Sweetly play'd in tune

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ห่างหายกันไปเสียนานนมสำหรับไดอารี่เล่มนี้ กลับมาทักทายกันงวดนี้ เลยถือโอกาสปัดฝุ่นเปลี่ยนเสื้อผ้ากันหน่อยค่ะ สีออกจะแป๋นแหร๋นไปเสียหน่อย แต่คงไม่ถึงกับดูไม่สบายตาเกินกระมังคะ?

สำหรับธีมไดอารี่อันนี้ รี่ของตั้งชื่อว่า Sweetly Play'd in Tune ค่ะ ขอหยิบยืมมาจากโคลงกลอน A red, red rose ของ Robert Burns ที่นอกจากเขาจะเปรียบความรักดังดอกกุหลาบแดงที่ผลิบานในเดือนมิถุนาแล้ว ยังเปรียบความรักกับเสียงดนตรีที่ถูกบรรเลงขับขานได้อย่างหวานซึ้ง


O, my Luve's like a red, red rose,
That's newly sprung in June.
O, my Luve's like the melodie,
That's sweetly play'd in tune.


อ่ะแฮ่ม อะแฮ่ม ไม่ต้องเข้าใจผิดกันไปใย ว่ารี่ไปมีความรักหวานซงหวานซึ้งที่ไหนค่ะ ^^" รี่แค่ขออนุญาตหยิบยืมคำของลุงเบิร์นแกมาใช้กับสิ่งอื่น ที่รี่เพิ่งค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า มันช่างเป็นสองสิ่งที่กลมกลืนเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดค่ะ แล้วเป็นที่มาของภาพหน้าปกไดอารี่นี้ในขณะนี้

สองสิ่งที่รี่พูดถึงคือ ดอกกุหลาบกับดอกโบตั๋นค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ รี่มีได้น้ำหอมที่มีกลิ่นผสมของดอกกุหลาบและดอกโบตั๋น พอรี่ได้ดม รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่หอมมาก ส่วนตัวรี่ชอบกลิ่นดอกไม้ทั้งสองเดี่ยว ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่พอได้กลิ่นที่ได้จากการผสมกันของทั้งคู่ รู้สึกหลงใหลกับการผสานของสองกลิ่นนั้น มันช่างเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด หวาน สดชื่น นุ่มละมุน กลิ่นดอกไม้ผลิบานของฤดูใบไม้ผลิ เลยนึกถึงว่า ถ้าให้เปรียบ กลิ่นดอกไม้ทั้งสองนั้น ประสานเข้ากันเหมือนตัวโน้ตในบทเพลงที่ถูกบรรเลงออกมาอย่างหวานละมุน แบบที่บทกวีของเบิร์นว่าไว้ว่า ... sweetly play'd in tune

จากนั้น รี่ก็นึกเลยไปว่า อันที่จริงแล้ว ดอกไม้สองชนิดนี้ นอกจากกลิ่นของเขาจะผสานเข้ากันได้ดีแล้ว รูปลักษณ์ภายนอก ยังกลมกลืนยามถูกจัดเป็นช่อดอกไม้อีกด้วย คิดถึงตรงนี้ ก็ทำให้รี่นึกถึงภาพเขียนของ Vincent van Gogh ที่เป็นดอกกุหลาบกับดอกโบตั๋นชมพูที่ปักอยู่ในแจกันใบเขียว ซึ่งเป็นที่มาของภาพปกไดอารี่ ณ ตอนนี้ค่ะ สิ่งที่รี่ชื่นชอบในภาพนี้อย่างมาก คือการเล่นการตัดกันของสีแดงจัดจ้านของผนังกับสีเขียวเข้มของกระถาง ทำให้ความหวานนุ่มนวลของดอกไม้ในกระถางถูกดึงให้ดูเด่นชัดขึ้น เป็นจุดดึงความสนใจของภาพนี้ พลอยทำให้หัวใจของผู้พิศชมภาพนี้รู้สึกอ่อนละมุนตามไปด้วย จริงไหมคะ?




ภาพเขียนชิ้นนี้ของ Van Gogh ถูกเขียนขึ้นในปี 1886 ซึ่งเป็นปีที่เขาย้ายจากแอนต์เวิร์ปมาที่ปารีส โดยช่วงเวลาที่อยู่ที่แอนต์เวิร์ปนั้น Van Gogh ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องทฤษฏีสีและฝึกการผสมสีที่หลากหลาย รวมทั้งการได้อิทธิพลของเหล่ากลุ่มศิลปิน impressionism ในปารีสขณะนั้น ที่นิยมใช้สีสรรค์สดใส จึงส่งผลต่อการเล่นสีสรรค์ของภาพเขียนของเขาในช่วงนี้ เมื่อเทียบกับภาพเขียนช่วงที่อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ที่มักเป็นแนวโทนสีทึม

