ครวญอะไรบางอย่าง จึงทำให้รี่นึกอยากเอามาเขียนเล่าสู่กันฟัง

เกริ่นนำนิดหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยดูเรื่อง  An Education เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีภูมิหลังของเรื่องเป็นประเทศอังกฤษ ในช่วงสมัยทศวรรษที่ 60 ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่สาวน้อยวัยสิบหกปีที่ชื่อ เจนนี่ กำลังเรียนอยู่มัธยมปลาย เป็นเด็กที่เรียนหนังสือดีมาก และมีความตั้งใจที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford ชีวิตเด็กมัธยมของเธอ ที่มีแต่เรื่องราวของการเรียนและเพื่อนในวัยเดียวกัน ถูกพลิกพันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเธอพบเจอกับชายหนุ่มที่ชื่อ เดวิด ที่แก่กว่าเธอสักสองเท่าได้  เดวิดเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ ทำให้เธอรู้สึกรักและหลงใหล นำพาให้เธอรู้จักชีวิตรูปใหม่ที่น่าตื่ีนตาตื่นใจ การไปฟังคอนเสริต์ การออกไปทานอาหารตามภัตราคารชั้นเยี่ยม การใช้เวลายามค่ำคืนไปสังสรรค์ตามคลับหรูหรา ฯลฯ

เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ให้เห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของสาวน้อยเจนนี่ จนกระทั่งมาถึงจุดแตกหักของเรื่อง เมื่อเธอตัดสินใจที่จะละทิ้งการเรียนหนังสือ ไม่สนใจจะเข้ามหาวิทยาลัย ทิ้งความฝันอะไรที่เคยมีมาสิ้น และไปแต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก และใช้ชีวิตที่เธอคิดว่า น่าสนใจกว่า มีบทสนทนาตอนหนึ่ง ที่เธอตอกกลับอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน มิสวอลเตอร์ ถึงชีวิตที่น่าเบื่อของการเรียนหนังสือ เมื่อเทียบกับชีวิตเที่ยวเล่น ได้ออกไปเห็นโลกกว้างของเธอ ที่ช่างมีสีสรรค์มากมาย ที่รี่อยากยกมาให้ลองดูกัน

 

Studying is hard and boring. Teaching is hard and boring. So, what you're telling me is to be bored, and then bored, and finally bored again, but this time for the rest of my life? This whole stupid country is bored! There's no life in it, or color, or fun! It's probably just as well the Russians are going to drop a nuclear bomb on us any day now. So my choice is to do something hard and boring, or to marry my... Jew,  and go to Paris and Rome and listen to jazz, and read, and eat good food in nice restaurants, and have fun! It's not enough to educate us anymore Ms. Walters. You've got to tell us why you're doing it.


หมายเหตุ  รี่ขอแทรกให้ข้อมูลหน่อยค่ะ เผื่ออ่านแล้วงงกัน

ยิว (Jew) ในที่นี่ หมายถึง เดวิด แฟนของเจนนี่นะค่ะ เขาเป็นคนยิว ซึ่งเผอิญว่าคุณครูคนนี้ ที่เธอกำลังโต้ตอบด้วย เป็นพวกต้านยิว (anti-semite) เธอเลยจงใจใช้คำนี้ แทนที่จะเรียกชื่อแฟนเธอ

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า ท้องเรื่องเกิดในทศวรรษที่หกสิบ กระแสคอมมิวนิสต์รัสเชียกับระเบิดล้างโลกแรงในยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ไม่มีพูดถึงกันแล้ว

 

ด้วยความที่รี่เป็นครูบาอาจารย์เหมือนกัน ตอนที่เจนนี่ตอกกลับมาด้วยคำถามแบบนี้ ทำรี่อดอึ้งไปไม่ได้ แล้วนั่งถามตัวเองว่า ถ้านักเรียนของรี่ถามคำถามเช่นนี้บ้าง รี่จะตอบเขาอย่างไรกัน?

การเรียนที่สุดแสนจะน่าเบื่อ เข้าใจยาก ต้องนั่งคร่ำเคร่งอ่านตำรับตำราอย่างหนัก เพื่อจะเรียนให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หรือได้เกรดที่ดี เมื่อเทียบกับชีวิตในรูปแบบอื่น ที่ไม่ต้องเรียน ออกไปใช้ชีวิตสนุกให้เต็มที่ แล้วทำไมเขาถึงต้องมาเลือกใช้ชีวิตที่น่าเบื่อด้วย?

จะผิดหวังกับรี่ไหม ถ้ารี่จะบอกว่า รี่ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะรี่เองก็ยอมรับว่าระบบการศึกษาที่มนุษย์ยุคปัจจุบันได้รับ ส่วนหนึ่งก็น่าเบื่อจริง

ถ้าเราอยู่ในระบบการศึกษา เราไม่สามารถเรียนตามความพึงพอใจได้ ต้องมีการเรียนตามหลักสูตรทีกำหนดว่า เราต้องเรียนนั่น เราต้องเรียนนี่ หัวข้อที่เรียนก็โดนกำหนดมาอีกว่าต้องรู้อะไรบ้าง ไม่ว่าสิ่งนั้นเราจะสนใจอยากรู้หรือไม่ก็ตาม แต่เราต้องเรียน ตราบเท่าที่ เรายังอยากอยู่ในระบบการศึกษานี้ และยังต้องการใบประกาศที่การันตีว่าเราผ่านระบบการศึกษานี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมโดยทั่วไปยึดถือตาม

 เราไม่ได้อยู่ในยุคสมัยที่เรียนเพื่อให้ได้รู้เพียงอย่างเดียว เรียนเพราะความใคร่รู้ มีความอิ่มใจจากการได้รู้ แต่เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างคือการแข่งขัน การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่การได้รู้ แต่ต้องมีการทดสอบ ต้องมีการวัดผล ต้องมีการมาประเมินเราว่า ควรออกมาเป็นตัวเลขอะไรดีหรือตัวอักษรอะไรดี A B C D F  เหมือนคัดแยกผลิตภัณฑ์ เพื่อใครที่จะเลือกเราเอาไปใช้งาน จะได้ตัดสินใจถูก

ระบบการศึกษาคือระบบที่กำลังผลิตเฟืองจักรให้กับสังคม มากกว่าผลิตความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหรือเปล่าคะ?

รี่ขอยอมรับว่า เป็นการตั้งคำถามที่ออกจะไม่ยุติธรรม เพราะว่า รี่เอง ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่า มนุษย์เราควรจะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้เป็นไปได้รูปแบบไหน หรือรูปแบบที่เรามีอยู่แล้ว แม้จะมีข้อบกพร่องอะไรไปบ้างก็ตาม มันคือดีที่สุดแล้ว เหมาะสมที่สุดแล้ว?

ว่าแต่ ...

นี่รี่จะโยน question marks ใส่หน้าคนอ่านมากเกินไป สำหรับวันอาทิตย์ไหมคะ?

LOL

 

  


J'ai deux amours
ทำนอง Vincent Scotto
เนื้อร้อง  Geo Koger และ  Henri Varna

เกี่ยวกับเพลง

 

บางคนอาจงงกันว่า รี่เปิดเพลงอะไรของรี่ ทำไมมันไม่เป็นจะเข้ากันกับเนื้อเรื่องที่เล่ามา แต่ถ้าใครได้เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คงรู้ที่มาที่ไป เหตุเพราะว่า J'ai deux amours เป็นเพลงที่ประกอบในภาพยนตร์เรื่อง An Education นี้เอง เพลงนี้ เป็นเพลงเก่ามากแล้วค่ะ เป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อให้เป็น signature song ของ Josephine Baker นักร้องสาวที่มีถิ่นฐานกำเนิดในปารีส จนกระทั่งเปลี่ยนสัญชาติไปเป็นคนฝรั่งเศสในที่สุด คงเหมือนที่ท่อนหนึ่งในเนื้อเพลงเขาว่าไว้อะค่ะ

Manhattan est belle,
Mais à quoi bon le nier :
Ce qui m'ensorcelle, c'est Paris,
c'est Paris tout entier.


ถึงแม้แมนฮัตตันจะสวยงาม แต่ก็ต้องมนต์สเน่ห์ของปารีสไปเสียแล้ว
เธอถึงไม่สามารถละทิ้งปารีสกลับไปอเมริกาได้  :)

รี่เลือกมาลงทั้งสองฉบับนะค่ะ ฉบับที่ประกอบในภาพยนตร์จริง ๆ เป็นเสียงของ Madeline Peyroux นักร้องร่วมสมัย ส่วนฉบับหลังอดไม่ได้ที่จะต้องลงฉบับดั้งเดิมของแท้ แม้คุณภาพเสียงจะดูไม่ชัดเจน ขลุกขลุกไปบ้าง แต่มันคลาสิกจริง ๆ ค่ะ ฟังแล้วชวนฝัน ย้อนกลับเวลาไปยุคโบราณเก่ากรุ เหมาะสมกับการสดับฟังในค่ำคืนวันอาทิตย์จริง ๆ ค่ะ

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic