Stick to the same old moon

 

 


"Come on, India's not as bad as all that. Other side of the earth, if you like, but we stick to the same old moon."
- E.M. Forster

 

 

ทุกครั้งที่จบการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง รี่มักใช้เวลาสักวันสองวันไปกับการนอนหลับพักผ่อนอยู่กับบ้านเฉย  ๆ เพื่อให้ร่างกายคืนกลับสภาพจากความเหนื่อยอ่อนล้าที่เกิดขึ้นจากการเดินทางสมบุกสมบัน แต่สำหรับการเดินทางกลับจากอินเดียครั้งนี้ รี่พบว่า ไม่เพียงแต่ร่างกายต้องการการปรับสภาพเท่านั้น จิตใจก็ต้องการรับการปรับสภาพเช่นเดียวกัน

การเดินทางท่องเที่ยวอินเดียที่ผ่านมา แม้สถานที่ที่ได้พบเจอช่างสวยงาม อลังการ ชวนให้รี่ตื่นตาตื่นใจ แต่สิ่งที่ทำให้รี่ตะลึงงันยิ่งกว่า คือประสบการณ์ที่ได้พบเจอผู้คนต่าง ๆ ในระหว่างการเดินทาง หลายครั้ง รี่ต้องถามตัวเองว่า

"พวกเราทั้งหมดนี้ ล้วนอยู่บนโลกใบเดียวกันใช่หรือไม่?"

 

.................................................

 

คืนหนึ่งที่ Delhi มืดค่ำแล้ว เราเดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยแถว Jama Masjid เดินเพลินดูร้านขายของข้างทาง แต่ละตรอกก็ขายข้าวของประเภทแตกต่างกันไป บางตรอกก็ขายเสื้อผ้าแพรพรรณ บางตรอกก็ขายอาหาร ทำให้เรานึกขึ้นได้ว่า เราน่าจะหาอาหารค่ำทานกัน แต่เดิน ๆ ไป แล้วต้องชะงักงันกับภาพที่เห็นข้างหน้าร้านอาหารหลายร้านในตรอกนั้น 

กลุ่มคนเนื้อตัวขะมุกขะมอม เสื้อผ้าขาดวิ่น นั่งบนพื้นถนน ออกันอยู่หน้าร้าน ตอนแรกรี่ไม่เข้าใจกับภาพที่เห็นข้างหน้า เดาว่า นี่คือโรงทาน แล้วเขาเหล่านั้น คงกำลังรอรับบริจาคอาหาร แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ก็เห็นภาพกลุ่มคนแบบนี้ที่จุดอื่น ๆ เช่นเดียวกัน รี่จึงเริ่มเข้าใจว่า ไม่มีโรงทานหรืออะไรที่ไหน กลุ่มคนผู้ยากไร้เหล่านั้น เขากำลังชุมนุมนั่งรอกันอยู่ที่หน้าร้านอาหารเพื่อรอรับเศษอาหารจากลูกค้าที่กินเหลือในร้านอาหารเหล่านั้นต่างหากเล่า

การเห็นผู้คนยากไร้ที่รอเศษอาหารที่คนอื่นทิ้งเพื่อมาทานประทังชีวิตตัวเองนั้น ไม่ใช่ภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนคือ การมานั่งออกันของผู้ยากไร้จำนวนเป็นสิบ นั่งขดตัวรอกันหน้าร้านอาหารแต่ละร้าน นั่นเท่ากับว่า ตรอกเล็ก ๆ แห่งนั้น มีผู้คนที่กำลังนั่งรอคอยเศษอาหารเพื่อประทังชีวิตจำนวนหลายสิบคน

ความหิวของรี่ที่มีก่อนหน้านี้ มันอันตธานหายไปสิ้นกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า รี่รู้สึกว่า แม้แต่น้ำลายตัวเอง ก็แทบไม่สามารถจะกลืนมันลงไปในคอได้ด้วยซ้ำ ...

.................................................


อาจด้วยเพราะความงงงวยกับภาพต่าง ๆ ที่เห็น เราเลยเดินหลงทางกัน ยิ่งเดิน มันยิ่งดูห่างไกลจากเส้นทางเดินที่เราตั้งใจจะเดินกลับไปขึ้นรถใต้ดินเข้าทุกที ผู้คนรอบข้างก็ดูจะคาดหวังไม่ได้ว่าสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่โชคดีที่สังเกตเห็นว่า มีร้านขายยาอยู่ร้านหนึ่ง คนขายหน้าร้านสองคนดูท่าน่าจะสื่อสารกันรู้เรื่อง เราเลยเดินเข้าไปไต่ถามทาง จึงได้ความว่า เราเดินเป๋กันออกมาไกลมากจากสถานีรถไฟใต้ดินที่เราตั้งใจจะเดินไปกันแต่ทีแรก เจ้าของร้านทั้งสองมีน้ำใจกับพวกเราอย่างมาก อาสาแข็งขันที่จะช่วยเราเรียกรถสามล้อถีบเพราะเราคงไม่สามารถสื่อสารกับสามล้อถีบรู้เรื่อง

คนขายยาจัดการเรียกสามล้อถีบให้ ต่อรองราคากับสามล้อ ซึ่งจะเรียกค่ารถเรา 40 รูปี คนขายยาดุด่าสามล้อแล้วไล่ให้ไปที่อื่น เขาบอกระยะทางแค่นี้ 20 รูปี  ก็เกินพอแล้ว เมื่อสามล้อไม่ยอมไป แล้วจะตื้อเรา คนขายยาก็ดุไล่ช่วยป้องกันเราอย่างเต็มที่ จนสามล้อยอมในราคา 20 รูปี  ตามที่เจ้าของร้านยาเห็นว่าเหมาะสม เขาจึงให้เราขึ้นบนรถ พร้อมทั้งเป็นห่วงเราว่า เรามีเศษตังค์ 20 รูปี  พอที่จะให้สามล้อไหม กลัวว่าพอถึงจุดหมายแล้ว ถ้าเราไม่มีตังค์พอดี สามล้อจะงอแงอีก

เรามีเศษ 20 รูปี พอดิบพอดี จึงขึ้นรถสามล้อถีบคันนั้นไป ซึ่งเรามารู้ที่หลังว่า ระยะทางที่สามล้อถีบนั้น มันช่างไกลเกินกว่าค่าแรงเพียงแค่ 20 รูปี ในความคิดของเรา แม้มันจะเป็นราคาที่เหมาะสมแล้วในความคิดของคนอินเดียเช่นเจ้าของร้านขายยา แต่จากที่นั่งข้างหลัง เราเห็นความเหน็ดเหนื่อยของคนถีบสามล้อ เหงื่อที่ไหลไม่หยุด แม้อากาศจะหนาวเย็น กล้ามเนื้อขาที่ตึงเขม็ง เรารู้สึกว่างานที่ทำเมื่อเทียบกับค่าแรง มันช่างไม่คุ้มค่ากันเสียเลย จึงตั้งใจจะให้เงินเขาเพิ่มเป็น 40 รูปี  ตามที่เขาเรียกแต่แรก แต่ค้นทั่วทั้งกระเป๋า เราก็ไม่มีเศษเงินเหลือเลย ไม่ได้แลกกับร้านขายยา เตรียมไว้แต่ 20 รูปี ที่คาดว่าจะให้แต่ทีแรก

ลงมาจากรถด้วยความรู้สึกผิดอย่างมาก จนวันนี้แม้มันจะผ่านไปหลายอาทิตย์แล้วก็ตาม ภาพคนถีบสามล้อยังตามหลอกหลอนอยู่ในหัวจนถึงวันนี้ บางทีอยากจะย้อนเวลากลับไปได้ แล้วยื่นแบ๊งค์ 100 รูปี  ส่งไปให้เขา ถือว่าเป็นการช่วยเหลือกันไป แต่รี่ก็ไม่รู้ว่า การทำเช่นนั้นมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะมันอาจจะเป็นแค่การกระทำที่มักง่ายเพียงแค่ทำให้ตนเองรู้สึกดี รู้สึกสบายใจ ก็เท่านั้น

แต่นั่นแหละ สุดท้าย รี่ก็ไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ควรทำ หรือไม่ควรทำในสถานการณ์เช่นนั้น


.................................................


เรื่องราวหรือภาพของความยากไร้ที่เคยเห็นผ่านตาตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ มันช่างสร้างอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างจากยามที่เราเห็นสิ่งทั้งหมดอยู่ข้างหน้า อยู่ใกล้กับเราเพียงแค่เอื้อม นี่คือภาพที่มีชีวิต มันจึงติดตรึงในความทรงจำของเราจนยากที่จะลืม

ภาพเด็กเนื้อตัวขะมุขะมอม เดินขึ้นมาบนรถไฟ เห็นครอบครัวอินเดียกำลังล้อมวงทานข้าวกันอยู่บนรถ เด็กมาขอเพียงแค่แผ่นจะปาตีกินแทนความหิวโหย

  ภาพผู้คนที่เดินไปมาในสถานีรถไฟพาราณาสี ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวเย็น แต่ไม่มีแม้แต่รองเท้าจะใส่ มีผ้าห่อหุ้มกายเพียงเล็กน้อย

ภาพผู้คนยืนแออัดกันอยู่ในตู้ขบวนรถชั้นสาม มันแทบจะเรียกว่าขบวนรถขนสิ่งของที่กองรวมกัน มากกว่าขบวนรถไฟที่ขนมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ทำให้รี่รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก รี่เกี่ยงแม้แต่การนอนในชั้น sleeper (เป็นชั้นที่มีเตียงให้นอน แต่เปิดโล่ง อากาศภายนอกเข้ามาได้หมด ไม่ได้มีระบบปรับอากาศ ) เรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ขายตัว ขอที่จะซื้อตั๋วชั้น 1 ให้ได้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถทนความหนาวเย็นในตู้ขบวนชั้นธรรมดาได้  รี่มีเงินพอที่จะใช้ซื้อผ้าห่มมากมายขนขึ้นรถไฟให้ตัวเองอบอุ่น แต่มีคนอีกมากที่อยู่ ณ ที่นั้น ไม่ไกลจากรี่ มีเนื้อ มีหนัง มีความรู้สึกหนาว มีความรู้สึกหิว ไม่ต่างไปจากรี่ แต่ไม่มีโอกาสที่จะได้เลือกอะไรทั้งสิ้น ต้องยอมรับทุกอย่างที่มี สภาพที่รี่เคยคิดว่า คนเราไม่สามารถทนอยู่ได้แน่ ๆ  ก็ยังมีคนที่อยู่ได้ ยังมีลมหายใจอยู่ต่อและยังต้องดิ้นรนกันต่อไป

.................................................

 

มันช่างเป็นเรื่องขบขันที่หัวเราะไม่ออกเสียนี่กระไร ที่มนุษย์ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวทั้งหมดนี้ ถูกจับยัดสุมให้ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินโลกใบเดียวกันนี้ และมองเห็นจันทร์ดวงเดียวกัน ...

 

 


Měsíčku na nebi hlubokém
จากอุปรากร Rusalka
ประพันธ์ Antonín Dvořák

 


we are in diaryis.com family | developed by 7republic