ภาพนี้ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Kröller-Müller ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผลงานภาพเขียนของ Van Gogh เยอะมาก อันเป็นผลมาจากการสะสมผลงานศิลปะโดยส่วนตัวของ Helene Kröller-Müller เศรษฐีนีชาวดัชต์ที่เล็งเห็นคุณค่าทางศิลปะของภาพเขียนของ Van Gogh ก่อนที่ผลงานของเขาจะโด่งดังไปไกลเช่นทุกวันนี้ บั้นปลายของชีวิต Helene Kröller-Müller มอบผลงานศิลปะที่เธอสะสมทั้งหมดกว่าหมื่นชิ้นให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ และกลายเป็นที่มาของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ Kröller-Müller

ตอนรี่ไปเนเธอร์แลนด์ เคยนึกอยากไปพิพิธภัณฑ์นี้ค่ะ เพราะนอกจากภาพเขียน Roses and Peonies นี้แล้ว ยังมีภาพเขียนของ Van Gogh อีกอันหนึ่งที่ส่วนตัวชอบมาก แล้วถ้าเราติดตากันมานานพอสมควร คงเคยเห็นรี่หยิบมาทำหน้าปกไดอารี่ นั่นคือภาพ Cafe Terrace at Night ที่เมืองอาร์ลส์ (Arles) แต่เนื่องจากว่า พิพิธภัณฑ์นี้ออกจากนอกเส้นทางท่องเที่ยวทั่วไปเสียหน่อยค่ะ เพราะตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Hoge Veluwe ถ้าจะใช้การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน จะต้องนั่งรถไฟจากอัมสเตอร์ดัไปเมืองอาร์นเนม (Arnhem) แล้วต้องหารถเมลล์ต่อไปอีกที รี่เลยไม่ได้ไป เลยได้ไปเยือนแต่เพียงแค่ Rijksmuseum ที่อัมสเตอร์ดัมกับ Mauritshuis ที่เฮกเท่านั้น ได้แต่หวังว่า อนาคตข้างหน้า ถ้ามีได้ไปเยือนเนเธอร์แลนด์อีก รี่จะสามารถหาโอกาสแวะไปพิพิธภัณฑ์นี้ได้สักครั้ง ...




I'll Never Fall Again

 

เกี่ยวกับเพลง

หนึ่งในเอนทรีที่รี่ช่างเปิดเพลงไม่เข้ากับเนื้อหาเสียเลยค่ะ เนื้อความออกจะหวานซึ้งว่าถึงความงามความหอมของดอกไม้ แต่เพลงกลับคร่ำครวญโศกาถึงความรักที่จากไป

แต่อย่างที่รี่เคยพูดถึงหลายครั้งว่า เพลงเป็นส่วนสำคัญในการดึงรี่มาเปิดหน้าไดอารี่ หาเรื่องนู้นเรื่องนี้เขียน เพียงเพื่อให้ได้ใส่เพลงในหน้าไดอารี่  เพราะฉะนั้น เนื้อหาที่เขียนมาข้างบนนั้นคือน้ำจิ้มค่ะ ^o^

นี่เป็นหนึ่งในเพลงที่รี่ตามหามานานค่ะ ได้ยินครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว จากละคอนที่เอามาฉายทางสถานนีช่อง ITV ที่อังกฤษค่ะ เป็นละคอนที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์เรื่อง Ordeal by Innocence ของอกาธา คริสตี้ เปิดเรื่องขึ้นมาปุ๊บ ตัวละคอนในเรื่องก็เปิดแผ่นเสียงเพลงนี้ บรรเลงในห้องทำงานเลยค่ะ

แล้วเสียงครวญ I'll never fall in love again since you said goodbye ... มันช่างสะดุดใจรี่มากค่ะ ทำให้รี่หันความสนใจจากละคอนชั่วขณะ ไปนั่งเสริชหารายละเอียดเพลงนี้ ปรากฏว่าหาเท่าไร ก็หาไม่เจอค่ะ มีแต่เจอเพลง I'll Never Fall In Love Again (ถ้าใครยังงงว่ามันคือเพลงไหน รี่ก็ต้องขอบอกว่า มันคือเพลงที่เขาพูดถึงว่า สิ่งที่เราได้ยามเมื่อมีความรัก คือจูบที่ทำให้ติดเชื้อนิวมอเนีย เพราะฉะนั้นเลยจะไม่ตกหลุมรักใครอีกต่อไป นั่นแหละค่ะ LOL) เมื่อหาไม่เจอ รี่เลยลึมเพลงนี้ไปสักพัก จนช่วงหยุดปีใหม่ไทยนี้ รี่มาบ้าอ่านนวนิยายอกาธาอีก เลยนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาได้ เลยมาใช้ google ค้นหาข้อมูลดู ไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับรายละเอียดของเพลงนี้ค่ะ แต่รี่ก็หาเพลงนี้มาจนได้ พร้อมทั้งประเดิมโพสในเวบโพสเพลงใหม่ หลังจากผิดหวังมาจาก imeem และ mixpod

โพสเพลงเสร็จเรียบร้อย มีรึที่รี่จะอดใจได้ ไม่หาเรื่องมาเปิดเอนทรีใหม่ เพื่อเอาเพลงลงไดอารี่ และนี่คือที่มาที่แท้จริงของเอนทรีนี้ค่ะ :)


 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic