The Adventure of Tube Map

รถไฟใต้ดินในลอนดอน ที่เรียกว่า London Underground หรือที่ชาวลอนดอนเรียกกันติดปากว่า Tube นั้น เป็นระบบรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดใช้บริการมากว่าร้อยปี ณ ปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเขตใจกลางลอนดอนและเมืองรอบนอกใกล้เคียง เป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 270 สถานี แต่ทั้งหมดนี้ สามารถบรรจุอยู่ในแผ่นพับขนาดฝ่ามือ ที่เรียกว่า tube map ซึ่งมีวางแจกเกือบทุกสถานีรถไฟใต้ดินในลอนดอน

 

 

อันนี้เป็นแผ่นพับ tube map เท่าที่รี่พอจะค้นเจอ ไม่ค่อยอยู่ในสภาพดีเท่าไร ยับและเยินบ้าง ต้องขออภัยค่ะ ^^' ซึ่งแต่ละอันเหมือนกันค่ะ เพียงแต่ในแต่ละช่วงเวลา ก็มีเปลี่ยนการออกแบบหน้าปกกันบ้าง  แผ่นพับเปิดมา ก็มีแผนที่การเดินรถใต้ดินทั้งหมด โดยใช้สีเส้นแตกต่างกันไป ตามแต่ละซ้าย อาทิ น้ำเงิน คือเส้น Piccadilly ฟ้าคือ Victoria เทาคือเส้น Jublilee ฯลฯ จุดสี่เหลี่ยมต่าง ๆ  เป็นสถานีที่รถสายนั้นจอด จุดวงกลมจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่สามารถเปลี่ยนสายรถไฟใต้ดินได้ ด้านหลังของแผนที่ จะมี index ให้ค้นหาสถานีที่จะไป ในแผนที่ พร้อมทั้งระบุรายละเอียดด้วยว่า สถานีนั้น ๆ มีที่จอดรถ ที่จอดจักรยาน ห้องน้ำ หรือทางขึ้นสำหรับคนพิการหรือไม่

กว่าจะกลายมาเป็นแผนที่เส้นทางการเดินรถรูปร่างหน้าตาที่เราคุ้นเคยแบบทุกวันนี้ แผนที่การเดินรถไฟในลอนดอน มีการพัฒนามาพร้อมสมควรทีเดียวค่ะ เริ่มตั้งแต่การที่สายรถไฟใต้ดินในลอนดอน ยังเป็นของแต่ละบริษัทเอกชน  ไม่ได้รวมตัวกันภายในหน่วยงานรัฐที่เรียกว่า องค์การคมนาคมสำหรับลอนดอน (Transport for London) หรือ TfL เหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นแต่ละบริษัทจึงออกแผนที่สายรถของตนเอง จนกระทั่งเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 จึงมีการรวมเส้นทางเดินรถสายต่าง ๆ ขึ้น ภายในการบริหารของหน่วงงานเดียว และมีการพิมพ์แผนที่การเดินรถฉบับรวมครั้งแรกในปี 1908

เป็นลักษณะแผ่นพับ ที่มีหลายละเอียดเยอะทีเดียวค่ะ ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่มีแค่สถานี แต่นี่มีตั้งแต่แบ่งตามรายการสถานที่น่าสนใจ โรงพยาบาล โรงแรม ร้านอาหาร หรือแม้แต่สุสาน!!!

ส่วนอีกด้าน เป็นแผนที่ ซึ่งมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ค่ะ


 

จะเห็นว่า รูปร่างหน้าตา แตกต่างกับแผนที่เราเห็นในปัจจุบันมากทีเดียวค่ะ เพราะเขาวาดตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของสถานนีต่าง ๆ ในลอนดอน แผนที่ที่ยึดตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งนี้ ยังคงใช้จนไปถึงทศวรรษที่ 30 ค่ะ อันนี้เป็นหน้าตาแผนที่ในปี  1930 ออกแบบโดย F. H. Stingemore โดยด้านหนึ่งของแผ่นพับ จะมีลักษณะคล้ายเดิม คือ ระบุสถานที่ี่ที่น่าสนใจในแผนที่ และมีส่วนของโรงละคอนแยกมาต่างหาก สังเกตโลโก้ที่น่าปกติน่าค่ะ เป็นโลโก้คล้ายแบบในปัจจุบันแล้ว

จะเห็นว่า แผนที่รุ่นหลังนี้ มีสายการเดินรถไฟใต้ดิน เพิ่มขึ้นมาหลายสายทีเดียว และดูซับซ้อนกว่าแผนที่รุ่นแรกมาก  และนี่คือรุ่นสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแผนที่ที่เป็นแบบแผนผังอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยผู้ออกแบบแผนที่แบบแผนผังนี้คือ Harry Beck ซึ่งได้แนวคิดการออกแผนแบบเส้นทางการเดินรถไฟใต้ดิน เหมือนแผนผังวงจรไฟฟ้าแสดงการไหลของกระแสไฟนั่นเอง เพราะเขาคิดว่า คนที่เดินทางสนใจที่จะมองการเชื่อมโยงของสายรถไฟใต้ดิน มากกว่าตำแหน่งที่ถูกต้องทางภูมิศาสตร์ เพราะจะทำให้สะดวกในการต่อรถไฟจากสายหนึ่ง ไปอีกสายหนึ่ง เพื่อให้ถึงที่หมาย และนี่คือ หน้าตาแผนที่ในยุคแรกที่ออกแบบโดย Harry Beck ในปี 1931

 

จะเห็นว่า อ่านได้ง่ายกว่า ชัดเจนกว่า แผนที่ยุคแรกมาก และเมื่อเอามาพิมพ์ในลักษณะแผ่นพับ เป็นลักษณะนี้ ด้านหนึ่งคือตัวแผนที่

 

ส่วนอีกด้านเน้นแสดงสถานนี้ ที่เชื่อมต่อรถสายสีต่าง ๆ มาสะดวกในการเปลี่ยนรถค่ะ

 

และนี่คือหน้าตาแผนที่เต็ม ๆ ฉบับปัจจุบัน ที่แม้จะมีจำนวนสายที่มากขึ้นจากแผนที่ดั้งเดิมของ Beck แต่ยังคงลักษณะการเขียนเชิงแผนผัง แสดงการเชื่อมต่อของสายต่าง ๆ

แผนที่การเดินรถไฟในใต้ดิน กลายเป็นเหมือนโลโก้แทนลอนดอนเหมือนกัน เราจะเห็นมีเอาไปพิมพ์เป็นโปสเตอร์ หรือโปสการ์ด ขายเป็นของที่ระลึก นอกจากนี้ ยังมีเวอร์ชั่นฉีกแนวเลียนแบบแผนที่รถไฟใต้ัดิน ออกมาให้เห็นกันเสมอ อาทิ Greater Bear ผลงานการออกแบบของ Simon Patterson ที่แสดงอยู่ที่หอศิลป์ Tate Modern ที่กรุงลอนดอน

 

แต่ถ้าลองมองใกล้ ๆ ดูรายละเอียดชื่อแต่ละสถานี่ จะพบว่า ไม่มีชื่อสถานีรถไฟใต้ดินอะไรที่เราคุ้นเคยเลยค่ะ อาทิในรูป ตำแหน่งของสถานี Oxford Circus สถานียอดฮิตของเหล่านักช๊อบ เพราะเป็นสถานีที่จะไปโผล่ใจกลางของถนนสายช๊อปปิ้ง Oxford Street กลายเป็น Titian จิตรกรเอกชาวอิตาเลี่ยนไปเสียเนี่ย

 

เส้นสีฟ้าคือรถไฟใต้ดินสาย Victoria  ทีผ่านสถานี Oxford Circus ด้วยนี้ กลายเป็นเส้นของศิลปินชาวอิตาเลี่ยนไปหมดค่ะ ไม่ว่า จะเป็น Michaelangelo อยู่สถานี Plimlico Raphael อยู่ประจำสถานี Victoria Uccello ไปอยู่สถานี Vauxhall หรือ Filippo Lippi นี่แย่หน่อยค่ะ ส่งไปอยู่ห่างใจกลางกรุง นู่นเลยค่ะ สถานี Walthamstow Central สถานีปลายทางของสาย Victoria เลย

ส่วนเส้น Bakerloo (เส้นน้ำตาล) ถูกทำเป็นสายของนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ตัวอย่างเช่น Albert Einstein (สถานี Regent's Park) Charles Darwin (สถานี Baker Street) Michael Faraday (South Kensington)  หรือเส้น Jublilee (เส้นสีเงิน) กลายเป็นเส้นของนักบอลอังกฤษ อย่าง Gary Lineker (สถานี Bon Street) Geoff Hurst (สถานี Green Park)  Bobby Charlton (สถานี St John's Wood)  หรือแม้พวกนักคิด นักปรัชญาชาวกรีก อาทิ Plato ที่สถานี Gloucester Road Aristotle ที่สถานีเป็ด โฟร์ซีซั่น เอ้ยย ไม่ใช่ค่ะ สถานี Bayswater ^o^ แตที่รี่ชอบที่สุดคือ Pythagoras ค่ะ  เจ้าของทฤษฏีความสัมพันธ์ของความยาวด้านของสามเหลี่ยมมุมฉาก อยู่ที่สถานีที่มีจุดเชื่อมต่อของเส้นรถไฟใต้ดินสายต่าง ๆ เป็นแนวสามเหลี่ยม หรือสถานี Paddington นั่นเอง

มี Great Bear แล้ว ก็ต้องมี Greater Shakespeare ค่ะ อันนี้คือแผนผังตัวละคอนจากบทละคอนของ Shakespeare ที่ทำให้ดูคล้ายกับแผนที่รถไฟใต้ดิน แต่ไม่เหมือนเส้นทางจริงสักเท่าไรค่ะ เป็นของคณะละคอน Royal Shakespeare Company  (RSC) ที่ออกมาเมื่อสามปีก่อน


เส้นทางรถ เปลี่ยนมาเป็นประเภทของตัวละคอนของ Shakespeare อาทิ พวกตัวตลกขำขัน (Fools) อยู่เส้นสีเหลือง พวกนักรบ (Warriors) อยู่เส้นสีดำ พวกพ่อพระเอกโฉมยงค์ (Heroes) อยู่เส้นสีนำเงิน หรือพวกคู่รัก (Lovers) อยู่เส้นสีแดง สีแห่งความรัก

ส่วนสายที่แทนด้วยเส้นสีชมพูอ่อน ไม่ทึบ ที่ผ่านสถานี Troilus and Cressida (เจ้าชายแห่งทรอยและบุตรสาวของนักบวชฝั่งทรอยที่ย้ายข้างไปเข้ากับกับพวกกรีก มาจากบทละคอนโศกนาฏกรรมในชื่อเรื่องเดียวกันนี้) ตามรูปนี้ เป็นสายที่มีชื่อว่าอะไรคะ? ลองเดากันดู ...

เขาตั้งชื่อได้กิ๊บเก๋มากค่ะ ชื่อสาย Peak Hour Lovers  และส่วนเส้นลายม้าลายขาวแดงที่มุ่งไปสู่สถานี Isabella and Duke Vincentio (แม่ชีฝึกหัดและดยุคแห่งเวียนนา จากละคอนชวนหัวเรื่อง Measure for Measure) เป็นเส้นทางสาย "คู่รักที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง" (Lovers Under Construction)

บางสถานีก็เป็นจุดเชื่อมโยงของสองบทบาทหน้าที่ค่ะ อาทิ สถานี Gertrude (พระมารดาของเจ้าชาย Hamlet จากบทละคอนเรื่อง Hamlet) เป็นจุดที่สายชมพู (Mothers) และสายสีฟ้า (Strong & Difficult Women) ผ่าน หรือสถานี Macbeth and Lady Macbeth (นายพลแห่งกองทัพของกษัตริย์ Duncan แห่งสก็อตแลนด์ และภรรยา จากบทละคอนโศกนาฏกรรมเรื่ือง Macbeth) 

และล่าสุดเมื่อกลางเดือนตุลานี้เองค่ะ มี tube map ฉบับที่สถานีต่าง ๆ ถูกแปลงเป็นชื่อภาพยนตร์ที่มีการมาถ่ายทำ ใกล้เคียกับสถานีเหล่านั้น เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 70 ปี ของภาพยนตร์ในลอนดอน และประจวบกับช่วงกลางเดือนตุลาที่ผ่านมา เป็นช่วงที่จัดเทศกาลภาพยนตร์แห่งลอนดอน (London Film Festival) โดยเป็นการร่วมมือการออกแบบและผลิตของ TfL องค์กร Film London ที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์และสื่อของลอนดอน และสถาบันภาพยนตร์แหงสหราชอาณาจักร (British Film Institute) หรือ BFI


สถานี Green Park กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง Nothing Hill ไป เพราะฉากสัมภาษณ์ Anna Scott ที่รับบทโดย Julia Ruberts ที่มาโปรโมทภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเธอในลอนดอน จัดขึ้นที่โรงแรมหรูเลิศ Ritz Hotel ที่อยู่ใกล้สถานี Green Park นี้เอง หรือสถานี Temple จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเรื่อง The Da Vinci Code เมื่อ Robert Langdon เดินทางมาเพื่อถอดรหัสรับด้วยความเข้าใจผิดว่า อัศวิน Knight Templar ถูกฝังที่โบสถ์แห่งนี้

Tube Map รูปแบบสนุกสนานเช่นนี้ คงไม่มีชิ้นนี้ เป็นชิ้นสุดท้ายค่ะ รี่เชื่อว่า ในอนาคต คงมีรูปแบบอื่นออกมาให้ผู้ที่สนใจและเหล่านักสะสมได้หามาชื่นชมกันอีก และทำรายได้เสริมให้กับ TfL จากการขายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับรถใต้ดิน นอกเหนือจากรายได้จากการขายตั๋วรถใต้ดินที่สูงริ่ว (ค่ารถไฟใต้ดินในลอนดอนนี้แพงที่สุดในโลกค่ะ) ส่วนของประเทศไทย ก็ได้แต่เฝ้ารอต่อไปค่ะ ตอนนี้ มีอยู่สายเดียว เดี่ยว ๆ นี่แหละ ระดับการพัฒนา ก็เพิ่งเริ่มต้น เหมือนอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราคงต้องรอปล่อยให้ลูกหลานเราอีกร้อยปีข้างหน้า รอดูแผนที่รถไฟใต้ดินของกรุงเทพฯ ที่โยงใยเป็นใยแมงมุมเหมือนของลอนดอนในปัจจุบัน

Keep your finger crossed!!!

 

เกี่ยวกับเพลง

เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับลอนดอน คงไม่มีเพลงอะไรเหมาะสมเท่าเพลงนี้อีกแล้วค่ะ ... A Nightingale Sang In Berkeley Square

เพลงนี้เป็นเพลงที่เก่ามากแล้ว แต่งขึ้นในปี 1940 และเป็นเพลงที่นิยมกันมากในอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประพันธ์ดนตรีโดยManning Sherwin และ Jack Strachey. และคำร้องโดย Eric Maschwitz เป็นเพลงที่บรรยายบรรยากาศค่ำคืนในลอนดอนได้สละสลวยมากค่ะ โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย

The streets of town were paved with stars,
It was such a romantic affair.
And as we kissed and said goodnight,
A nightingale sang in Berkeley Square.

จำได้ว่า ส่วนตัวเคยมีแวบผ่านไปแถว Berkeley Square ค่ะ เป็นจตุรัสที่สงบ น่านั่งมาก แล้วเผอิญว่า ไปในช่วงตอนกลางวันพอดี ม้านั่งแถวนั้น เลยกลายเป็นที่ครอบครองของหนุ่มสาวออฟฟิศที่ทำงานในละแวกนั้น เพื่อนั่งทานอาหารกลางวันประจำชาติ นั่นคือ แซนด์วิชกับแอปเปิ้ล :P

ว่าแต่ว่า มีใครทราบบ้างว่า ถ้าจะไป Berkeley Square ต้องไปลงที่สถานีไหนคะถึงใกล้ที่สุด? ลองตอบโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยที่เรียกว่า Google ดูค่ะ

:)

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic